แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายต่างประเทศมีหลายแนวโดยมากจะใช้หลักการวิเคราะห์ล้วนเป็นหลักการที่พัฒนามาจากวิธีการศึกษาแบบระบบ เพื่ออธิบายกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
จุดเริ่มต้นตองทฤษฏีระบบมาจากความคิดของนักชีววิทยา ชื่อ ลูเดอวิง วอน เบอร์ทาเลนฟาย (Ludeving Von Bertalanfy) ผู้คิดเรื่อง Isomophism โดยมีเนื้อหาว่า “แม้ระบบต่าง ๆ จะมีความต่างกันในด้านขนาดและคุณลักษณะ แต่ถ้ามองในด้านโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการทำงานแล้ว จะมีความคล้ายคลึงกันและมักจะมีการทำงานผสมผสานไปด้วยกัน”
สำหรับสาขารัฐศาสตร์ เดวิด อีสตัน (David Easton) ได้นำทฤษฏีระบบการศึกษาเกี่ยวกับการเมือง จนสามารถพัฒนาเป็นตัวแทนของระบบการเมืองขึ้นมาโดยเริ่มต้นด้วยปัจจัยนำเข้ากระทำหน้าที่เป็นกระบวนการแปรรูป (Conversion Process) ผลที่ออกมาจากกระบวนการนี้เรียนกว่า (Outputs) ปัจจัยผลิตผลอันได้แก่นโยบายหรือการตัดสินใจของรัฐบาล นโยบายนี้ถูกนำไปปฏิบัติก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ (feedback) ไปสู่ปัจจัยนำเข้าอีกครั้งหนึ่ง
ทฤษฏีระบบของแคปแลน (Caplan) ปัจจัยแวดล้อมระหว่างประเทศ มีอิทธิผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ทฤษฏีของแคปแลนมีหลักว่า ระบบโลก ระบบภูมิภาค จะมีอิทธิพลต่อระบบภายในของแต่ละประเทศไม่มากก็น้อย
ทฤษฏีความเกี่ยวพันของรอสนาว (Rosnau) ปัจจัยที่เข้าไปมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ ปัจจัยภายในคือ ผู้นำ กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง มติมหาชน สื่อมวลชน สถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม
นางพรรณวดี โยธาราษฎร์
ทฤษฏีเกี่ยวพัน น่าจะนำมาใช้ประยุกต์ในกรณีการดำเนินนโยบายของไทยต่อกัมพูชา ซึ่ง ตามหลักทฤษฏีเกี่ยวพันของ รอสนาว นั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายต่าง
ประเทศในหลักของปัจจัยภายใน ประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์เช่นกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคการเมือง มติมหาชน สื่อมวลชน สถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจ สถาบันทางวิชาการ ซึ่งในปริบทความขัดแย้งไทย - กัมพูชา ในประเด็นเขาพระวิหาร นั้น ดูเหมืนอว่าสถาบันทางวิชาการจะมีบทบาทที่สามารถทำให้นโยบายต่างประเทศของไทยต่อกัมพูชาเปลี่ยนไปบ้างพอสมควร
ในการศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นั้น ในปัจจุบันปรากฏว่ามีนักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดูเหมือนจะให้ความสำคัญในการนำทฤษฏีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาใช้น้อยกันมาก หรืออาจจะเป็นเพราะว่าการวิเคราะห์สถานการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่จำเป็นต้องนำทฤษฏีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาวิเคราะห์
ทฤษฏีระบบดูเหมือนว่าน่าจะเป็นทฤษฏีที่จะสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคแต่ละภูมิภาคมากกว่าที่จะนำมาใช้วิเคราะห์เจาะจงเฉพาะรัฐแต่ละรัฐซึ่งดูจะไม่เคลื่อนไหวมากเท่าไรนัก เช่นนำทฤษฏีระบบมาวิเคราะห์เคลื่อนไหวของกลุ่มประเทสในลาตินอเมริกาหรือกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีลักษณะแนวโน้มว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกานั้นจะมีระบบการเมืองการปกครองไปในทิศทางเกือบเหมือนกันอีกทั้งในด้านนโยบายต่อต้านอเมริกาก็ดูเหมือนว่าจะมีลักษณะเดี่ยวเหมือนกันหมด ซึ่งทฤษฏีระบบน่าจะนำมาใช้ในกรณีความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกานั่นคือปัจจัยแวดล้อมในภูมิภาคระหว่างประเทศจะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศของรัฐแต่ละรัฐไปในลักษณะแนวทางเดียวกัน
สำหรับในกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออก ทฤษฏีระบบจะนำมาใช้อธิบายความเคลื่อนไหวในเรื่องปัญหาความมั่นคงของภูมิภาคกับอาวุธนิวเคลียร์ อันเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในภูมิภาคระหว่างประเทศและในระบบโลกที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายความมั่นคงในการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ ก็คงจะไม่ชัดเจนเกินไปนัก ในเมื่อมีกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างเช่น พม่า ที่มีแนวนโยบายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศตามโมเดลของเกาหลีเหนือ อาจทำให้เห็นได้ว่าปัจจัยสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศผลักดันให้เกิดแนวทางการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเป็น 2 แนวทาง คือแนวทางโมเดลแบบเกาหลีเหนือ กับแนวทางโมเดลแบบสากลคือการนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ส่งเสริมสันติภาพและคัดค้านการมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง