การเรียนรู้จุดอ่อนของงานวิจัย จะช่วยให้สามารถออกแบบวิจัยและพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ

        29 เม.ย. 2551  ช่วงเช้า ไปเป็นวิทยากรวิพากษ์งานวิจัยในชั้นเรียนของครูที่เข้ารับการอบรมตามหลักสูตร “การวิจัยในชั้นเรียน”  จัดโดยสถาบันการศึกษาทางไกล และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จุดอ่อนที่พบในงานวิจัยบ่อยมาก คือ

1) การกำหนดประชากรในการวิจัยของครู   เช่น ครูคนหนึ่ง มุ่งพัฒนาชุด E-Learning สำหรับนักเรียนชั้น ม.5  ในการนี้

        กำหนดประชากร คือ นักเรียนชั้น ม.5 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียน มหาดไทย จำนวน  5 ห้องเรียน

        กลุ่มตัวอย่าง  คือ นักเรียนชั้น ม.5 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 42  คน

    ปัญหา คือ   “ในปีหน้า จะสามารถนำชุด E-Learning ไปใช้ได้หรือไม่(เพราะอยู่นอกขอบเขตประชากร)”

    แนวปฏิบัติ  ควรกำหนดประชากร คือ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนมหาดไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 (ไม่ต้องระบุว่า เป็นนักเรียนชั้น ม. 5 ปีการศึกษาใด)  และ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้น ม.5 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 42 คน เลือกแบบเจาะจง  หรือแม้จะใช้นักเรียนในปี 2550 เป็นกลุ่มทดลองทั้ง 5 ห้องเรียน ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มตัวอย่าง  

 

2) ครูให้ความสำคัญกับการเขียนรายงานการวิจัย ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ การอธิบายลักษณะหรือกระบวนการของนวัตกรรมให้ชัดเจน   ยังไม่สามารถระบุหลักการหรือแนวคิดที่เป็นหลักวิชาที่สำคัญ ๆ ในการสร้างนวัตกรรม ที่เป็นรูปธรรม(แนวคิดเบื้องหลังของนวัตกรรม)

     “ความสำคัญและคุณค่าของ ผลงานประเภทวิจัยและพัฒนา คือ ตัวนวัตกรรม   ไม่ใช่ รายงานการวิจัย”  จะอย่างไรก็ตาม หากสามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพ ทั้งตัวนวัตกรรม และ รายงานการวิจัย  ก็จะมีผลทำให้งานมีความสมบูรณ์มากขึ้น

3) การสร้างนวัตกรรมประเภทที่มุ่งพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น พัฒนาความมีวินัยในตนเองของนักเรียนปฐมวัย   ครูยังขาดการพิจารณา “ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของนวัตกรรม”   ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย ไม่น่าจะเพียงพอต่อการพัฒนาคุณลักษณะ เช่น ใช้กิจกรรมการเก็บของเล่น 4  สัปดาห์ เป็นต้น  การพัฒนานวัตกรรมประเภทใด ๆ ที่มุ่งใช้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในตัวนักเรียน “จะต้องมีชุดกิจกรรมที่เหมาะสม เพียงพอ ที่จะสร้างให้นักเรียนเกิดคุณลักษณะ จนเป็นนิสัย”