แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

                แนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายตางประเทศมีหลายแนว แต่ละแนวคิดมีหลักการเป็นของตนเอง สำหรับบุคคลที่สำคัญมี มอร์ตัน เอ แคปแลน (Morton A.Kaplan) เจมส์เอ็น รอซนาว(James N.Rosnau) จอร์จ โมเด็ลสกี ( George Modelski) สำหรับแนวความคิดของทั้งสามท่านมีผลสืบเนื่องมาจาการศึกษาเรื่องทฤษฎีระบบ คือ หลักการวิเคราะห์ล้วนเป็นหลักการที่พัฒนามาจากวิธีการศึกษาแบบระบบ เพื่อประยุกต์และนำมาอธิบายถึงกระบวนการกำหนดนโยบายตางประเทศโดยทั่วไป

                จุดเริ่มต้นของทฤษฎีระบบมาจากความคิดของนักชีววิทยา ชื่อ ลูเดอวิง วอน เบอร์ทาเลนฟาย (Ludeving von Bertalenfy) เป็นผู้คิดเรื่อง Ismophism โดยมีเนื้อหาว่า แม้ระบบต่างๆจะมีความแตกต่างกันในด้านขนาดและคุณลักษณะ แต่ถ้ามองในด้านโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการทำงานแล้ว จะมีความคล้ายคลึงกันและมักจะมีการทำงานผสมผสานไปด้วยกัน จุดสำคัญอยู่ตรงที่ว่าเป็นการศึกษาระบบต่างๆ ในแง่คล้ายคลึงกัน ความผูกพันและความสอดคล้องต่อเนื่องกันในหน้าที่ถึงแม้จะมีโครงสร้างที่ต่างกันก็ตาม

                สำหรับสาขารัฐศาสตร์นั้น เดวิด อีสตัน (David Easton)ได้นำทฤษฎีระบบการศึกษาเกี่ยวกับการเมือง จนสามารถพัฒนาเป็นตัวแทนของระบบการเมืองขึ้นมาโยเริ่มต้นด้วยตัวปัจจัยนำการกระทำที่เป็นกระบวนการแปรรูป (Conversion Process) ผลที่ออกมาจากกระบวนการนี้เรียกว่า (Outputs) ปัจจัยผลิตผลอันได้แก่นโยบายหรือการตัดสินใจของรัฐบาล นโยบายนี้ถูกนำไปปฏิบัติจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ (feedback) ไปสู่ปัจจัยนำเข้าอีกครั้งหนึ่ง

                อีสตัน เชื่อว่าทฤษฎีระบบนี้สามารถนำไปใช้ได้กับการศึกษาการเมืองภายในและการเมืองระหว่างประเทศ ส่วนแคปแลน รอนาว และโมเด็นสกี ก็ได้นำทฤษฎีระบบมาใช้ศึกษากระบวนการดกำหนดนโยบายต่างประเทศ

                ทฤษฎีระบบของแคปแลน (Caplan)

มีความเห็นว่า ปัจจัยหรือสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ โยเฉพาะประเทศมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ส้วนแต่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศ

                ทฤษฎีระบบของแคปแลนมีหลักว่า ระบบโลก(global system) และระบบภูมิภาค (regional system ) จะมีอิทธิพลต่อระบบภายใน (internal system ) ของแต่ละประเทศไม่มากก็น้อย

                ทฤษฎีความเกี่ยวพันของรอสนาว (Rosnau) ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่เข้าไปมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่เป็นความต้องการหรือความจำเป็นของสภาพการเมืองในประเทศนั้นที่รัฐบาลเผชิญอยู่และจำเป็นต้องแก้ไขให้ลุล่วงไป ปัจจัยภายในคือ ผู้นำ กลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง มติมหาชน สื่อมวลชน สถานบันการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อรัฐบาลโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองและอาจจะสามารถผลักดันให้รัฐบาลดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีประเทศมหาอำนาจ องค์กรระหว่างประเทศ และสถานการณ์ต่างๆ จะมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทฤษฎีปัจจัยนำเข้าและปัจจัยผลิตผลของโมเด็ลสกี

เชื่อว่า นโยบายต่างประเทศเป็นระบบกิจกรรมที่กระทำโยชุมชนหนึ่งชุมชนใด เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประเทศอื่นๆ หรือเพื่อเปลี่ยนกิจกรรมภายในประเทศของตนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ

เห็นว่า มรกิจกรรม 2 ชนิด ที่เกี่ยวข้องกับผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ ได้แสดงออกไปสู่โลกภายนอก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ เป้าหมายหลักของการวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ จึงอยู่ที่การศึกษาถึงความพยายามในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของรัฐอื่นให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศในเวทีการเมืองทั้งภายในและภายนอก ถ้าหากปฏิบัติไม่ได้ผู้กำหนดนโยบายจะหันมรปรับกิจกรรมภายในประเทศของตนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยปกติแล้วทุกรัฐในโลกต่างก็พยายามปรับพฤติกรรมการแสดงออกภายในประเทศของตน ให้เหมาะสมกับประชาคมนานาชาติ

ทฤษฎีนำเข้าและปัจจัยผลิตผลของโมเด็ลสกี จะเห็นว่าเป็นผลจาการเชื่อมโยงคุณสมบัติในองค์ประกอบของหน่วยการแสดงซึ่งเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้.

1.        ผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ

2.        พลังอำนาจและพลังแสดงอำนาจของนโยบาย

3.        จุดมุ่งหมายแห่งรัฐ

4.        หลักการของนโยบายต่างประเทศ

5.        สภาพแวดล้อมของนโยบายต่างประเทศ

 

สรุป

                หลักการกำหนดนโยบายต่างประเทศตามทฤษฎีระบบเป็นหลักที่มีความละเอียดอ่อนในปัจจัยหรือตัวแปรต่างๆ จุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ เพียงเพื่อใช้สำหรับการศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายต่างเป็นเทศที่สมบูรณ์ เมื่อนำไปปรับใช้จำเป็นต้องกำหนดขอบข่ายการศึกษาให้รัดกุม เพื่อเจาะลึกในบางประเด็นปัญหา ส่วนการศึกษาในระดับกว้างนั้นจำเป็นต้องอาศัยผลการค้าค้าววิจัยจึงจะสามารถศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายของนักทฤษฎีทั้งสามท่าน

                พฤติกรรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทุกยุดทุกสมัย ย่อมมีพื้นฐานจากสำนักแห่งความคิด (School of thoughts ) ซึ่งเป็นผู้สร้างทฤษฎีลัทธิและหลักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบางแนวความคิดยังมีอิทธิพลจนถึงปัจจุบันนี้

 

ทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

                ลัทธิสัจนิยม (Realism) บางครั้งเรียกว่าอำนาจการเมือง (Power Politic)  สำนักความคิดลัทธิสัจนิยมมีอิทธิพลต่อการศึกษาวิเคราะห์การเมืองโลก และต่อมาแนวความคิดของผู้จัดทำนโยบายต่างประเทศ  ลัทธินี้เห็นว่า ตัวแสดงที่สำคัญคงเป็นรัฐ และโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น โดยความเป็นจริงแล้วเห็นแก่ตัว รัฐจะคำนึงถึงแต่เรื่องการเผยแผ่ขยายอำนวจของตน มีเพียงระบบดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) เท่านั้นที่จะป้องกันสงคราม

                ลัทธิสัจนิยมใหม่ ( Neo-Realism) มุ่งความสนใจไปสู่ลักษณะโครงสร้างของระบบรัฐมากกว่าที่จะเป็นหน่วยประกอบ แนวความคิดเกี่ยวกับโครงสร้าง คือ การทำให้เป็นระเบียบหรือการจัดระเบียบส่วนต่างๆ ของระบบ จากงานเขียนของ K.N.Waltz เรื่องทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ พิมพ์ในปี ค.ศ.1979 Waltz ระบุว่า โดยการวาดภาพระบบการเมืองระหว่างประเทศทั้งหมดในระดับโครงสร้างแนวความคิดเกี่ยวกับโครงสร้างของระบบ ซึ่งกำหนดขอบเจตที่นักศึกษาทางด้านการเมืองระหว่างประเทศจะต้องศึกษาและทำให้เขาสามารถมองเห็นว่าโครงสร้างของระบบและความผันแปรในระบบมีผลต่อหน่วยที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร และผลลัพท์ที่โครงสร้างของระบบและความผันแปรในระบบโครงสร้างออกมาอย่างไร โครงสร้างระหว่างประเทศเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐและขณะเดียวกันก็วางข้อจำกัดมิให้รัฐกระทำบางอย่าง ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้รัฐกระทำการบางอย่าง

                พหุนิยม (Pluralism) มี 2 ความหมาย คือ ความหมายที 1 เป็นแนวคิดที่ต่อต้านเกี่ยวกับอำนาจรวมศูนย์อยู่ที่รัฐ และความหมายที่ 2 คือ การแบ่งปันอำนาจระหว่างพรรคต่างๆ ฉะนั้นทฤษฎีพหุนิยม จึงเป็นทฤษฎีที่นำมาใช้กับการเมืองระหว่างประเทศและการเมืองภายใน

                สหพันธรัฐนิยม (Federalism) คำว่า Federalism มี 2 ความหมาย

ความหมายที่ 1 หมายถึง ระบบการปกครองที่มีการแบ่งอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐที่เป็นสมาชิกขอสหพันธรัฐ เช่น การปกครองของสหรัฐอเมริกา

ความหมายที่ 2 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับหนทางที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างรัฐอธิปไตยต่างๆ

ในการเมืองโลกปัจจุบันสนามทดสอบแนวคิดสหพันธรัฐนิยมในฐานะวิถีทางไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือ ยุโรปตะวันตก หลังจากปี ค.ศ.1945 ยุโรปตะวันตกมีความเห็นว่าประสบการณ์ทางประวิติศาสตร์ที่ผ่านมา สอนให้เห็นถึงความจำเป็นจะต้องวางแผนให้มุ่งสู่ ความอยู่เหนือขอบเขตของชาติ ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการก่อตั้งประชาคมยุโรป

ทฤษฎีระบอบ (Regime theory)

Regime คือ กรอบของกฎเกณฑ์ ความคาดหวังและสิทธิประโยชน์ระหว่างตัวแสดงต่างๆ ในการเมืองโลก กรอบโครงสร้างนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับความจำเป็นร่วมกันที่จะสถาปนาความร่วมมือกันอันมีพื้นฐานอยู่บนหลักการต่างตอบแทน นักวิเคราะห์ระบอบจะสำรวจตรวจสอบระบอบใน 3 ประเด็น

1.        ระบอบสร้างขึ้นมาอย่างไร

2.        ตัวแสดงที่เป็นสถานบันทำอย่างไร จึงจะสามารถรักษาระบอบไว้ได้

3.        ในระยะยาวระบอบจะถูกเปลี่ยนแปลงหรือถูกละทิ้งไปอย่างไร

การวิเคราะห์ระบอบ เชื่อว่า ความร่วมมือและการประสานนโยบายนั้นเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้

ลัทธิทุนนิยม (Capitalism)

ลัทธิทุนนิยม มาจากแนวความคิดของ อาดัม  สมิธ (Adam Smith) ชาวสก็อต  ย้ำว่าความมั่งคั่งของชาติมิใช่เกิดจากการสะสมทองคำไว้ในพระคลัง แต่เกิดจากความสามารถในการผลิตของชาติ เขาได้เน้นถึงหลักการเสรีภาพในการผลิตโดยได้เรียกร้องให้รัฐบาลไม่เข้ามาดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและไม่ควรเข้าเกี่ยวข้อง แต่ให้สนับสนุนการแข่งขันระหว่างเอกชน การแข่งขันถือว่าเป็นจักรกลของระบบทุนนิยม  นักคิดที่สำคัญคนต่อมาคือ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer) ซึ่งได้นำเอาทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติมาประยุกต์เป็นแนวคิดว่าด้วยการพัฒนาสังคม สเปนเซอร์ กล่าวว่า ผู้ที่เข้มแข็งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด

แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

แนวความคิดเกี่ยวกับการพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence)  เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในทศวรรษ 1970  มีนักเขียนหลายท่านยอมรับว่า การพึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน ลักษณะของความสัมพันธ์ที่มีอายุยาวนานที่สุดของระบบคือ ระบบพันธมิตร  กิจกรรมการหาพันธมิตร การสร้างระบบสัมพันธ์มิตร เป็นเครื่องหมายแห่งการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในศตวรรษที่ 20 ให้ความสำคัญในการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในประเด็นการทหาร และความมั่งคง ระบอบความมั่นคงร่วมกันได้กระตุ้นให้มีการแสวงหาพันธมิตรยิ่งขึ้น  ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้เน้นความสำคัญ คือประเด็นทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและสวัสดิการ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อสังคมเป็นสังคมอุตสาหกรรมและมีความทันสมัย  วิถีทางตลาดก็เป็นสิ่งจำเป็น ระบบการค้าถือว่าเป็นรูปแบบตัวอย่างของกระบวนการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจ

หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการศึกษา

ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชากร การที่จะทำให้ประชากรมีชีวิตที่ดี ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในกรณีที่เกิดปัญหาความวุ่นวายขึ้นในสังคม รัฐบาลบางรัฐบาลอาจจะใช้วิธีการแก้ไขปัญหาที่รุนแรง อาจส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง  ควรใช้วิธีการประนีประนอม ในการแก้ไขปัญหา

ปัจจุบัน วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้รับความสนใจในหลายประเทศ  สหรัฐอเมริกามีการศึกษาอย่างกว้างขวาง แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจหรืออธิบายโดยให้คำตอบในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับกิจการระหว่างประเทศการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมือนกับการศึกษาสังคมโลกที่มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเพิ่มความสับสนมากมาย ในปัจจุบัน มีบางสำนักใช้แนวทางศึกษาโดยยึดหลักความคิดของนักภูมิศาสตร์ ประวิติศาสตร์ ประเพณี อำนาจทางทหารและจิตวิทยา

ในด้านอำนาจนั้นถือว่าเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการศึกษาระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตำราที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง ได้แก้ หนังสือ The Prince ของ นิโคโลแม็กเคียเวลลี (Nicolo Machiavelli) ชาวอิตาลี ได้อธิบายว่า การเพิ่มพูนอำนาจ การรักษาและการขยาย เป็นสาระสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐจะกระทำทุกอย่างเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ไม่ว่าการกระทำนั้นจะผิดศีลธรรมหรือไม่ และได้เสนออีกว่า ผู้นำของรัฐจะต้องฉลาดแกมโกง หรือสุนัขจิ้งจอกในบางโอกาส ผู้นำจะต้องประพฤติตัวเหมือนสิงโต พร้อมที่จะใช้กำลังอย่างไม่ปราณี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนในบางโอกาส ถึงแม้นการกระทำนั้นจะขัดต่อศีลธรรมก็ตาม

วิชาความสมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นวิชาที่หาขอบเขตยาก หาคำตอบยาก เช่น ปัจจัยที่ทำให้เกิดความอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ลักษณะของพฤติกรรม กลไกการปกครองของรัฐ เป้าหมายของรัฐ รวมทั้งศึกษานโยบายของต่างประเทศและหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินนโยบาย

ผลประโยชน์ของชาติ กลุ่มนักคิดผลประโยชน์ของชาติ ที่สำคัญคือ ฮัมส์ เจ มอร์เกนทอ (Hans J.Morgenthau) ได้อธิบายว่า แต่ละรัฐย่อมปฏิบัติการทางการเมืองทุกวิธีทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ยึดหลักว่า ไม่มีรัฐบุรุษคนใดในโลกที่จะยอมให้ผลประโยชน์ของชาติอื่นเหนือกว่าผลประโยชน์ของชาติตน

ลักษณะภูมิประเทศ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิศาสตร์กับการเมืองระหว่างประเทศนั้นมีมานานแล้ว ปรากฏว่าอยู่ในรูปของการศึกษาทางทฤษฎีในวิชาการแขนงหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ภูมิรัฐศาสตร์ นักภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญคือ เซอร์ แฮลฟอร์ด แม็กคินเดอร์ (Sir Halford Mackinder) ได้ตั้งทฤษฎีใจธรณี (Heart land) มีความว่า

 

                ผู้ใดครองยุโรปตะวันออกจะคุมครองใจธรณี

                ผู้ใดครองใจธรณีจะคุมเกาะโลก

                ผู้ใดครองเกาะโลกจะครองโลก

เขาเชื่อว่าประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณใจธรณีจะเป็นประเทศที่มีโอกาสครองความยิ่งใหญ่เพราะมีทรัพยากรมากมาย บากแก่การเข้าโจมตี เกาะโลกตามความเชื่อของ แม็กคินเคอร์ คือ ทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา

นิโคลัส สปีคแมน นักภูมิรัฐศาสตร์ เชื่อว่า อาณาเขตดินแดนที่อยู่ริมทวีปยุโรปและเอเชีย มีความสำคัญมากกว่าดินแดน ใจธรณี โยให้เก็นผลว่าเป็นบริเวณที่ในฤดูหนาว น้ำทะเลไม่แข็งและสมารถติดต่อกัลป์โลกภายนอกได้สะดวก มีฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเกษตร ทฤษฎีของสปีคแมนว่า

                ผู้ใดครองดินแดนตอนริมของยูเรเซียจะครองยูเรเซีย

                ผู้ใดครองยูเรเซียจะกุมชะตากรรมโลก

การศึกษาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น อาจจะใช้หลักการและวิธีอื่นๆ อีกหมายประการ ในระยะหลังได้มีผู้พยายามใช้ทฤษฎีที่เป็นระบบ ที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น ได้กำหนดขอบเขตและรากฐานการวัด และการตีความกิจกรรมระหว่างประเทศ เพื่อว่าจะสามารถคาดคะเนพฤติกรรมของประเทศต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ความขัดแย้งของโลกปัจจุบันมีผลโดยตรงต่อมนุษยชาติทั้งปวง ซึ่งทำให้วิชาการเมืองระหว่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นที่สนใจในหมู่ชนชาติต่างๆ

 

*******************************************************************