บทที่ 3
วิธีดำเนินการ
การดำเนินการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ครั้งนี้ ผู้รายงานในฐานะศึกษานิเทศก์ รับผิดชอบงานหลักในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 เป้าหมายของการนิเทศเพื่อส่งเสริมจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ให้กับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ที่เป็นครูผู้สอนในศูนย์พัฒนา การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 19 โรงเรียน 50 คน และผู้เรียนที่เรียนกับครูผู้สอนในศูนย์พัฒนาการเรียนรู้จำนวน 310 โดยได้เริ่มดำเนินการพัฒนา การนิเทศตามรูปแบบที่กำหนดในปีการศึกษา 2548 และสรุปผลในปีการศึกษา 2549 รวม 2 ปีการศึกษา การรายงานจึงได้เสนอถึงหลักการและกรอบแนวคิด วิธีการดำเนินงาน และ
ผลการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมตามรูปแบบการนิเทศที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ที่ใช้ในการรายงาน ดังนี้
1. รูปแบบการนิเทศการศึกษา
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
4. วิธีดำเนินการนิเทศ
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
รูปแบบการนิเทศการศึกษา
รูปแบบการนิเทศการศึกษา คือ วิธีการนิเทศที่ผู้รายงานได้พัฒนาขึ้นให้เหมาะสม กับบริบทการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ช่วงชั้นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยการประสานงานการนิเทศอย่างใกล้ชิดของศึกษานิเทศก์ประสานงาน ตามโครงสร้างการนิเทศ ประกอบด้วยกลยุทธ์การนิเทศ คือ กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม และกลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การประเมินหรือตรวจสอบคุณภาพงาน มีดังนี้
1. ศึกษากลุ่มประชากร ประกอบด้วย ครูผู้สอนที่สมัครเป็นสมาชิกในศูนย์พัฒนา
การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 19 โรงเรียน 58 คน ผู้เรียนที่เรียนกับครูผู้สอน จำนวน 1,591 คน
2. กำหนดกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) โดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan (บุญชม ศรีสะอาด : 2538) จำนวน 19 โรงเรียน จำนวน 50 คน และนักเรียนที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี จำนวน 310 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
การพัฒนาการนิเทศ ได้มีการศึกษาหรือประเมินผลการปฏิบัติทุกขั้นตอน ดังนั้น
จึงมีการสร้างเครื่องมือเพื่อศึกษาเป็นพิเศษ ดังนี้
1. ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
ชุดฝึกอบรมประกอบด้วยเนื้อหา 6 หน่วย แต่ละหน่วยมีรายละเอียด ดังนี้
หน่วยที่ 1 บทนำสู่หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เป็นการกล่าวนำถึงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ความสำคัญ ธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะ วิสัยทัศน์ คุณภาพของผู้เรียน และกรอบความคิดของหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เพื่อให้ครูผู้สอนได้ตระหนักในหลักสูตรกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
หน่วยที่ 2 การสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
การสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยครูผู้สอนจะต้องนำกรอบความคิดหลักสูตรมาวิเคราะห์กับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตลอดจนคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน ฝึกการจัดทำหน่วยการเรียนรู้จากมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อให้ครูผู้สอน ได้ตรวจสอบแนวความคิด ความรู้พื้นฐานเดิมของตนเอง และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกัน หรือผู้เข้ารับการอบรมกับวิทยากร
หน่วยที่ 3 การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ (Theory of Constructivism) ทฤษฎี“Constructionism” และการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีการฝึกกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการนำหน่วยการเรียนรู้มาวิเคราะห์ให้ได้หน่วยการเรียนรู้ย่อยและสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ครูผู้สอน ได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการสร้างองค์ความรู้ 5 ขั้นตอน ก่อนที่ครูผู้สอนจะนำไปเขียนเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
หน่วยที่ 4 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ วิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละองค์ประกอบ รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ และฝึกเขียนแผน การจัดการเรียนรู้
หน่วยที่ 5 การประเมินตามสภาพจริง
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงตามขอบข่ายในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่หลักสูตรกำหนด การสร้างเครื่องมือในการวัดและประเมินผลแบบต่างๆ แล้วทำกิจกรรมการออกแบบการวัดและประเมินผลในการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียน
หน่วยที่ 6 การตรวจสอบและประเมินผลงาน
เป็นวิธีการตรวจสอบและประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิด
ความเชื่อมั่นในการปฏิบัติและการนำไปใช้ การประเมินผลการจัดกิจกรมการเรียนรู้โดยการประเมินตนเอง และโดยผู้เรียนเป็นผู้ประเมิน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปสู่การพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้อย่างเป็นระบบต่อไป
การสร้างชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้ดำเนินการดังนี้
1. ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
2. วิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็นเพื่อกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงาน
การจัดทำชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
3. ศึกษาหลักการ ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ในการสร้าง ชุดฝึกอบรมประกอบด้วย
3.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
3.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้
3.3 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.5 สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.6 การวัดและประเมินผล
3.7 เทคนิควิธีสอนแบบต่าง ๆ
3.8 ทฤษฎี หลักการ แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
3.9 จิตวิทยาการเรียนรู้
3.10 ปรัชญาการศึกษา
3.11 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้
3.12 วิจัยการศึกษาเบื้องต้น
หลังจากที่ได้ทำการศึกษาหลักการ ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้สรุปและ
กำหนดกรอบแนวคิดที่จะนำไปพัฒนาชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ดังแผนภูมิลำดับขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรม ดังนี้
บทที่ 3
วิธีดำเนินการ
การดำเนินการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ครั้งนี้ ผู้รายงานในฐานะศึกษานิเทศก์ รับผิดชอบงานหลักในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 เป้าหมายของการนิเทศเพื่อส่งเสริมจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ให้กับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ที่เป็นครูผู้สอนในศูนย์พัฒนา การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 19 โรงเรียน 50 คน และผู้เรียนที่เรียนกับครูผู้สอนในศูนย์พัฒนาการเรียนรู้จำนวน 310 โดยได้เริ่มดำเนินการพัฒนา การนิเทศตามรูปแบบที่กำหนดในปีการศึกษา 2548 และสรุปผลในปีการศึกษา 2549 รวม 2 ปีการศึกษา การรายงานจึงได้เสนอถึงหลักการและกรอบแนวคิด วิธีการดำเนินงาน และ
ผลการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมตามรูปแบบการนิเทศที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ที่ใช้ในการรายงาน ดังนี้
1. รูปแบบการนิเทศการศึกษา
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
4. วิธีดำเนินการนิเทศ
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
รูปแบบการนิเทศการศึกษา
รูปแบบการนิเทศการศึกษา คือ วิธีการนิเทศที่ผู้รายงานได้พัฒนาขึ้นให้เหมาะสม กับบริบทการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ช่วงชั้นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยการประสานงานการนิเทศอย่างใกล้ชิดของศึกษานิเทศก์ประสานงาน ตามโครงสร้างการนิเทศ ประกอบด้วยกลยุทธ์การนิเทศ คือ กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม และกลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การประเมินหรือตรวจสอบคุณภาพงาน มีดังนี้
1. ศึกษากลุ่มประชากร ประกอบด้วย ครูผู้สอนที่สมัครเป็นสมาชิกในศูนย์พัฒนา
การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 19 โรงเรียน 58 คน ผู้เรียนที่เรียนกับครูผู้สอน จำนวน 1,591 คน
2. กำหนดกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) โดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan (บุญชม ศรีสะอาด : 2538) จำนวน 19 โรงเรียน จำนวน 50 คน และนักเรียนที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี จำนวน 310 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
การพัฒนาการนิเทศ ได้มีการศึกษาหรือประเมินผลการปฏิบัติทุกขั้นตอน ดังนั้น
จึงมีการสร้างเครื่องมือเพื่อศึกษาเป็นพิเศษ ดังนี้
1. ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
ชุดฝึกอบรมประกอบด้วยเนื้อหา 6 หน่วย แต่ละหน่วยมีรายละเอียด ดังนี้
หน่วยที่ 1 บทนำสู่หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เป็นการกล่าวนำถึงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ความสำคัญ ธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะ วิสัยทัศน์ คุณภาพของผู้เรียน และกรอบความคิดของหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เพื่อให้ครูผู้สอนได้ตระหนักในหลักสูตรกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
หน่วยที่ 2 การสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
การสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยครูผู้สอนจะต้องนำกรอบความคิดหลักสูตรมาวิเคราะห์กับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตลอดจนคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน ฝึกการจัดทำหน่วยการเรียนรู้จากมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อให้ครูผู้สอน ได้ตรวจสอบแนวความคิด ความรู้พื้นฐานเดิมของตนเอง และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกัน หรือผู้เข้ารับการอบรมกับวิทยากร
หน่วยที่ 3 การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ (Theory of Constructivism) ทฤษฎี“ Constructionism” และการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีการฝึกกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการนำหน่วยการเรียนรู้มาวิเคราะห์ให้ได้หน่วยการเรียนรู้ย่อยและสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ครูผู้สอน ได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการสร้างองค์ความรู้ 5 ขั้นตอน ก่อนที่ครูผู้สอนจะนำไปเขียนเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
หน่วยที่ 4 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ วิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละองค์ประกอบ รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ และฝึกเขียนแผน การจัดการเรียนรู้
หน่วยที่ 5 การประเมินตามสภาพจริง
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงตามขอบข่ายในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่หลักสูตรกำหนด การสร้างเครื่องมือในการวัดและประเมินผลแบบต่างๆ แล้วทำกิจกรรมการออกแบบการวัดและประเมินผลในการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียน
หน่วยที่ 6 การตรวจสอบและประเมินผลงาน
เป็นวิธีการตรวจสอบและประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิด
ความเชื่อมั่นในการปฏิบัติและการนำไปใช้ การประเมินผลการจัดกิจกรมการเรียนรู้โดยการประเมินตนเอง และโดยผู้เรียนเป็นผู้ประเมิน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปสู่การพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้อย่างเป็นระบบต่อไป
การสร้างชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้ดำเนินการดังนี้
1. ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
2. วิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็นเพื่อกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงาน
การจัดทำชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
3. ศึกษาหลักการ ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ในการสร้าง ชุดฝึกอบรมประกอบด้วย
3.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
3.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้
3.3 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.5 สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.6 การวัดและประเมินผล
3.7 เทคนิควิธีสอนแบบต่าง ๆ
3.8 ทฤษฎี หลักการ แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
3.9 จิตวิทยาการเรียนรู้
3.10 ปรัชญาการศึกษา
3.11 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้
3.12 วิจัยการศึกษาเบื้องต้น
หลังจากที่ได้ทำการศึกษาหลักการ ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้สรุปและ
กำหนดกรอบแนวคิดที่จะนำไปพัฒนาชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ดังแผนภูมิลำดับขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรม ดังนี้
ลำดับขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรม
แผนภาพที่ 4 แสดงขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
4. ขอคำแนะนำจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ
4.1 ขอคำปรึกษาจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในการผลิตชุดฝึกอบรม เพื่อให้ทราบแนวทาง
ในการจัดทำชุดฝึกอบรมตลอดจนเทคนิคในการจัดทำ การหาประสิทธิภาพ แนวทางในการพัฒนาชุดฝึกอบรม
4.2 ขอคำปรึกษา แนะนำ จากเพื่อนร่วมงาน ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ในการนิเทศการศึกษา
การจัดการเรียนรู้
การหาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ได้ดำเนินการโดยการทดลองใช้กับ กลุ่มทดลองกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 3 กลุ่ม แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนโดยแต่ละขั้นตอน ได้พบข้อบกพร่องต่าง ๆ และนำไปปรับปรุงแก้ไขจนได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 (รายละเอียดในภาคผนวก)
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล
1. แบบสำรวจความต้องการรับการนิเทศ เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
2. แบบสอบถามการศึกษารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
3. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนแบบสร้างองค์ความรู้
ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนที่ผ่านการอบรม
ลักษณะของเครื่องมือตามข้อ 2 และ 3 เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจและความคิดเห็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยกำหนดระดับคุณภาพเป็น 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ตามลำดับสำหรับคำตอบ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ใช้เกณฑ์เฉลี่ย ในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยดังนี้ (สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ, 2546 : 30-32)
ค่าเฉลี่ย ความหมาย
4.50 – 5.00 เหมาะสม/พอใจ มากที่สุด
3.50 – 4.49 เหมาะสม/พอใจ มาก
2.50 – 3.49 เหมาะสม/พอใจ ปานกลาง
1.50 – 2.49 เหมาะสม/พอใจ น้อย
1.00 – 1.49 เหมาะสม/พอใจ น้อยที่สุด
4. แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจของครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นแบบทดสอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน ใช้เวลา 30 นาที โดยทดสอบความรู้ก่อนการดำเนินการและทดสอบหลังเสร็จสิ้นการดำเนินงาน
5. แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ ท้ายหน่วยที่ 1 ถึงหน่วยที่ 6 เป็นแบบทดสอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 64 ข้อ
6. แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยกำหนดระดับคุณภาพเป็น 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ตามลำดับ สำหรับประเมินระดับคุณภาพของผลงานที่มีการปฏิบัติในระดับดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง และไม่ผ่านเกณฑ์ ใช้เกณฑ์เฉลี่ยในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยดังนี้ (สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ, 2546 : 30-32)
ค่าเฉลี่ย ความหมาย
4.50 – 5.00 ปฏิบัติในระดับดีมาก
3.50 – 4.49 ปฏิบัติในระดับดี
2.50 – 3.49 ปฏิบัติในระดับพอใช้
1.50 – 2.49 ปฏิบัติในระดับควรปรับปรุง
1.00 – 1.49 ปฏิบัติในระดับไม่ผ่านเกณฑ์
ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ดำเนินการ ดังนี้
1. ศึกษาชุดฝึกอบรม ตำรา เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. รวบรวมข้อมูลและข้อความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาสร้างแบบทดสอบ
แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้และแบบสอบถาม แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและกลั่นกรองพิจารณาถึงความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
3. นำแบบทดสอบสำหรับครูผู้สอนที่สร้างขึ้นจำนวน 36 ข้อ ไปหาความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ( รายนามผู้เชี่ยวชาญในภาคผนวก) และได้คัดเลือกข้อทดสอบที่มีคุณภาพสำหรับครูผู้สอนจำนวน 30 ข้อ จากนั้นจึงนำแบบทดสอบสำหรับครูผู้สอน ไปทดลองใช้กับครูผู้สอน จำนวน 10 คน เพื่อหาค่าความยากง่าย หาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อถือได้ ก่อนที่จะนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ปรากฏว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ( IOC) ของข้อสอบทั้งหมด 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ทุกข้อ โดยมีค่าตั้งแต่ 0.60 – 1.00 ค่าความยากง่าย ( p ) รายข้อ โดยทุกข้อ มีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.76 ( กรมวิชาการ, 2545 : 59 –61) และค่าอำนาจจำแนก ( r ) รายข้อ โดยทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.57 (รายละเอียดในภาคผนวก )
4. นำแบบประเมินทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มาวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.87
5. นำแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีต่อการนิเทศเพื่อส่งเสริม การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98
6. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98
7. นำแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข และหาคุณภาพแล้ว
ไปใช้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
วิธีดำเนินการนิเทศ
การดำเนินการนิเทศจะประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายและเป้าหมายได้จำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนต่อเนื่องกัน และมีวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ผู้รายงานจึงได้พัฒนาการนิเทศโดยมีกลยุทธ์การนิเทศ ดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวางแผนการนิเทศ
2. การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ
3. การปฏิบัติกิจกรรมการนิเทศ
4. การประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ
5. การเผยแพร่ และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
กลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวางแผนการนิเทศ
2. การสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ
3. การปฏิบัติการนิเทศ
4. การประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ
5. การเผยแพร่และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1 วางแผนการนิเทศ
1.1 การสำรวจความต้องการรับการนิเทศของครูผู้รับการนิเทศ ปฏิบัติดังนี้
• ส่งแบบสำรวจความต้องการรับการนิเทศของครูผู้สอน เรื่องการพัฒนา
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อแจ้งให้ครูผู้สอนทุกคนทราบและตอบแบบสำรวจ
• รับแบบสำรวจคืนจากโรงเรียน ตรวจสอบความเรียบร้อย ถูกต้อง
นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทราบจำนวนของครูผู้สอนที่สนใจและต้องการรับการนิเทศ
• ส่งใบสมัครเข้ารับการนิเทศเรื่องการพัฒนาแบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ให้แก่ครูผู้สอนที่สนใจ และต้องการรับการนิเทศ
• รับครูผู้สอนที่สมัครใจยื่นใบสมัครเข้ารับการนิเทศเป็นกลุ่มเป้าหมาย
ของการนิเทศเข้าร่วมอบรม และคัดเลือกครูผู้สอนแบบเจาะจงจากกลุ่มเป้าหมาย ได้ครูผู้รับการนิเทศ จำนวน 50 คน สำหรับศึกษาการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
• แจ้งให้ครูผู้สอนที่รับการนิเทศทราบเพื่อเข้าร่วมอบรมตามกำหนด
1.2 กำหนดหลักสูตรการนิเทศ ดังนี้
เนื้อหา กิจกรรมการนิเทศ
1. การกำหนดขอบข่ายและเนื้อหาสาระของการนิเทศ
2. การกำหนดรายละเอียดของการนิเทศวางแผนที่ช่วยให้ผู้นิเทศและครูผู้สอนสามารถกำหนดบทบาทได้ชัดเจน
3. การกำหนดให้ใช้ห้องประชุมเฟื่องฟ้า สพท.อด. 1 เป็นสถานที่ ที่ใช้ในการจัดอบรม
4. การกำหนดให้ศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่เป็นวิทยากรการอบรมและติดตามผลการนิเทศ
5. การจัดให้มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยปฏิบัติงาน ธุรการ เช่น ฝ่ายการเงิน ฝ่ายสถานที่ ฝ่ายอาหารว่างและเครื่องดื่ม เพื่อให้การนิเทศสะดวกและคล่องตัว - บรรยาย
- ศึกษาเอกสาร
- ชี้แจง
- ให้คำปรึกษาแนะนำเป็นรายบุคคล
- ฝึกปฏิบัติ
1.3 เตรียมการอบรม
แต่งตั้งวิทยากรสำหรับการอบรมและเจ้าหน้าที่จัดการอบรม มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติงาน ดังนี้
• วิทยากร มีหน้าที่จัดกิจกรรมการอบรมตามหลักสูตร
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับรายงานตัว มีหน้าที่รับรายงานตัวและแจกเอกสาร
แก่ครูผู้เข้ารับการอบรม
• เจ้าหน้าที่บริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม มีหน้าที่จัดเตรียมอาหารว่าง
และเครื่องดื่มสำหรับครูผู้เข้ารับการอบรม แขกผู้มีเกียรติและวิทยากร
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรมการอบรม มีหน้าที่จัดพิธีเปิด-ปิดการประชุม ดูแล
ให้การจัดกิจกรรมการอบรมเป็นไปตามตารางการอบรม
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสถานที่อบรม มีหน้าที่จัดสถานที่ในห้องอบรม ได้แก่
โต๊ะ เก้าอี้ แผ่นป้ายชื่อการอบรมบนเวทีห้องอบรม เครื่องอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม การอบรม รวมทั้งสิ่งอื่นที่จำเป็น
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำรายละเอียดของบัญชีรายรับ
รายจ่ายที่ใช้ในการจัดอบรม
2. การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ
สื่อและเครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
• ศึกษาวัตถุประสงค์ของการนิเทศและหลักสูตรการการนิเทศ
• ศึกษาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการนิเทศ
• สื่อและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดอบรมได้แก่ ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
• ดำเนินการสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ
3. การปฏิบัติการนิเทศ
การปฏิบัติการนิเทศ โดยการจัดอบรม และศึกษานิเทศก์ดำเนินการอบรม
4. การประเมินผลการนิเทศ
การประเมินผลการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ดำเนินการดังนี้
• ศึกษาวัตถุประสงค์ของการศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริม
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
• กำหนดเครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการประเมินผล
การนิเทศ
• สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตามรายละเอียดในหัวข้อการสร้าง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
• วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
นำเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่สร้างขึ้นไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูผู้สอน และผู้เรียน โดยผู้รายงานได้ออกเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
5. การเผยแพร่และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
จัดนิทรรศการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานมหกรรมวิชาการประจำปี 2549
กลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ โดยสำรวจความพร้อมรับการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้
ของครูผู้สอน กำหนดตารางการนิเทศเป็นรายบุคคล ซึ่งมีศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบจำนวน 3 ท่าน
คือนางกษมา ตราชู นางดุษิตา สมบัตินันท์ และนายมณเฑียร น้อยบุดดี
ขั้นที่ 2 สร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ ได้แก่ แบบประเมินทักษะการเขียน
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อการนิเทศ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้
ขั้นที่ 3 การปฏิบัติการนิเทศ โดยนิเทศเป็นรายบุคคล
ขั้นที่ 4 การประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ โดยดำเนินการดังนี้
• ทดสอบวัดความรู้ของครูผู้สอนหลังการใช้ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
• ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบประเมินการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
• รวบรวมผลการสอบวัดความรู้ของผู้เรียนก่อนและหลังการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
• นำผลการทดสอบวัดความรู้ของครูผู้สอนและผู้เรียนมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย
และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกอบรม
• นำผลการดำเนินงานการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
มาสรุปรายงานเพื่อแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ
ขั้นที่ 5 การเผยแพร่และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการนิเทศ ได้กำหนดแนวทางในการดำเนินงานไว้ดังนี้
1. จัดนิทรรศการนำเสนอผลงานที่เกิดจากการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงาน
2. มอบวุฒิบัตร รางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ให้แก่
ครูผู้รับการนิเทศที่สามารถพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้สำเร็จ
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. แบบทดสอบวัดความรู้ เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ของครูผู้สอน โดยนำคะแนนก่อนการใช้ชุดฝึกอบรม คะแนนระหว่างการใช้ชุดฝึกอบรม และคะแนนหลังการใช้ชุดฝึกอบรม มาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ตามเกณฑ์คุณภาพ ที่กำหนดไว้ 80/80 พร้อมทั้งหาค่าดัชนีประสิทธิผล และใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ได้แก่คะแนนด้านความรู้ คะแนนด้านกระบวนการทำงาน และคะแนนค่านิยมที่พึงประสงค์ หลังการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
3 แบบประเมินทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale) ได้นำมาวิเคราะห์ค่าสถิติโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
4 แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale) ได้นำมาวิเคราะห์ค่าสถิติ โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
รูปแบบการทดลอง
ทดลองใช้ชุดฝึกอบรมที่ได้พัฒนาขึ้นแล้วไปทดลองใช้เพื่อการพัฒนา โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว มีการวัดผลก่อนและหลังทดลอง (The single group Pretest – Posttest design) ( ประวิต เอราวรรณ์. 2545 : 55 ) ซึ่งมีรูปแบบ ดังนี้
X การทดลองใช้ชุดฝึกอบรม
T 1 การวัดผลก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรม (วัดผลครั้งที่ 1 )
T 2 การวัดผลหลังการใช้ชุดฝึกอบรม (วัดผลครั้งที่ 2 )
วิธีการในการทดลอง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรม ทำการสอบวัดตัวแปรตามของการทดลองด้วยเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ จากนั้นทำการทดสอบซ้ำด้วยเครื่องมือชุดเดิมแล้วนำผลการวัดก่อนและหลังการทดลองเปรียบเทียบกัน โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีขั้นตอนดังนี้
1. ทดลองใช้กับกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนำผลการทดลองไปปรับปรุงแก้ไข ดังนี้
• ปรับปรุงเรื่องระยะเวลาในการนิเทศติดตามผลการดำเนินงาน แก้ไขกิจกรรม
ในชุดฝึกอบรมปรับปรุงแบบประเมินผลการนิเทศ เพิ่มกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เมื่อปรับปรุงแก้ไขแล้วจึงนำไปทดลองใช้กับกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มใหม่จนกระทั่งได้ผลการทดลองที่มีประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมเป็น 80 / 80
• ในการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมตามรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริม
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ได้อาศัยหลักเกณฑ์โดยการประเมินพฤติกรรม ของครูผู้สอนเป็น 2 ประเภท คือ
1.พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1
(ประสิทธิภาพของกระบวนการ)
2. พฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E2
(ประสิทธิภาพของผลลัพธ์)
ผลการทดลองหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้ประสิทธิภาพเป็น 80.12 / 82.00 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.70 (รายละเอียดในภาคผนวก)
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่
1.1 ร้อยละ (Percentage)
1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean)
1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
โดยใช้สูตรดังนี้ (ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550 : 167)
S.D. =
S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
แทน ผลรวม
แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
X แทน คะแนนของผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคน
n แทน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม
2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ
2.1 ค่า IOC โดยใช้สูตร (พิสณุ ฟองศรี. 2550 : 179)
n
เมื่อ IOC แทน ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
แทน ผลรวมคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
2.2 ค่าความยาก (p) มีสูตรดังนี้ (พิสณุ ฟองศรี. 2550 : 179)
ค่าความยาก (p) =
2.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) มีสูตรดังนี้ (พิสณุ ฟองศรี. 2550 : 179)
ค่าอำนาจจำแนก (r) =
2.4 ค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม มีสูตรดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 : 57-58)
เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาชุดฝึกอบรม
A แทน คะแนนเต็มจากการวัดระหว่างเรียน
เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
ได้จากคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบ
หลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมด
N แทน จำนวนผู้เรียน
B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
2.5 ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) โดยใช้คะแนนของกลุ่ม ซึ่งเป็นวิธีการของ (Webb) ใช้สูตรดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 : 83)
ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียน – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน
(จำนวนนักเรียน×คะแนนเต็ม) – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน
3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน
3.1 ใช้สถิติทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึกอบรม
และหลังการอบรมของครูผู้สอน โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test )
(ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550 : 179)
เมื่อ t แทนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน
แทน ผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่
แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่
แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่ยกกำลังสอง
แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่
3.2 ใช้สถิติทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนของผู้เรียนและหลัง
การเรียนรู้ ที่จัดการเรียนรู้โดยครูที่ใช้ชุดฝึกอบรมการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีสูตรดังนี้ (ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550 : 179)
เมื่อ t แทนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน
แทน ผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่
บทที่ 3
วิธีดำเนินการ
การดำเนินการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ครั้งนี้ ผู้รายงานในฐานะศึกษานิเทศก์ รับผิดชอบงานหลักในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 กลุ่มงานพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและกระบวนการเรียนรู้ กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 เป้าหมายของการนิเทศเพื่อส่งเสริมจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ให้กับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ที่เป็นครูผู้สอนในศูนย์พัฒนา การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 19 โรงเรียน 50 คน และผู้เรียนที่เรียนกับครูผู้สอนในศูนย์พัฒนาการเรียนรู้จำนวน 310 โดยได้เริ่มดำเนินการพัฒนา การนิเทศตามรูปแบบที่กำหนดในปีการศึกษา 2548 และสรุปผลในปีการศึกษา 2549 รวม 2 ปีการศึกษา การรายงานจึงได้เสนอถึงหลักการและกรอบแนวคิด วิธีการดำเนินงาน และ
ผลการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมตามรูปแบบการนิเทศที่ได้พัฒนาขึ้น ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ที่ใช้ในการรายงาน ดังนี้
1. รูปแบบการนิเทศการศึกษา
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
4. วิธีดำเนินการนิเทศ
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
รูปแบบการนิเทศการศึกษา
รูปแบบการนิเทศการศึกษา คือ วิธีการนิเทศที่ผู้รายงานได้พัฒนาขึ้นให้เหมาะสม กับบริบทการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ช่วงชั้นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนสามารถการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยการประสานงานการนิเทศอย่างใกล้ชิดของศึกษานิเทศก์ประสานงาน ตามโครงสร้างการนิเทศ ประกอบด้วยกลยุทธ์การนิเทศ คือ กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม และกลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การประเมินหรือตรวจสอบคุณภาพงาน มีดังนี้
1. ศึกษากลุ่มประชากร ประกอบด้วย ครูผู้สอนที่สมัครเป็นสมาชิกในศูนย์พัฒนา
การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 จำนวน 19 โรงเรียน 58 คน ผู้เรียนที่เรียนกับครูผู้สอน จำนวน 1,591 คน
2. กำหนดกลุ่มตัวอย่าง
2.1 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง ( Purposive Sampling) โดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan (บุญชม ศรีสะอาด : 2538) จำนวน 19 โรงเรียน จำนวน 50 คน และนักเรียนที่เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี จำนวน 310 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
การพัฒนาการนิเทศ ได้มีการศึกษาหรือประเมินผลการปฏิบัติทุกขั้นตอน ดังนั้น
จึงมีการสร้างเครื่องมือเพื่อศึกษาเป็นพิเศษ ดังนี้
1. ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
ชุดฝึกอบรมประกอบด้วยเนื้อหา 6 หน่วย แต่ละหน่วยมีรายละเอียด ดังนี้
หน่วยที่ 1 บทนำสู่หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
เป็นการกล่าวนำถึงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ความสำคัญ ธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะ วิสัยทัศน์ คุณภาพของผู้เรียน และกรอบความคิดของหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เพื่อให้ครูผู้สอนได้ตระหนักในหลักสูตรกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
หน่วยที่ 2 การสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
การสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยครูผู้สอนจะต้องนำกรอบความคิดหลักสูตรมาวิเคราะห์กับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตลอดจนคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน ฝึกการจัดทำหน่วยการเรียนรู้จากมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อให้ครูผู้สอน ได้ตรวจสอบแนวความคิด ความรู้พื้นฐานเดิมของตนเอง และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมด้วยกัน หรือผู้เข้ารับการอบรมกับวิทยากร
หน่วยที่ 3 การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับ ทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ (Theory of Constructivism) ทฤษฎี“ Constructionism” และการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีการฝึกกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการนำหน่วยการเรียนรู้มาวิเคราะห์ให้ได้หน่วยการเรียนรู้ย่อยและสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อให้ครูผู้สอน ได้ปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการสร้างองค์ความรู้ 5 ขั้นตอน ก่อนที่ครูผู้สอนจะนำไปเขียนเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
หน่วยที่ 4 การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ วิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละองค์ประกอบ รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ และฝึกเขียนแผน การจัดการเรียนรู้
หน่วยที่ 5 การประเมินตามสภาพจริง
เป็นการจัดสาระการเรียนรู้เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงตามขอบข่ายในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีที่หลักสูตรกำหนด การสร้างเครื่องมือในการวัดและประเมินผลแบบต่างๆ แล้วทำกิจกรรมการออกแบบการวัดและประเมินผลในการจัดการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียน
หน่วยที่ 6 การตรวจสอบและประเมินผลงาน
เป็นวิธีการตรวจสอบและประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิด
ความเชื่อมั่นในการปฏิบัติและการนำไปใช้ การประเมินผลการจัดกิจกรมการเรียนรู้โดยการประเมินตนเอง และโดยผู้เรียนเป็นผู้ประเมิน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปสู่การพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้อย่างเป็นระบบต่อไป
การสร้างชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้ดำเนินการดังนี้
1. ศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
2. วิเคราะห์ปัญหา ความต้องการจำเป็นเพื่อกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงาน
การจัดทำชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
3. ศึกษาหลักการ ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ความรู้มาใช้ในการสร้าง ชุดฝึกอบรมประกอบด้วย
3.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
3.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้
3.3 คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.5 สาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.6 การวัดและประเมินผล
3.7 เทคนิควิธีสอนแบบต่าง ๆ
3.8 ทฤษฎี หลักการ แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
3.9 จิตวิทยาการเรียนรู้
3.10 ปรัชญาการศึกษา
3.11 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ และการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้
3.12 วิจัยการศึกษาเบื้องต้น
หลังจากที่ได้ทำการศึกษาหลักการ ทฤษฎี งานวิจัย ที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้สรุปและ
กำหนดกรอบแนวคิดที่จะนำไปพัฒนาชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 ดังแผนภูมิลำดับขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรม ดังนี้
ลำดับขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรม
แผนภาพที่ 4 แสดงขั้นตอนในการจัดทำชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
4. ขอคำแนะนำจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ
4.1 ขอคำปรึกษาจากผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในการผลิตชุดฝึกอบรม เพื่อให้ทราบแนวทาง
ในการจัดทำชุดฝึกอบรมตลอดจนเทคนิคในการจัดทำ การหาประสิทธิภาพ แนวทางในการพัฒนาชุดฝึกอบรม
4.2 ขอคำปรึกษา แนะนำ จากเพื่อนร่วมงาน ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ในการนิเทศการศึกษา
การจัดการเรียนรู้
การหาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ได้ดำเนินการโดยการทดลองใช้กับ กลุ่มทดลองกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 3 กลุ่ม แบ่งเป็น 3 ขั้นตอนโดยแต่ละขั้นตอน ได้พบข้อบกพร่องต่าง ๆ และนำไปปรับปรุงแก้ไขจนได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 (รายละเอียดในภาคผนวก)
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล
1. แบบสำรวจความต้องการรับการนิเทศ เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
2. แบบสอบถามการศึกษารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
3. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนแบบสร้างองค์ความรู้
ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้ โดยครูผู้สอนที่ผ่านการอบรม
ลักษณะของเครื่องมือตามข้อ 2 และ 3 เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจและความคิดเห็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยกำหนดระดับคุณภาพเป็น 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ตามลำดับสำหรับคำตอบ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ใช้เกณฑ์เฉลี่ย ในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยดังนี้ (สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ, 2546 : 30-32)
ค่าเฉลี่ย ความหมาย
4.50 – 5.00 เหมาะสม/พอใจ มากที่สุด
3.50 – 4.49 เหมาะสม/พอใจ มาก
2.50 – 3.49 เหมาะสม/พอใจ ปานกลาง
1.50 – 2.49 เหมาะสม/พอใจ น้อย
1.00 – 1.49 เหมาะสม/พอใจ น้อยที่สุด
4. แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจของครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นแบบทดสอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน ใช้เวลา 30 นาที โดยทดสอบความรู้ก่อนการดำเนินการและทดสอบหลังเสร็จสิ้นการดำเนินงาน
5. แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ ท้ายหน่วยที่ 1 ถึงหน่วยที่ 6 เป็นแบบทดสอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 64 ข้อ
6. แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูผู้สอนกลุ่ม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยกำหนดระดับคุณภาพเป็น 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ตามลำดับ สำหรับประเมินระดับคุณภาพของผลงานที่มีการปฏิบัติในระดับดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง และไม่ผ่านเกณฑ์ ใช้เกณฑ์เฉลี่ยในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยดังนี้ (สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ, 2546 : 30-32)
ค่าเฉลี่ย ความหมาย
4.50 – 5.00 ปฏิบัติในระดับดีมาก
3.50 – 4.49 ปฏิบัติในระดับดี
2.50 – 3.49 ปฏิบัติในระดับพอใช้
1.50 – 2.49 ปฏิบัติในระดับควรปรับปรุง
1.00 – 1.49 ปฏิบัติในระดับไม่ผ่านเกณฑ์
ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ดำเนินการ ดังนี้
1. ศึกษาชุดฝึกอบรม ตำรา เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. รวบรวมข้อมูลและข้อความรู้ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้ามาสร้างแบบทดสอบ
แบบสังเกตการจัดการเรียนรู้และแบบสอบถาม แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและกลั่นกรองพิจารณาถึงความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
3. นำแบบทดสอบสำหรับครูผู้สอนที่สร้างขึ้นจำนวน 36 ข้อ ไปหาความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ( รายนามผู้เชี่ยวชาญในภาคผนวก) และได้คัดเลือกข้อทดสอบที่มีคุณภาพสำหรับครูผู้สอนจำนวน 30 ข้อ จากนั้นจึงนำแบบทดสอบสำหรับครูผู้สอน ไปทดลองใช้กับครูผู้สอน จำนวน 10 คน เพื่อหาค่าความยากง่าย หาค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อถือได้ ก่อนที่จะนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ปรากฏว่ามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ( IOC) ของข้อสอบทั้งหมด 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ยอมรับได้ทุกข้อ โดยมีค่าตั้งแต่ 0.60 – 1.00 ค่าความยากง่าย ( p ) รายข้อ โดยทุกข้อ มีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.20 – 0.76 ( กรมวิชาการ, 2545 : 59 –61) และค่าอำนาจจำแนก ( r ) รายข้อ โดยทุกข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 – 0.57 (รายละเอียดในภาคผนวก )
4. นำแบบประเมินทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มาวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.87
5. นำแบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีต่อการนิเทศเพื่อส่งเสริม การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่น ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98
6. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.98
7. นำแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข และหาคุณภาพแล้ว
ไปใช้ทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
วิธีดำเนินการนิเทศ
การดำเนินการนิเทศจะประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายและเป้าหมายได้จำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนต่อเนื่องกัน และมีวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ผู้รายงานจึงได้พัฒนาการนิเทศโดยมีกลยุทธ์การนิเทศ ดังนี้
กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวางแผนการนิเทศ
2. การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ
3. การปฏิบัติกิจกรรมการนิเทศ
4. การประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ
5. การเผยแพร่ และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
กลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวางแผนการนิเทศ
2. การสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ
3. การปฏิบัติการนิเทศ
4. การประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ
5. การเผยแพร่และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
กลยุทธ์ที่ 1 การอบรม ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
1 วางแผนการนิเทศ
1.1 การสำรวจความต้องการรับการนิเทศของครูผู้รับการนิเทศ ปฏิบัติดังนี้
• ส่งแบบสำรวจความต้องการรับการนิเทศของครูผู้สอน เรื่องการพัฒนา
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 เพื่อแจ้งให้ครูผู้สอนทุกคนทราบและตอบแบบสำรวจ
• รับแบบสำรวจคืนจากโรงเรียน ตรวจสอบความเรียบร้อย ถูกต้อง
นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทราบจำนวนของครูผู้สอนที่สนใจและต้องการรับการนิเทศ
• ส่งใบสมัครเข้ารับการนิเทศเรื่องการพัฒนาแบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ให้แก่ครูผู้สอนที่สนใจ และต้องการรับการนิเทศ
• รับครูผู้สอนที่สมัครใจยื่นใบสมัครเข้ารับการนิเทศเป็นกลุ่มเป้าหมาย
ของการนิเทศเข้าร่วมอบรม และคัดเลือกครูผู้สอนแบบเจาะจงจากกลุ่มเป้าหมาย ได้ครูผู้รับการนิเทศ จำนวน 50 คน สำหรับศึกษาการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
• แจ้งให้ครูผู้สอนที่รับการนิเทศทราบเพื่อเข้าร่วมอบรมตามกำหนด
1.2 กำหนดหลักสูตรการนิเทศ ดังนี้
เนื้อหา กิจกรรมการนิเทศ
1. การกำหนดขอบข่ายและเนื้อหาสาระของการนิเทศ
2. การกำหนดรายละเอียดของการนิเทศวางแผนที่ช่วยให้ผู้นิเทศและครูผู้สอนสามารถกำหนดบทบาทได้ชัดเจน
3. การกำหนดให้ใช้ห้องประชุมเฟื่องฟ้า สพท.อด. 1 เป็นสถานที่ ที่ใช้ในการจัดอบรม
4. การกำหนดให้ศึกษานิเทศก์ทำหน้าที่เป็นวิทยากรการอบรมและติดตามผลการนิเทศ
5. การจัดให้มีบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยปฏิบัติงาน ธุรการ เช่น ฝ่ายการเงิน ฝ่ายสถานที่ ฝ่ายอาหารว่างและเครื่องดื่ม เพื่อให้การนิเทศสะดวกและคล่องตัว - บรรยาย
- ศึกษาเอกสาร
- ชี้แจง
- ให้คำปรึกษาแนะนำเป็นรายบุคคล
- ฝึกปฏิบัติ
1.3 เตรียมการอบรม
แต่งตั้งวิทยากรสำหรับการอบรมและเจ้าหน้าที่จัดการอบรม มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติงาน ดังนี้
• วิทยากร มีหน้าที่จัดกิจกรรมการอบรมตามหลักสูตร
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับรายงานตัว มีหน้าที่รับรายงานตัวและแจกเอกสาร
แก่ครูผู้เข้ารับการอบรม
• เจ้าหน้าที่บริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม มีหน้าที่จัดเตรียมอาหารว่าง
และเครื่องดื่มสำหรับครูผู้เข้ารับการอบรม แขกผู้มีเกียรติและวิทยากร
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจกรรมการอบรม มีหน้าที่จัดพิธีเปิด-ปิดการประชุม ดูแล
ให้การจัดกิจกรรมการอบรมเป็นไปตามตารางการอบรม
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดสถานที่อบรม มีหน้าที่จัดสถานที่ในห้องอบรม ได้แก่
โต๊ะ เก้าอี้ แผ่นป้ายชื่อการอบรมบนเวทีห้องอบรม เครื่องอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม การอบรม รวมทั้งสิ่งอื่นที่จำเป็น
• เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำรายละเอียดของบัญชีรายรับ
รายจ่ายที่ใช้ในการจัดอบรม
2. การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ
สื่อและเครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มีขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้
• ศึกษาวัตถุประสงค์ของการนิเทศและหลักสูตรการการนิเทศ
• ศึกษาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการนิเทศ
• สื่อและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดอบรมได้แก่ ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
• ดำเนินการสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ
3. การปฏิบัติการนิเทศ
การปฏิบัติการนิเทศ โดยการจัดอบรม และศึกษานิเทศก์ดำเนินการอบรม
4. การประเมินผลการนิเทศ
การประเมินผลการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ดำเนินการดังนี้
• ศึกษาวัตถุประสงค์ของการศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริม
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
• กำหนดเครื่องมือสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการประเมินผล
การนิเทศ
• สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตามรายละเอียดในหัวข้อการสร้าง
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
• วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
นำเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่สร้างขึ้นไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูผู้สอน และผู้เรียน โดยผู้รายงานได้ออกเก็บข้อมูลด้วยตนเอง
5. การเผยแพร่และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
จัดนิทรรศการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานมหกรรมวิชาการประจำปี 2549
กลยุทธ์ที่ 2 การนิเทศติดตามผล ใช้กระบวนการนิเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 วางแผนการนิเทศ โดยสำรวจความพร้อมรับการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้
ของครูผู้สอน กำหนดตารางการนิเทศเป็นรายบุคคล ซึ่งมีศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบจำนวน 3 ท่าน
คือนางกษมา ตราชู นางดุษิตา สมบัตินันท์ และนายมณเฑียร น้อยบุดดี
ขั้นที่ 2 สร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ ได้แก่ แบบประเมินทักษะการเขียน
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบสอบถามความพึงพอใจของครูผู้สอนที่มีต่อการนิเทศ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้
ขั้นที่ 3 การปฏิบัติการนิเทศ โดยนิเทศเป็นรายบุคคล
ขั้นที่ 4 การประเมินผลและรายงานผลการนิเทศ โดยดำเนินการดังนี้
• ทดสอบวัดความรู้ของครูผู้สอนหลังการใช้ชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
• ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบประเมินการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
• รวบรวมผลการสอบวัดความรู้ของผู้เรียนก่อนและหลังการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
• นำผลการทดสอบวัดความรู้ของครูผู้สอนและผู้เรียนมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย
และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกอบรม
• นำผลการดำเนินงานการพัฒนาการนิเทศเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
มาสรุปรายงานเพื่อแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ
ขั้นที่ 5 การเผยแพร่และชื่นชมผลงานที่เกิดจากการนิเทศ
เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการนิเทศ ได้กำหนดแนวทางในการดำเนินงานไว้ดังนี้
1. จัดนิทรรศการนำเสนอผลงานที่เกิดจากการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงาน
2. มอบวุฒิบัตร รางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ให้แก่
ครูผู้รับการนิเทศที่สามารถพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้สำเร็จ
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. แบบทดสอบวัดความรู้ เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ของครูผู้สอน โดยนำคะแนนก่อนการใช้ชุดฝึกอบรม คะแนนระหว่างการใช้ชุดฝึกอบรม และคะแนนหลังการใช้ชุดฝึกอบรม มาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม ตามเกณฑ์คุณภาพ ที่กำหนดไว้ 80/80 พร้อมทั้งหาค่าดัชนีประสิทธิผล และใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ได้แก่คะแนนด้านความรู้ คะแนนด้านกระบวนการทำงาน และคะแนนค่านิยมที่พึงประสงค์ หลังการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
3 แบบประเมินทักษะการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale) ได้นำมาวิเคราะห์ค่าสถิติโดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
4 แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale) ได้นำมาวิเคราะห์ค่าสถิติ โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
รูปแบบการทดลอง
ทดลองใช้ชุดฝึกอบรมที่ได้พัฒนาขึ้นแล้วไปทดลองใช้เพื่อการพัฒนา โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว มีการวัดผลก่อนและหลังทดลอง (The single group Pretest – Posttest design) ( ประวิต เอราวรรณ์. 2545 : 55 ) ซึ่งมีรูปแบบ ดังนี้
X การทดลองใช้ชุดฝึกอบรม
T 1 การวัดผลก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรม (วัดผลครั้งที่ 1 )
T 2 การวัดผลหลังการใช้ชุดฝึกอบรม (วัดผลครั้งที่ 2 )
วิธีการในการทดลอง โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรม ทำการสอบวัดตัวแปรตามของการทดลองด้วยเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ จากนั้นทำการทดสอบซ้ำด้วยเครื่องมือชุดเดิมแล้วนำผลการวัดก่อนและหลังการทดลองเปรียบเทียบกัน โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีขั้นตอนดังนี้
1. ทดลองใช้กับกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง แล้วนำผลการทดลองไปปรับปรุงแก้ไข ดังนี้
• ปรับปรุงเรื่องระยะเวลาในการนิเทศติดตามผลการดำเนินงาน แก้ไขกิจกรรม
ในชุดฝึกอบรมปรับปรุงแบบประเมินผลการนิเทศ เพิ่มกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เมื่อปรับปรุงแก้ไขแล้วจึงนำไปทดลองใช้กับกลุ่มย่อยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มใหม่จนกระทั่งได้ผลการทดลองที่มีประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมเป็น 80 / 80
• ในการทดลองหาประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมตามรูปแบบการนิเทศเพื่อส่งเสริม
การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ได้อาศัยหลักเกณฑ์โดยการประเมินพฤติกรรม ของครูผู้สอนเป็น 2 ประเภท คือ
1.พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1
(ประสิทธิภาพของกระบวนการ)
2. พฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E2
(ประสิทธิภาพของผลลัพธ์)
ผลการทดลองหาค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 ได้ประสิทธิภาพเป็น 80.12 / 82.00 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.70 (รายละเอียดในภาคผนวก)
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่
1.1 ร้อยละ (Percentage)
1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean)
1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
โดยใช้สูตรดังนี้ (ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550 : 167)
S.D. =
S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
แทน ผลรวม
แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
X แทน คะแนนของผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละคน
n แทน จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม
2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ
2.1 ค่า IOC โดยใช้สูตร (พิสณุ ฟองศรี. 2550 : 179)
n
เมื่อ IOC แทน ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
แทน ผลรวมคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
2.2 ค่าความยาก (p) มีสูตรดังนี้ (พิสณุ ฟองศรี. 2550 : 179)
ค่าความยาก (p) =
2.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) มีสูตรดังนี้ (พิสณุ ฟองศรี. 2550 : 179)
ค่าอำนาจจำแนก (r) =
2.4 ค่าประสิทธิภาพของชุดฝึกอบรม มีสูตรดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 : 57-58)
เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาชุดฝึกอบรม
A แทน คะแนนเต็มจากการวัดระหว่างเรียน
เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
ได้จากคะแนนเฉลี่ยของการทำแบบทดสอบ
หลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมด
N แทน จำนวนผู้เรียน
B แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียน
2.5 ค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) โดยใช้คะแนนของกลุ่ม ซึ่งเป็นวิธีการของ (Webb) ใช้สูตรดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 : 83)
ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียน – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน
(จำนวนนักเรียน×คะแนนเต็ม) – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน
3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐาน
3.1 ใช้สถิติทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึกอบรม
และหลังการอบรมของครูผู้สอน โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test )
(ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550 : 179)
เมื่อ t แทนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน
แทน ผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่
แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่
แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่ยกกำลังสอง
แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่
3.2 ใช้สถิติทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนของผู้เรียนและหลัง
การเรียนรู้ ที่จัดการเรียนรู้โดยครูที่ใช้ชุดฝึกอบรมการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 โดยใช้สถิติทดสอบค่า t ( Paired – Samples Test ) มีสูตรดังนี้ (ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550 : 179)
เมื่อ t แทนความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน
แทน ผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับดังนี้
1. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
2. การพัฒนาบุคลากร
3. การอบรมเชิงปฏิบัติการ
4. การนิเทศการศึกษา
5. การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
การพัฒนาผู้เรียนตามเกณฑ์เจตนารมณ์ของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งจิตใจ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการทำงาน รักการทำงาน ทำงาน ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ มีความสามารถในการบริหารจัดการในการทำงานโดยนำกระบวนการเทคโนโลยี ทรัพยากร พลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ และวิธีการใหม่ ๆ มาออกแบบ สร้างผลผลิตและผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพสุจริต
1. ความสำคัญ ธรรมชาติ และประโยชน์
การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มุ่งเน้นให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพการงานอาชีพและเทคโนโลยี มีทักษะในการบริหารจัดการโดย นำเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และเทคโนโลยีสากล มาประยุกต์ใช้ใน การทำงานอย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถทำงานเป็นหมู่คณะ มีนิสัย รักการทำงาน เห็นประโยชน์ และคุณค่าของงาน มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม เช่น ความขยัน ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ประหยัด อดทน มุ่งมั่น ตรงต่อเวลา ประณีต และพึ่งตนเอง ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
2. วิสัยทัศน์และคุณภาพผู้เรียน
วิสัยทัศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เน้นการเรียนรู้ ที่ยึดการทำงาน กระบวนการบริหารและการจัดการ การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เน้นการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบงานและการทำงานอย่างมีกลยุทธ์ โดยใช้กระบวนการเทคโนโลยี ในการทำงาน การผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีใหม่ๆ รู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ที่กำหนด
คุณภาพผู้เรียน กลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี มุ่งพัฒนาผู้เรียน แบบองค์รวม เพื่อให้เป็นคนดี มีปัญญาและมีความสุข โดยมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
1. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสาระการดำรงชีวิต และครอบครัว การอาชีพ การออกแบบและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ
2. มีทักษะในการทำงาน การประกอบอาชีพ การจัดการ การแสวงหาความรู้
เลือกใช้เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงาน ทำงานอย่างมีกลยุทธ์ สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยวิธีการใหม่ๆ
3. มีคุณธรรม จริยธรรม ด้านความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รักการทำงาน ประหยัด อดออม ตรงต่อเวลา เอื้อเฟื้อ เสียสละ และมีวินัยในการทำงานเห็นคุณค่าของงาน และอาชีพสุจริต ตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน
เมื่อจบแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนต้องมีความสามารถดังต่อไปนี้
ช่วงชั้นที่ 1 ประถมศึกษาปีที่ 1-3
สามารถช่วยเหลือตนเองเกี่ยวกับงานในกิจวัตรประจำวัน ช่วยเหลืองาน ในครอบครัวใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นพื้นฐานได้ สามารถคิดและสร้างสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่าย ๆ ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายด้วยความรับผิดชอบ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดออม ใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างประหยัด
ช่วงชั้นที่ 2 ประถมศึกษาปีที่ 4-6
สามารถช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทำงานอย่างมีขั้นตอน มีทักษะในการจัดการ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำงาน เลือกใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศเหมาะสมกับงาน สามารถคิด ออกแบบ สร้าง ดัดแปลงสิ่งของเครื่องใช้ ในชีวิตประจำวันอย่างง่าย ๆ ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดออม ใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างคุ้มค่าและถูกวิธี
ช่วงชั้นที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 1-3
มีทักษะการทำงานอาชีพสุจริต มีทักษะการจัดการ ทำงานอย่างเป็นระบบ และมีกลยุทธ์ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เห็นคุณค่าของงานอาชีพสุจริต เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เลือก ใช้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศเหมาะสมกับงานและอย่างถูกต้อง มีคุณธรรม สามารถคิด ออกแบบ สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ในการทำงาน ทำงาน ด้วยความรับผิดชอบ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดออม มุ่งมั่น อดทน ใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างคุ้มค่าและถูกวิธี
ช่วงชั้นที่ 4 มัธยมศึกษาปีที่ 4-6
มีทักษะการทำงานอาชีพสุจริต มีทักษะการจัดการ ทำงานอย่างเป็นระบบ และมีกลยุทธ์ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เห็นคุณค่าของงานอาชีพสุจริต เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เลือก ใช้และประยุกต์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศได้เหมาะสม ถูกต้อง และมีคุณธรรม สามารถคิด ออกแบบ สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือวิธีการใหม่ ๆ ในการทำงาน ทำงานด้วยความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดออม มุ่งมั่น อดทน เอื้อเฟื้อ เสียสละใช้พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างคุ้มค่าและถูกวิธี
กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ประกอบด้วยสาระ 5 สาระดังนี้
สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว
สาระที่ 2 การอาชีพ
สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี
สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ
สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว
เป็นสาระที่เกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวันทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม ที่ว่าด้วยงานบ้าน งานเกษตร งานช่าง งานประดิษฐ์ และงานธุรกิจ
งานบ้าน
งานบ้านเป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยบ้านและชีวิตความเป็นอยู่ในบ้าน ผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหารและโภชนาการ โดยเน้นการปลูกฝังลักษณะนิสัยการทำงาน ทักษะ กระบวนการทำงาน การแก้ปัญหา ในการทำงาน มีความรับผิดชอบ สะอาด มีระเบียบ ประหยัด อดออม อนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
งานเกษตร
เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบด้วยการปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ ตามกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิต มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเพิ่มผลผลิต ปลูกฝังความรับผิดชอบ ขยัน อดทน อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
งานช่าง
เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานตามกระบวนการของงานช่าง ซึ่งประกอบด้วย การบำรุงรักษา การติดตั้ง/ประกอบ การซ่อมแซมและผลิต เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน
งานประดิษฐ์
เป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงานด้านการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่เน้น ความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นความประณีตสวยงามตามกระบวนการงานประดิษฐ์และเทคโนโลยี และเน้นการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและสากล
งานธุรกิจ
เป็นงานที่เกี่ยวกับการจัดการด้านเศรษฐกิจของครอบครัว การเป็นผู้บริโภค ที่ฉลาด
สาระที่ 2 การอาชีพ
เป็นสาระที่เกี่ยวข้องกับหลักการ คุณค่า ประโยชน์ของการประกอบอาชีพสุจริต ตลอดจนการเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ
สาระที่ 3 การออกแบบและเทคโนโลยี
เป็นสาระที่เกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถของมนุษย์ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการของมนุษย์อย่างสร้างสรรค์ โดยนำความรู้มาใช้กับกระบวนการเทคโนโลยี สร้างและ ใช้สิ่งของ เครื่องใช้ วิธีการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำรงชีวิต
สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ
เป็นสาระที่เกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ การติดต่อสื่อสาร การค้นหาความรู้ การสืบค้น การใช้ข้อมูลและสารสนเทศ การแก้ปัญหาหรือสร้างงาน คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สาระที่ 5 เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ
เป็นสาระที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการทำงานที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตและครอบครัว และการอาชีพ
3. กรอบความคิดหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
การพัฒนาผู้เรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมโดยมุ่งให้มีความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมโดยนำกรอบความคิดของหลักสูตรไปใช้ในการเรียนรู้ การกำหนดภาระงานใดๆ ก็ตามที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง ควรคำนึงถึงโครงสร้างการเรียนรู้ทั้ง 7 ประการเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน
ดังแผนภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้
โครงสร้างการเรียนรู้
1. ความหมายของงาน
2. ความสำคัญและประโยชน์ของงาน
3. หลักการ / ทฤษฎี
4. วิธีการและขั้นตอน
5. กระบวนการทำงาน การจัดการเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและแนวทาง
ในการประกอบอาชีพ
6. การนำเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้ในการทำงาน การสร้างและพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ หรือวิธีการใหม่ๆ
7. คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการทำงาน และการประกอบอาชีพ มาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 1 สาระที่ 2 สาระที่ 3 สาระที่ 4 สาระที่ 5
- สาระที่ 2
- สาระที่ 3
- สาระที่ 4
การดำรงชีวิตและครอบครัว การอาชีพ การออกแบบและเทคโนโลยี เทคโนโลยี สารสนเทศ เทคโนโลยี เพื่อการทำงาน และอาชีพ
สาระการเรียนรู้พื้นฐาน สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม
สาระ (Strand) โครงสร้างความรู้ (Structure of Knowledge)
ความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
แผนภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
จากแผนภูมิข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติงานจริงตามบริบทของตนเอง ชุมชน สภาพแวดล้อมจนเกิดทักษะและองค์ความรู้แล้วนำความรู้นั้นๆไปใช้ในการทำงาน การสร้าง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเป็นอาชีพสุจริตต่อไป
การพัฒนาบุคลากร
การพัฒนาบุคลากร ประกอบไปด้วย 2 คำ คือการพัฒนา หมายถึงการเปลี่ยนแปลง ให้ดีขึ้นและมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ประการ คือ สภาพชีวิตเป้าหมายที่ต้องบรรลุถึง และสมรรถภาพในการพัฒนาผสมกับคำว่า บุคลากร ซึ่งหมายถึง บุคคล ผู้ปฏิบัติงานในองค์การหรือหน่วยงาน เมื่อรวมคำทั้งสองคำเป็นคำว่า การพัฒนาบุคลากร จึงมีความหมายที่นักวิชาการได้ให้ไว้หลายทัศนะดังนี้
กิติมา ปรีดีดิลก (2532 : 118) กล่าวว่าการพัฒนาบุคลากรหมายถึง กระบวนการหรือกรรมวิธีต่างๆ ที่มุ่งจะเพิ่มพูนความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ ให้กับบุคคลในองค์กรตลอดจนพัฒนาทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานให้เป็นไปในทางที่ดี มีความรับผิดชอบต่องานอันจะทำให้งานมีประสิทธิภาพ
ธีรวุฒิ เจริญราษฎร์ และคณะ (2536 : 175) กล่าวว่าการพัฒนาบุคลากร หมายถึง ให้บุคลากรในหน่วยงาน หรือองค์การ ให้มีความรู้ความสามารถ เหมาะสมกับงานที่กำลังปฏิบัติ หรือจะปฏิบัติ เพื่อเพิ่มพูนทักษะ ประสบการณ์ ความสามารถในการปฏิบัติงานเพื่อให้ การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพบรรลุจุดมุ่งหมายของหน่วยงาน หรือองค์การในที่สุด พะยอม วงค์สารศรี (2540 : 116) กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากร หมายถึง การดำเนินการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถและทัศนคติที่มีต่อการปฏิบัติงานที่ตนรับผิดชอบ ให้มีคุณภาพประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจแก่องค์กร
เกรียงศักดิ์ เขียวยิ่ง (2543 : 166) กล่าวว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ โครงการที่จัดขึ้นโดยองค์การในการพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็นให้แก่พนักงาน เพื่อให้การปฏิบัติงาน มีประสิทธิภาพและเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในอาชีพ
จากความหมายของการพัฒนาบุคลากรที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การพัฒนา บุคลากร หมายถึง การพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปฏิบัติงานของบุคลากร ให้มีความรู้ ทักษะมีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคม สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์การมีผลงานบรรลุเป้าหมาย และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานมีความก้าวหน้าในหน้าที่ โดยใช้กระบวนการหรือวิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสม
วิธีการพัฒนาบุคลากร มีอยู่หลายวิธีด้วยกันซึ่งไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ผู้บริหารองค์กร หรือหน่วยงานสามารถคิดวิธีการ นำวิธีการใดก็ได้ ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานมาใช้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ วิธีการที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2535 : 70) นำมาใช้พัฒนาบุคลากรของโรงเรียน คือ การพัฒนาโดยกระบวนการฝึกปฏิบัติงาน การพัฒนาโดยกระบวนการบริหาร การพัฒนาโดยการส่งไปศึกษาดูงาน และการพัฒนาโดย การฝึกอบรมซึ่งในที่นี้ จะนำเสนอเฉพาะการพัฒนาโดยการฝึกอบรมเท่านั้น
การพัฒนาโดยการฝึกอบรม เป็นกระบวนการซึ่งบุคคลได้พัฒนาเกี่ยวกับความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นองค์ประกอบขององค์กร ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มีนักวิชาการหลายคนได้ให้ความหมายของการฝึกอบรม ไว้ดังนี้
ธีระวุฒิ เจริญราษฎร์ และคณะ (2536 : 175) กล่าวว่า การฝึกอบรม เป็นกระบวนการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ ทักษะในการปฏิบัติงาน เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในการพัฒนาบุคคล เหมาะสมที่จะใช้พัฒนาคนเป็นกลุ่ม
นิรันดร์ จุลทรัพย์ (25438 : 3) กล่าวว่า การฝึกอบรม หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อปรับปรุงและเพิ่มพูนความรู้ ทักษะหรือความชำนาญและทัศนคติที่เหมาะสมให้เกิดแก่บุคลากร อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การ เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สูงขึ้น และทำให้บุคคลมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากยิ่งขึ้น
เกรียงศักดิ์ เขียวยิ่ง (2543 : 166) กล่าวว่า การฝึกอบรม หมายถึง แนวทางและ ความพยายามที่จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับรู้แนวใหม่ ได้ความชำนาญในการปฏิบัติงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการแก้ปัญหา ตลอดจนทัศนคติที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงงานให้ดีขึ้น ตามแนวทางที่องค์กรกำหนดขึ้น
เสาวลักษณ์ นิกรพิทยา (2544 : 28) กล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นขั้นตอนหนึ่ง ของการพัฒนาบุคลากรที่ทุกหน่วยงานให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะการฝึกอบรมเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคล ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาองค์การหรือหน่วยงาน มีความเจริญก้าวหน้าหรือบรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี การฝึกอบรมเป็นการเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ เพื่อให้สามารถทำงานและเกิดผลดียิ่งขึ้น
จันทรานี สงวนนาม (2544 : 8) กล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นวิธีการพัฒนาบุคลากร ที่ต้องมีการวางแผน มีการจัดลำดับกิจกรรมและมีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บุคลากรมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยมีความรู้ความเข้าใจ มีความชำนาญเกี่ยวกับงานในหน้าที่ หรือในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะในเวลาที่กำหนด และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ในทางส่งเสริมการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
จากความหมายของการฝึกอบรมที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การฝึกอบรม หมายถึง กระบวนการที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากร เพื่อเพิ่มพูนทักษะ (Skills) ความชำนาญในการทำงาน สามารถสร้างองค์ความรู้ (Knowledge) พัฒนาทัศนคติ (Attitude) และพัฒนางานให้ดีขึ้น ตามความต้องการขององค์กร
วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม
นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์ (2525 : 213) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม ไว้ดังนี้
1. เพื่อแก้ไขการทำงานที่ด้อยประสิทธิภาพ เช่น ใช้วิธีการที่ผิดปฏิบัติงานล่าช้าหย่อนคุณภาพ มีทัศนคติต่องานในทางที่ผิด
2. เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในการทำงาน เช่น หลักการ ทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติเพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดีกว่าที่เป็นอยู่
3. เพื่อเตรียมบุคคลให้พร้อมที่จะรับตำแหน่งสูงขึ้นหรือสำหรับงานที่ได้รับมอบหมายในอนาคต
4. เพื่อสร้างความเข้าใจ การสื่อสารในหลักการสำหรับคนในระดับเดียวกัน หรือต่างระดับให้เกิดการประสานและร่วมมือกันทำงานให้ดีขึ้น
พัฒนา สุขประเสริฐ (2540 : 5-7) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการฝึกอบรมไว้ดังนี้
1. เพื่อเพิ่มพูนความรู้ (Knowledge) การเพิ่มพูนความรู้หรือเสริมสติปัญญา หรือเพื่อปรับปรุงแก้ไขความรอบรู้ เพื่อการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคลในแต่ละระดับเกี่ยวกับ การเข้าใจในงานที่รับผิดชอบ เช่น กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หน้าที่รับผิดชอบ ของหน่วยงานและบุคคล การจัดการ การบริหารของหน่วยงาน ทำให้มีความรู้ รู้ว่าสิ่งนั้น เป็นอะไร และสามารถจดจำไว้ได้ มีความเข้ใจ คือรู้ในเหตุและผลของสิ่งที่ได้รู้นั้น สามารถอธิบายและขยายความได้อย่างถูกต้องและแจ่มชัด สามารถนำสิ่งที่รู้ไปใช้ในสาถานการณ์จริงได้
2. เพื่อพัฒนาทักษะ (Skills) การพัฒนาทักษะหรือความชำนาญ เป็นจุดมุ่งหมายของการฝึกอบรมและการพัฒนามาช้านาน รวมถึงตั้งแต่การจัดลำดับความสำคัญของงาน การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า การเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ ทำให้ปฏิบัติงาน
ได้ถูกต้องและคล่องตัว จนมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานได้เองในสถานการณ์จริง การเพิ่มจำนวนครั้งหรือความถี่ใน การฝึกปฏิบัติ จะทำให้มีประสบการณ์และทักษะในการทำงานสูง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude) เพื่อสร้างเจตคติที่ดีแก่ ผู้เข้ารับ การฝึกอบรม ทำให้มีขวัญกำลังใจในการทำงาน สามารถทำงานของตนได้ด้วยความยินดีและพอใจ สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยความสบายใจ การฝึกอบรมโดยทั่วไปมักมีความมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงแก้ไข ความรอบรู้เพื่อการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มทักษะความชำนาญการ แต่ละเลยการจูงใจบุคลากรให้ปฏิบัติงานในหน้าที่ดีให้ดีขึ้น การขาดการจูงใจในการทำงาน อาจเป็นสาเหตุ ทำให้ ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมแล้ว ไม่นำความรู้และทักษะที่ได้รับมาใช้อย่างเต็มความสามารถ ทำให้ การฝึกอบรมไม่เกิดผลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
สรุปได้ว่า การฝึกอบรมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาทักษะ และเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้ผู้เข้ารับการอบรมมีสมรรถภาพในการทำงาน สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของการฝึกอบรม
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (2540 : 163) กล่าวถึงความสำคัญของการฝึกอบรมว่าการฝึกอบรมจะทำให้มีความรู้ใหม่ ๆ และผู้มีประสบการณ์มาแล้วทำงานได้ดีขึ้นทั้งคุณภาพและปริมาณ เพราะรู้วิธีการทำงานที่ถูกต้อง รู้จักใช้เครื่องมือช่วยในการทำงาน สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการทำงานได้ดี ช่วยลดปัญหาในการปฏิบัติงานลง ลดความสิ้นเปลืองและเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่หน่วยงาน
สมชาย หิรัญกิติ (2542 : 157) กล่าวว่า การฝึกอบรมเป็นกระบวนการเรียนรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการให้เกิดทักษะ แนวคิด กฎเกณฑ์หรือทัศนคติ เพื่อเพิ่มผลของการทำงานของพนักงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของพนักงาน
นงลักษณ์ สินสืบผล (2542 : 33-34) กล่าวว่า การฝึกอบรมมีความสำคัญ ดังนี้
1. เพื่อเพิ่มความอยู่รอดขององค์การ เพราะปัจจุบัน มีสภาพการแข่งขันระหว่างองค์กรรุนแรงมาก การฝึกอบรมจะช่วยให้องค์การเข้มแข็ง และช่วยให้บุคลากรมีประสิทธิภาพ ในการทำงานมากยิ่งขึ้น
2. เมื่อรับบุคลากรใหม่จำเป็นต้องให้เขารู้จักองค์การเป็นอย่างดีในทุกด้าน และต้องฝึกอบรมให้รู้จักวิธีการทำงานขององค์การ แม้จะมีประสบการณ์มาจากที่อื่นแล้วก็ตาม เพราะสภาพ การทำงานในแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกัน
3. ปัจจุบันเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก จึงมีความจำเป็น ต้องฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ทันสมัยอยู่เสมอ ถ้าบุคลากรมีความล้าหลังองค์กรก็จะล้าหลัง ไปด้วย
4. เมื่อบุคลากรทำงานมาเป็นเวลานานอาจจะทำให้เฉื่อยชา เบื่อหน่าย ไม่กระตือรือร้น การฝึกอบรมจะช่วยกระตุ้นให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
5. เพื่อเตรียมบุคลากรในตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น โยกย้ายหน้าที่งานหรือแทน
คนที่ลาออก
6. ทำให้เกิดขวัญกำลังใจ และมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ลดอัตราการขาดงาน และช่วยให้เกิดความจงรักภักดีต่อองค์กร
7. เพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากร ทำให้บุคลากรมีความชำนาญงาน สามารถ
เพิ่มผลผลิต รู้จักวิธีใช้วัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ เป็นการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
8. ลดปัญหาการบริหารงาน ช่วยแก้ปัญหาในการบริหารงาน ช่วยลดความขัดแย้งในการทำงาน ก่อให้เกิดการประสานงานที่ดี
9. สร้างเสถียรภาพแก่องค์การ องค์การมีความมั่นคงเนื่องจากการฝึกอบรมจะช่วยให้บุคลากรมีการพัฒนาอยู่เสมอ ถ้าขาดแคลนบุคลากรในตำแหน่งใดก็สามารถหาพนักงานมาแทนได้
สรุปได้ว่า การฝึกอบรมมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติงานในองค์กร เพราะการฝึกอบรมจะเป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะและได้รับประสบการณ์ตรง ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย แรงงาน และเวลาทำให้ การปฏิบัติงานสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อตัวบุคคลากรและองค์กรอีกด้วย
ประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกอบรม
บรรยงค์ โตจินดา (2543 : 197-199) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการฝึกอบรม
ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน คือประโยชน์ต่อบุคคล และประโยชน์ต่อหน่วยงาน
ประโยชน์ต่อบุคลากร ได้แก่
1. ช่วยให้บุคลากรมีโอกาสเรียนรู้ โดยการฝึกปฏิบัติภายใต้คำแนะนำของวิทยากร ผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องนั้น จึงมีความเชื่อมั่นในตนเองมากกว่าการนำไปลองผิดลองถูกโดยไม่เข้ารับการฝึกอบรม
2. ช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียนเนื่องจาก รู้หลักสูตรการฝึกอบรม ได้จัดอย่างมีระบบและเป็นขั้นตอน บุคลากรจึงได้ เรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นและเข้าใจถึงเหตุผล รวมถึงเชื่อมโยงการปฏิบัติในแต่ละขั้นที่ต่อเนื่องกันได้อีกด้วย การอบรมจึงช่วยให้บุคลากร ได้เรียนรู้ในเวลาที่สั้นกว่าการไปศึกษาด้วยตนเอง
3. ช่วยให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรด้วยกัน หรือระหว่างบุคลากรกับวิทยากร ทำให้เกิดความคิดที่กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เรื่องใดที่ใครเคยทำจนประสบความสำเร็จมาแล้วก็นำมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องใดที่ทำมาแล้วประสบความล้มเหลวก็นำมาวิเคราะห์ร่วมกัน กรณีเหล่านี้ล้วนช่วยให้บุคลากรเกิดปัญญา คือรู้เท่าทันความเป็นจริงมากขึ้นด้วยกันทุกคนทั้งยังส่งผลถึงการถ่ายทอดความรู้และทักษะไปยังผู้อื่นที่เกี่ยวข้องหรือสนใจ เพราะผู้ผ่านการอบรมสามารถที่จะอธิบายหรือถ่ายทอดได้อย่างน่าเชื่อถือ และทำให้ผู้ที่ได้รับ การถ่ายทอดสามารถนำไปปฏิบัติได้
4. ช่วยพัฒนาภาวะผู้นำของบุคลากร ทำให้สามารถทำงานและเป็นผู้นำผู้อื่นได้ การฝึกอบรมจะทำให้บุคลากรได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของผู้นำที่ประสบความสำเร็จ และเข้าใจ ในหลักและวิธีการปฏิบัติที่มีผลให้ผู้อื่นเกิดการเชื่อถือยอมรับ นอกจากนี้การฝึกอบรมยังช่วยให้บุคลากรรู้จักตนเอง โดยผ่านกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ (Sensitivity Training) จึงมีความพร้อม ในความเป็นผู้นำ เพิ่มขึ้น
5. ช่วยพัฒนาการทำงานเป็นกลุ่ม (Teem Work) โดยบุคลากรได้มีความรู้ โดยผ่านกระบวนการกลุ่ม (Group Process) ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมทุกคนได้เรียนรู้ด้วยกันเอง จึงมีความเข้าใจและเกิดเจตคติในการทำงานเป็นกลุ่มอย่างมีประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ได้ อย่างเหมาะสมในการปฏิบัติงานต่อไป
6. เพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้เข้ารับการอบรมจากการให้ความรู้หรือเทคนิค ใหม่ ๆ เป็นการปรับปรุงความสามารถในการทำงาน
7. ช่วยลดความเบื่อหน่าย เฉื่อยชาในการทำงานทำให้เกิดความผิดพลาด ในการทำงานน้อยลง มีความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง ตั้งใจทำงานมากขึ้น
8. สามารถขยายความรับผิดชอบมากขึ้น มีความรู้ด้านการงานหรือด้านการดูแลปกครอง บริหารงานดีขึ้น
9. เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของงานต่าง ๆ กับงานของตน เพิ่มการประสานงาน
ลดความขัดแย้งในการทำงาน เพิ่มความพึงพอใจและกำลังใจในการทำงานสูงขึ้น
10. ลดความตึงเครียดในการทำงาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการขาดความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ
11. สร้างนิสัยการทำงานที่มีประสิทธิภาพ คุ้นเคยกับการทำงานที่มีระเบียบ มีระดับขั้นตอนแบบแผน
12. เพิ่มความมั่นใจในการทำงาน มีการปรับปรุงการทำงาน คำนึงถึงศักดิ์ศรี
และการเคารพตนเอง ซึ่งส่งผลให้บุคลากรมี คุณภาพและมีบุคลิกภาพเป็นที่ยอมรับ
ประโยชน์ต่อหน่วยงาน ได้แก่
1. ช่วยเพิ่มผลผลิตในการทำงานทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อันเป็นผลเนื่องมาจากบุคลากรที่ปฏิบัติงานได้รับการฝึกฝนให้มีความรู้ ประสบการณ์ ความชำนาญและเจตคติที่ดี
2. หน่วยงานสร้างผลงานและบริการได้มากขึ้นและดีขึ้น เพราะบุคลากรสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจน มีขวัญกำลังใจที่ดี
3. ส่งเสริมความมั่นคงและยืดหยุ่นให้กับหน่วยงาน รวมถึงการเตรียมพร้อม หากมีการเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยงาน การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเปลี่ยนวิธีการทำงาน หรือแม้กระทั่งการสื่อสารหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบทำให้หน่วยงานเกิดการชะงักงัน เนื่องจากหน่วยงานสามารถปรับเปลี่ยน เพิ่ม ลด กำลังคนให้ทันกับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่เกิดผลเสียหายหรือ หากเกิดเสียหายก็จะไม่มากนัก สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก
4. ช่วยลดปัญหาในการปฏิบัติงาน งานไม่ติดขัด และอุบัติเหตุในการทำงานลดลง
5. ช่วยลดภาระของผู้บริหารในการควบคุมงาน เนื่องจากบุคลากรมีความเชื่อมั่น ที่จะทำงานและควบคุมตัวเองได้ ทำให้ผู้บริหารไม่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เป็นการประหยัดเวลา และพลังงานสมอง สามารถคิดอ่านพัฒนาหน่วยงานได้มากขึ้น
6. ช่วยประหยัดงบประมาณของหน่วยงาน เพราะบุคลากรสามารถทำงานชิ้นหนึ่ง ๆ ได้สำเร็จอย่างมีคุณภาพโดยไม่เสียเวลามาก จึงลดการสิ้นเปลืองงบประมาณและลดต้นทุนการผลิตทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า
7. ช่วยให้หน่วยงานมีชื่อเสียงและมีภาพพจน์ที่ดี เป็นที่ต้องการของผู้อื่น
ที่จะเข้ามาทำงาน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
8. ลดการขาดงาน การลางาน เพราะบุคลากรบางคนจะเกิดความอึดอัดใจ ทำงานได้ไม่ดี กลัวถูกตำหนิว่ากล่าวจากหัวหน้า เนื่องจากไม่ได้รับการแนะนำให้ความรู้ ในการที่จะทำงาน นั้นๆ จึงไม่อยากไปทำงาน ลางานได้ก็จะทำ
9. ลดการลาออกของบุคลากร องค์กรใดที่จัดการฝึกอบรมมักเป็นองค์กร ที่ได้จัดการบริหารบุคคลอย่างมีระบบและมีระเบียบ
จึงสรุปได้ว่า การฝึกอบรมมีประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและหน่วยงาน ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้เข้ารับการอบรม จากการให้ความรู้หรือเทคนิคใหม่ ๆ เป็นการปรับปรุงความสามารถในการทำงาน
ประเภทของการฝึกอบรม
นงลักษณ์ สินสืบผล (2542 : 34-36) ได้กล่าวถึงประเภทของการฝึกอบรม ซึ่