ชื่อบันทึกนี้ผู้เขียนใช้ชื่อเรียกวิทยาลัย ที่คนในพื้นถิ่นนิยมเรียกติดปากอย่างไม่เป็นทางการแทนชื่อจริง

การเรียนในวิทยาลัยประมงสงขลาติณสูลานนท์ในตอนนั้น แม้ว่าเป็นรุ่นแรกๆ  ความพร้อมในด้านสถานที่  อุปกรณ์ประกอบการเรียน-การสอนยังไม่พร้อมเท่าไหร่ก็ตาม แต่ผมยังรุู้สึกว่ามีหลายเรื่องที่ผมยังจำไม่ลืม  และเชื่อลึกๆ ว่าที่นี่สอนเราหลายอย่าง มากกว่าตัวเนื้อหาวิชาการเสียด้วยซ้ำ  ผมจึงอยากจะบันทึกสิ่งดีๆ เหล่านี้เอาไว้ตรงนี้ครับ

วิชาถนอมอาหาร  ทำหน่อไม้ดอง, ไข่เค็ม, กล้วยตาก และกุ้งแห้ง 

อีกวิชาหนึ่งที่นักเรียนต้องลงมือทำจริงๆ  แล้วเอาผลมาส่งอาจารย์  พอตอนที่เราทำจริงๆ นั้นมันไม่ได้มีแต่เพียงขั้นตอนทางเทคนิคเท่านั้น   แต่มันต้องจัดการตั้งการวางแผนอย่างเช่นว่า  มีที่ไหนขายหน่อไม้สดที่เราจะเอามาดองได้    เราพบว่าจะมีก็ตลาดนัดตอนเช้าวันสาร์  เราก็ต้องขนขวายไปหาซื้อแต่เช้า   ที่นี่มันมีเรื่องเหตุการณ์อย่างอื่นที่เป็นปัญหาของการได้มาซึ่งหน่อไม้สดอีก  เช่น นักเรียนแห่กันไปซื้อเยอะ  หรือไม่ตรงกับช่วงที่มีหน่อไม้ชุก   ก็อาจจะพลาดได้เช่นกัน    ทำให้ชีวิตต้องดิ้นร้นไปเที่ยวหาซื้อในตลาดนัดที่ไกลออกไปอีก

วิชาช่างเกษตร

ครั้งแรกในชีวิตอีกเช่นกัน  ที่ต้องมารู้จักโครงสร้างต่างๆ ของบ้าน  รู้จักแล้วไม่พอ ต้องสร้างโมเดลบ้านขึ้นมาอีก  ทำให้รู้จักบ้านขึ้นกว่าก่อนเยอะเลย      และได้มีโอกาสถอดเครื่องยนต์ cubota แบบรื้อถอดทุกชิ้นส่วนออกมาหมด  แล้วประกอบเข้าไปใหม่ และต้องสตาร์ทให้ติดด้วย   ที่ยากก็คือ  การไล่ลมออกจากท่อหัวฉีดให้หมด  อีกทั้งตั้งระยะการ spark ของระบบไฟให้สัมพันธ์กับการทำงานของห้องเครื่อง  เครื่องจึงจะเดินเรียบ   วิชานี้เราได้มอมแมมน้ำมันกันทุกครั้งที่ลงมือ   หลายครั้งที่มีความรู้สึกว่าพอประกอบอะไหล่เครื่องยนต์เข้าไปแล้ว  พบว่าโรงงานทำบางชิ้นมาเกินครับ  หาที่ใส่กลับเข้าไปไม่หมดก็มี

วิชาปศุสัตว์และสัตว์ปีก  

ทำให้เรารู้จักวัว  ควาย  หมู  เป็ด ไก่  มากขึ้นจมเลย   และก็ได้เคยลองตอนไก่  แบบผ่าดึงเอาลูกอัณฑะออกมาด้วยครับ

วิชาแพลงตอนค์

ได้รู้จักสิ่งมีชีวิตเล็กในน้ำ  ที่มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น  และรู้ว่ามันคือ อาหารอันอุดมของเหล่าสัตว์น้ำตัวน้อยๆ ในแหล่งน้ำต่างๆ    และได้มีโอกาสลงไปริมทะเลสาปหลังวิทยาลัยฯ เอาสาหร่ายผมนางที่ตัดเป็นท่อนเล็กๆ เอาไปผูกติดในเส้นเชือก  เพื่อทดลองดูการขยายพันธ์ของมัน   เรายังได้เรียนรู้เรื่องน้ำขึ้น - น้ำลง จากความลำบากจากการที่เราเอาเรือไฟเบอร์ออกไปผูกสาหร่าย  ตอนไปน้ำขึ้นมัน OK แต่ขากลับน้ำลดแห้งเหลือแต่โคลน  ต้องลากเรือในป่าโคลนกลับมายังฝั่ง คงนึกภาพออกนะครับว่ามันจะขนาดไหน?

วิชาปลาน้ำจืด

ชอบตอนที่ต้องลงลากอวนจับปลาในบ่อปลา มีคอกไก่อยู่ข้างบน  เมื่อปลาโตครูจะให้พวกเราลงหัดลากอวนจับปลา   เรามักจะได้กินปลาหลังการจับเสมอ  ยังได้ผสมเทียมปลาดุกจริงๆด้วย

วิชาเลี้ยงหอย

แม้จะไม่ได้เลี้ยงจริงๆ  แต่ยังจำภาพที่อาจารย์สุภาพสตรีของเราที่รู้สึกหน้าแดง และอึดอัดอยู่นานตอนทีสอนมาถึงเนื้อหาเรื่อ  การล้างหอย

วิชาถักอวน  ทอแห 

ตอนเรียนชื่อวิชาเป็นอย่างอื่นนะครับ  แต่เนื้อหาเรียนปฏิบัติมาก  ตั้งแต่  การผูกเงื่อนต่างๆ   มาจนถึง high light ก็คือ ซ่อมอวนที่ขาด  และทอแหเล็กๆ คนละ 1 ปาก

วิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและการจัดการฟาร์ม

เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ได้รู้จัก คำว่า demand supply    ถูกสอนให้รู้จักค้นหาว่าวิธีการแบบไหนที่คุ้มค่าที่สุด และใช้ทรัพยากรที่มีน้อยที่สุด

วิชาบัญชีฟาร์ม อันนี้ก็เข้าใจพื้นฐานของการทำบัญชีเบื้องต้น

วิชานิเวศน์ป่าชายเลน - ชื่อจริงๆ จำไม่ได้   ได้เคยเก็บตัวอย่างใบไม้ป่าชายเลนมาทำแห้งและเขียนลักษณะทางอนุกรมวิธานของมัน แม้ปัจจุบันนี้มีโอกาสไปป่าชายเลนเมื่อไร  ผมก็จะนึกถึงภาพไปเก็บตัวอย่างที่ริมทะเลสาบด้านหลังวิทยาลัยในสมัยเรียน

วิชาอนุกรมวิธานสัตว์น้ำ  - อันนี้ท่องชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์น้ำกันแหลกเลยครับ   อีกยังต้องจำลักษณะจำเพาะของแต่ละ phylum อีกต่างหาก    ต้องไปสะพานปลาหาปลาตัวใหญ่ๆ เอามาทำโครงกระดูกส่งอาจารย์ด้วย

วิชาขุดดิน   ขุดดินเหนียวหลังวิทยาลัย  กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร ลึก 1 เมตร  เอาการเหมือนกันครับกว่าจะเอาชนะมันได้

วิชาช่วยผู้เชียวชาญต่างประเทศ ติดตั้งระบบบำบัดน้ำหมุนเวียน ที่อาคารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  ได้เรียนภาษาต่างประเทศผ่านการแสดงท่าทางประกอบ  เช่น ตอนที่ผู้เชี่ยวชาญบอกให้เราขัดปลายท่อ PVC ด้วยกระดาษทราย    เราก็ไม่เข้าใจคำว่า polish  ที่อาจารย์ฝรั่งบอกให้เราทำ   เรางงว่า ที่อาจารย์บอกให้เราทำนั้น มัน  มันเกี่ยวอะไรกับตำรวจ (police)  คิดไปต่างๆนาๆ  จนผู้เชี่ยวต้องทำท่าให้ดู  เราเลยถึงบางอ้อ

วิชาแปะโป้ง  แม่ค้า (ข้าว) ที่เรา (ส)นิท    ในยามที่ฝืดเคืองกระเป๋าแห้ง   แม่ค้าขายข้าวแกงในโรงอาหารเล็กๆ ในวิทยาลัยฯ คือ ที่พึ่งยามยากเสมอ   พอเมื่อใดเงินธนาณัติมาเราก็เอาไปจ่ายเขา  อยากจะฝากคำขอบคุณลอยลมไปด้วยก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ ครับ  ถ้าไม่มีท่านวันนั้น  คงไม่มี "ธวัช" ในวันนี

วิชาชีวิต  ที่หาเรียนในตำราไม่ได้  อีกมายมาย  เช่น  วิชาเดิน  เราได้เดินบนพื้นดินเหนียวครบ ทั้งฤดูฝน ฤดูร้อน  พอไปทำงานได้มีโอกาสไปอยู่ในฟาร์มเลยสบาย  อีกทั้งเดินเรียนจากประตูรั้วจนถึงท้ายวิทยาลัยในตอนนั้นไม่มีต้นไม้เลย  ถนนดินโล่งๆ  ลมแรงบ้างในบางครั้ง  เราได้ฝึกเดินเยอะพอสมควร  จบมาเลยเดินเก่งเลย       วิชาเพื่อนช่วยเพื่อน ในยามที่ใครเงินหมด ก็ไปหากินข้าวหอพักของเพื่อนคนอื่นได้    วิชา ความรู้ปฏิบัติ  ที่นี่สอนผมเยอะ แม้ว่าตัวเองยังได้ไม่ได้ลองทำหลายอย่าง  เช่น  อกท. แข่งทักษะวิชาเกษตร  เวทีนี้รู้กันดีว่า "การปฏิบัติ" เท่านั้น ที่จะชนะได้      วิชาแกงส้ม แกงกะทิ อยู่หอพักต้องหัดทำกับข้าวกินเอง  วิชาโบกรถ  เคยโบกรถจากสงขลาไปนครศรี   สุราษฎร์ธานี ปัตตานี    วิชาการใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนในหอพัก มีทั้งชอบใจ ไม่ชอบใจ โกรธ ประชดประชัน  ช่วยเหลือ แบ่งปัน  งก  หวง  รำคาญ ฯลฯ  เราได้เรียนรู้ของจริงหมดเลย  

และวิชาอื่นๆ อีกมากมายที่ได้จากสถาบันแห่งนี้   อันนี้ยกมาแค่  นิดเดียวเท่านั้นเอง

วลีหนึ่งที่ยังจำติดตาเสมอ  ซึ่งเขียนติดหน้าห้องประชุมในเก่าเมื่อตอนที่อยู่ อ.รัติภูมิว่า  "learning by doing" 

 

 และสิ่งหนึ่งที่อยากคิดดังๆ  จากการที่เคยเป็นศิษย์เก่าในระบบอาชีวะศึกษา

"อัตลักษณ์ของอาชีวะศึกษา"  คือสิ่งที่ควรยึดไว้เป็นหลักสำคัญของระบบการพัฒนาคนให้มีวิชาชีพติดตัว   เพราะเชื่อว่าอนาคตหลายสิ่งหลายอย่างย่อมต้องพัฒนาไป  แต่การพัฒนานั้นไปควรทิ้งอัตลักษณ์ของอาชีวศึกษา    "ความรู้ปฏิบัติ"  "ทักษะ"  สิ่งเหล่านี้ในสถาบันการศึกษาแบบอื่นจะมีน้อย   แต่มีมากในอาชีวะศึกษา   หากเมื่อใดอาชีวะศึกษาหันไปเอาดีทาง  "ความรู้ในตำรา" มากกว่า "ความรู้ปฏิบัติ"  เมื่อนั้นเท่ากับว่า  อาชีวะศึกษาจะต้องลงสนามแข่งในสนามของคนอื่น  ในสนามที่อาชีวะศึกษาเด่นน้อยกว่าเขา  ในสนามที่อาชีวะศึกษาด้อยกว่าเขา   ย่อมสู้ได้ยาก   

โดยส่วนตัวผมได้มีโอกาสศึกษาระบบการเรียนของเยอรมันนีที่เรียกว่า  Duale Berufausbildung (ดู-อา-เล่อ-เบ-รูฟ-เอาส์-บิว-ดุง) หรือ เรียกในภาษาอังกฤษว่า Dual Vocational Training  เห็นว่าระบบการเรียนที่เน้น ความรู้ปฏิบัติ นั้นเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมืออาชีพในอนาคต  เยอรมันมีรากฐานการศึกษาเช่นนี้มาอย่างน้อย 6 ศตวรรษ พ้ืนฐานของความเป็นมือชีพโดยเฉพาะวิชาชีพช่างที่นี้คนเขาเก่งจริง ทำได้จริง ไม่ใช่รู้แต่ในตำรา   

อาชีวศึกษา โดยเนื้อตัวแท้ๆ ผมเชื่อว่าเน้น "ความรู้ปฏิบัติ" อยู่แล้ว   แต่พักหลังไม่ทราบว่ากระแสหลักของการศึกษาแบบอุดมศึกษาทั่วไประบาดอย่างไร  ทำให้ อาชีวศึกษา  ไปวิ่งไล่หลังเขา  หากเป็นอย่างนี้  อนาคตก็จะไม่มีอาชีวศึกษาอีกแน่เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองคงส่งให้ลูกไปเรียนในระบบอุดมศึกษากระแสหลักดีกว่า

 

โดยส่วนตัวยังเชื่อเสมอว่า "อาชีวะศึกษา" คือรากฐานหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาคน  ควรยังคงดำรงไว้ให้มีสืบต่อไปเพื่อจะได้ปั้นผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาวิชาชีพให้เกิดแก่สังคมไทยเป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น...