วันที่ ๑๓ เม.ย. ๕๑ ระหว่างหยุดยาววันสงกรานต์ ค้นบันทึกเก่าๆ มาดู พบของช่วงปี ๒๕๒๓ – ๒๕๒๖ เอามาอ่าน และระลึกชาติเมื่อ ๒๕ – ๒๘ ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ผมเป็นรองคณบดี และต่อมาเป็นคณบดี คณะแพทยศาสตร์
มีร่องรอยการยืมวารสารของผมในปี ๒๕๒๗ ซึ่งเป็นช่วงที่ผมลาออกจากคณบดี มาเป็นหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา แสดงว่าช่วงนั้นผมอ่านวารสารวิชาการมากมาย และยังมุ่งมั่นหาทางทำงานวิชาการอยู่ แม้ผมจะได้ตำแหน่งศาสตราจารย์แล้วเมื่อปี ๒๕๒๖ ทำให้คุณสมแข นักวิทยาศาสตร์ที่หน่วยพันธุศาสตร์ เพื่อนร่วมงานดั้งเดิมของผม ถามว่า “อาจารย์ขยันทำงานไปทำไม ในเมื่อเป็นศาสตราจารย์แล้ว”
ผมต้องอธิบายว่า “ตำแหน่งวิชาการเขาไม่ได้มีไว้ให้เป็นจุดสิ้นสุดของการทำงานวิชาการ แต่มีไว้เป็นตราประกันว่าคนคนนี้มีความสามารถ จะทำงานสร้างสรรค์วิชาการได้ดี คนเป็นศาสตราจารย์จึงจะได้รับการยอมรับให้ได้รับการสนับสนุนให้ทำงานวิชาการเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองได้ง่ายขึ้น สรุปคือยิ่งเป็นศาสตราจารย์ยิ่งต้องรับผิดชอบทำงานวิชาการมากขึ้น และต้องสนับสนุนคนอื่นให้ได้เติบโตเป็นนักวิชาการที่เก่งกว่าตนเอง”
ช่วงปี ๒๕๒๓ ผมมีความสุขกับการทุ่มเททำงานวิจัยและสอน เราจัด Journal Club ของภาควิชากันทุกสัปดาห์
ช่วงปี ๒๕๒๕ มีบันทึกของ “การประชุมคณะแพทย์ภูมิภาค” ในเดือนกรกฎาคม (ช่วงนั้นผมเป็นคณบดีแล้ว) มีเรื่องที่นำมาหารือกันคือ การคัดเลือกนักศึกษา วิชาเวชศาสตร์ชุมชน โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม และการฝึกอบรม extern ในตอนนั้นคณะแพทยศาสตร์ที่อยู่นอกกรุงเทพมีเพียง ๓ แห่ง คณบดีคือ ศ. นพ. อาวุธ ศรีสุกรี (มช.), รศ. นพ. วันชัย วัฒนศัพท์ (มข.) และ รศ. นพ. วิจารณ์ พานิช (มอ.) เราเชิญแพทย์ผู้ใหญ่ของทั้ง ๓ แห่งมาร่วมด้วย ผมจดวาทะของ ศ. นพ. ตะวัน กังวานพงศ์ อดีตอธิการบดี มช. ไว้ดังนี้
“หน่วยงานใดผู้บริหารเริ่มไม่รู้จักผู้ใต้บังคับบัญชา แสดงว่าปัญหาเริ่มเกิดแล้ว หน่วยงานควรหยุดเติบโตได้แล้ว”
รศ. นพ. อติเรก ณ ถลาง อดีตคณบดีของ มอ. ก็ไปร่วมประชุมด้วย
ในเดือนตุลาคม ๒๕๒๕ มี “การประชุมคณะกรรมการภาคสนามโครงการผลิตแพทย์เพิ่ม” ทำให้ผมระลึกได้ว่า การทำงานชิ้นนี้ทำให้ผมได้รู้จักแพทย์ผู้ใหญ่จำนวนมาก เช่น นพ. ไพโรจน์ นิงสานนท์ ซึ่งต่อมาเป็นปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ. จำลอง บ่อเกิด ผอ. รพ. หาดใหญ่ นพ. เล็ก มโนมัยอุดม ผอ. รพ. สงขลา และต่อมาเป็นนายแพทย์ สสจ. สงขลา พญ. สายทอง มโนมัยอุดม ผอ. รพ. สงขลา นพ. - ผอ. รพ. สุราษฎร์ธานี นพ. สุพาศน์ - ผอ รพ. นครศรีธรรมราช นพ. - ผอ. รพ. ตรัง และต่อมาเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์
มีบันทึกการเจรจาความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ กับคณะพยาบาลศาสตร์ ที่มี รศ. ละออ หุตางกูร เป็นคณบดี เรื่องคณะพยาบาล คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์นั้น ผมรู้สึกเสียใจมาจนบัดนี้ ว่าในช่วงที่ผมเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ผมเอื้อเฟื้อต่อคณะเหล่านี้น้อยไป โดยที่อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในคณะแพทย์เองก็มีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆ ที่เป็นเรื่องจุกจิก ทำให้ไม่เอื้อเฟื้อกัน
ในบันทึกมีเรื่อง นพ. พิเศษพงศ์ ปัทมสุคนธ์ (ต่อมาเป็น รศ.) กับ นพ. นิธิ จงจิตรนันท์ (ต่อมาเป็น ศ.) มาคุยกับผมเรื่องการจัดสรรที่ดิน และการตั้งโรงเรียนสวัสดิการ ซึ่งผมไม่ได้ทำทั้ง ๒ เรื่อง แต่เมื่อคิดย้อนหลังแล้ว จะเห็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของ ๒ ท่านนี้ และคนที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์มากก็มักจะทำงานเดิมได้ไม่นาน นพ. พิเศษพงศ์ ไปเป็นอาจารย์ที่ U of Tennessee at Knoxville ส่วน นพ. นิธิ ไปอยู่นิวยอร์ค แล้วกลับมาทำงานที่ รพ. กรุงเทพ รวมทั้งผมด้วยก็อยู่ในกลุ่มนี้ คือมาอยู่ สกว. และ สคส. ตามลำดับ กล่าวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าคนที่อยู่ที่ทำงานเดิมเป็นเวลานานหรือตลอดไป เป็นคนไม่สร้างสรรค์นะครับ
คนหนึ่งที่อยู่มาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ คือ ศ. นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ในสมุดบันทึกนี้มีเรื่องที่ นพ. วีระศักดิ์ ออกความเห็นมากมาย เพราะช่วงที่ผมเป็นคณบดี ผมพยายามเน้นคุณภาพของแพทยศาสตร์ศึกษา รวมทั้งด้านเวชศาสตร์ชุมชน เวลานี้ ศ. นพ. วีระศักดิ์ เป็นเมธีวิจัยอาวุโส สกว. เป็น ศ. ๑๑ และเป็น ผอ. วพส. ทำงานทั้งระดับ local (๓ จ. ชายแดนภาคใต้) และระดับนานาชาติ
บันทึกวันที่ ๒๐ ม.ค. ๒๕๒๖ ประชุมร่วมระหว่างสโมสรโรตารี่หาดใหญ่ สำนักสงฆ์โคกนาว (อยู่หน้า รพ. สงขลานครินทร์ คนละฟากถนน) เทศบาลเมืองหาดใหญ่ และคณะแพทย์ เพื่อกำหนดสถานที่ก่อสร้างอาคารที่พักผู้ป่วยและญาติ ที่สำนักสงฆ์โคกนาว ซึ่งต่อมาขยายเป็นอาคาร ๓ ชั้น ได้รับพระราชทานชื่อว่า “อาคารเย็นศิระ” ทำประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างมาก เป็นต้นแบบของความร่วมมือกับชุมชนทัองถิ่น เป็นเจ้าของการริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคมร่วมกัน เวลานี้อาคารนี้เป็นที่พักของผู้ป่วยและญาติวันละกว่า ๑๐๐ คน มีอาสาสมัครไปพูดคุยให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย เป็นรูปแบบของการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ และของอาสาสมัครเพื่อสังคม หรือจิตอาสา
ในสมุดบันทึกเล่มนี้ มีเรื่องอยู่ ๕ ประเภท
๑. วิชาการ เช่น J Club
๒. การปรึกษาหารือแก้ไขปัญหา หรือวางแผนงานประจำ
๓. การประชุมปรึกษาหารือเรื่องใหญ่ๆ เชิงระบบ เชิงสร้างสรรค์ เช่น นิคมเทพา
๔. การประชุมหารือการจัดประชุมวิชาการระดับประเทศ เช่น การสัมมนาจิตเวช “ปัญหาจิตเวชและสุขภาพจิตในระดับ รพอ. : ผลกระทบต่อหลักสูตรแพทยศาสตร์” มี นพ. อุดม ลักษณะวิจารณ์ เป็นเจ้าของเรื่องฝ่ายกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทั้งทางวิชาการและทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทางฝ่ายกระทรวงสาธารณสุขมี นพ. ธำรง ทัศนาญชลี, นพ. กำธร ผอ. รพ. ประสาทสงขลา ฝ่าย มอ. มี รศ. นพ. ทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ อธิการบดี, รศ. นพ. กวี สุวรรณกิจ หัวหน้าภาควิชาจิตเวชฯ นพ. บุญนำ ภาควิชาจิตเวชฯ นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน นพ. อุดม ชมชาญ ผอ. รพ. สงขลานครินทร์
๕. การประชุมหารือความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น เรื่อง Family Planning & Rural Development หน่วยงานชื่อ FPIA เขาอยากได้ชุมชนมุสลิม ทำให้ในที่สุดเราไปดูนิคมเทพา และมีการประชุมปรึกษากันอย่างกว้างขวาง
บันทึกเก่าๆ เช่นนี้ ทำให้ระลึกถึงเพื่อนร่วมงานในสมัยก่อน เช่น รศ. ณรงค์ และคุณขวัญตา ณ เชียงใหม่ ผศ. พญ. สุรางค์ พันธุ์ฟุ้ง ที่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ รพ. ราชวิถี ผศ. นพ. ธวัชชัย เชื้อประไพศิลป์
วิจารณ์ พานิช
๑๔ เม.ย. ๕๑