สงกรานต์ ปีใหม่ของไทย เป้นวันเริ่มต้นที่มีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันทั้งครอบครัว เป็นความอบอุ่นที่มีให้กันและกัน

 คืนที่สิบสองเมษายนเป็นคืนแรกของพวกเราห้าคนทั้งครอบครัวที่ได้มาอยู่ร่วมกันที่เบลเยียมหลังจากที่รอคอยมานานจนถึงสัปดาห์ที่ 32 บ้านที่เคยดูกว้าง เงียบเหงากลับดูแคบและอบอุ่นอย่างมากเหมือนกับเป็นใจให้เราฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ของไทยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2551 ฝนตกพรำๆตั้งแต่เช้าทำให้ออกไปไหนไม่ได้ บรรยากาศสงกรานต์วันรี้จึงไม่เหมือนกับสงกรานต์ในปีที่ผ่านๆมาในเมืองไทย เราไม่ได้ไปทำบุญที่วัด ใกล้เที่ยงฝนหยุดตกจึงได้ออกไปร่วมงานเทศกาลสงกรานต์ฉลองสัมพันธไมตรีไทยเบลเยียม 140 ปีที่ลานกรุนพาท มีคนมาร่วมงานมาก เดินเข้าไปในงานบูทต่างๆได้รับความสนใจดี ทั้งเวทีการแสดงและอาหารไทยที่มาวางขายในงาน เราขึ้นไปบนปะรำพิธีร่วมสรงน้ำพระแก้วมรกตจำลอง สวดมนต์ไหว้พระเนื่องในวันปีใหม่แล้วก็พาเด็กๆเดินเที่ยวไปที่ลานหน้าศาลาว่าการเมือง เดินชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำสเกลด์และกลับไปที่สนามเด็กเล่น เด็กๆเล่นกันอย่างมีความสุข ช่วงนี้มืดช้ามาก พระอาทิตย์หมดแสงตอนสามทุ่ม

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน 2551 สัปดาห์นี้เรียนเกี่ยวกับระบบสุขภาพของยูกานดา (Ugandan week) ซึ่งรัฐบาลยูกานดาได้รับงบสนับสนุนจากต่างประเทศอย่างมาก (Aid donor dependence) รวมทั้งได้จากรัฐบาลเบลเยียมผ่านทางBelgian Technique Cooperation (BTC) และให้งบผ่านทางสถาบันITM ให้ร่วมในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพให้ อาจารย์ของสถาบันก็ได้ศึกษาวิจัยในพื้นที่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางด้านการบริหารงานสาธารณสุขและโรคเขตร้อนด้วย วันนี้มีกิจกรรมทางวิชาการ 2 ห้อง ที่พวกเราในชั้นสามารถเลือกเข้าร่วมได้

ผมเข้าร่วมในหัวข้อขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติที่พูดถึงเรื่องสิทธิและหน้าที่ของผู้ป่วย (Patient right and responsibility) ที่พยายามผลักดันให้มีผลในทางปฏิบัติ สังเกตว่าเขาเน้นทั้งสิทธิและหน้าที่เลย ให้คนไข้ได้สิทธิและปฏิบัติตนให้มีความรับผิดชอบด้วย ขณะที่ของเราพูดถึงแต่สิทธิผู้ป่วยอย่างเดียว ส่วนเรื่องหน้าที่ไมได้พูดถึงเลย เมื่อสองปีก่อนตอนที่ผมไปเรียนระบบสุขภาพที่ออสเตรเลียเขาก็พูดทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน อีกหัวข้อหนึ่งเป็นเรื่องผลของนโยบายสุขภาพจากกองทุนโลก (Global health initiatives) ที่ให้เงินช่วยเหลือในรูปโครงการสำหรับวัณโรค เอดส์และมาลาเรีย ซึ่งที่จังหวัดตากก็มีงบช่วยเหลือส่วนนี้เหมือนกันแต่ไม่มากเท่า

ช่วงบ่าย เข้ากลุ่มเดิมวิเคราะห์ด้านกำลังคนด้านสุขภาพของยูกานดากัน สังเกตว่าข้อเสนอแนะต่างๆที่กลุ่มร่วมกันนำเสนอนั้นเป็นแบบทั่วไป ที่รู้ๆกันอยู่ พูดได้ง่ายแต่ทำได้ยากเช่น ปัญหาเรื่องบุคลากรไม่เพียงพอ ผลิตน้อย ไหลออกมาก (Brain drain) ของไทยเราไหลจากภาครัฐไปเอกชน ในขณะที่แอฟริกาไหลจากประเทศตนเองไปสู่ประเทศอื่น ข้อเสนอที่พูดกันมากคือเพิ่มรายได้ค่าตอบแทน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงาน ซึ่งคงทำได้ยากด้วยข้ออ้างและสภาพของการไม่มีงบประมาณเพียงพอ นอกจากนี้ในยูกานดาเอง สถานบริการภาครัฐไม่ได้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศแบบของไทยเรา มีกลุ่มเอกชนที่ไม่หวังกำไรมาร่วมให้บริการด้วย โดยที่รัฐไม่สามารถควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง ทำให้แนวนโยบายจากรัฐไม่ได้รับการปฏิบัติไปในทางเดียวกัน ต่างคนต่างทำกันไป (Fragmentation) ตามแต่จะได้เงินสนับสนุนมาจากใคร เขากำหนดไว้อย่างไร

ในเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง ทำให้ตลาดแรงงานในหลายพื้นที่แคบเกินไปหรือท้องถิ่นมีรายได้ไม่มาก พื้นที่ห่างไกล ยากจน หาจ้างบุคลากรสาธารณสุขไม่ได้ ความก้าวหน้าทางด้านวิชาชีพขาดความชัดเจนเพราะหน่วยของท้องถิ่นเล็ก โยกย้ายข้ามท้องถิ่นกันไม่ได้อันนี้น่าจะเป็นบทเรียนให้ไทยเราได้เหมือนกัน หากตัดโอนสถานบริการทางด้านสุขภาพไปให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งมีขอบเขตขนาดเล็ก อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับบางอบต.ที่ยากจน ห่างไกลได้และอาจไม่สามารถหาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไปอยู่ได้

ในขณะที่ออสเตรเลียเขาเป็นระบบเครือข่ายบริการหรือพวงบริการขนาดใหญ่ บริหารในลักษณะอิสระจากท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง อาจเทียบได้กับระดับเขตหรือจังหวัดของเรา ทำให้ขอบเขตกว้าง (Economy of scale) ช่วยเหลือกันในเขตได้ง่าย ส่วนในเบลเยียมเป็นสถานบริการภาคเอกชนที่ถูกควบคุมในเรื่องการค้ากำไรเกินควรไว้ได้ ในหลายประเทศในยุโรปเป็นของรัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพเนื่องจากเขาเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่มากนัก มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้า ขนส่ง การกระจายรายได้และความเจริญไปอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ จึงไม่มีปัญหาเรื่องหาบุคลากรไปทำงาน การกระจายอำนาจเรื่องสุขภาพจึงต้องดูบริบทของไทยเราเองด้วย จะลอกแบบประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้

วันอังคารที่ 15 เมษายน 2551 เป็นหัวข้อเรื่องบทบาทของหน่วยงานทางวิชาการ (Academia) ในการพัฒนาระบบสุขภาพของยูกานดา มีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสองแห่งมาพูดเกี่ยวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ร่วมพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศคือมหาวิทยาลัยมาเคอเรเร่กับมหาวิทยาลัยมาไทร์ยูกานดา คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้ร่วมศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องในระบบสุขภาพของประเทศเพื่อนำเสนอองค์ความรู้ต้อรัฐบาลในการพัฒนาระบบสุขภาพ ช่วงบ่ายเป็นการทำกิจกรรมกลุ่มกันต่อ ตอนเย็นพาลูกๆไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะประจำเมือง

วันพุธที่ 16 เมษายน 2551 ช่วงเช้าเป็นงานกลุ่มเตรียมนำเสนอในเรื่องกำลังคนที่กลุ่มต้องทำของยูกานดาและของแทนซาเนีย ปัญหาคล้ายๆกัน ข้อเสนอก็คล้ายๆกัน ผมคิดว่าถ้าเขาคิดที่จะยืนด้วยขาของเขาเอง มากกว่ารอรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ พัฒนาจากสิ่งที่พอมี ทำงานหนักขึ้น พัฒนาคนของเขาน่าจะทำได้ ผมไม่ได้เสนอเรื่องการจัดการความรู้เพราะเขายังไม่รู้จักกันเลย เมื่อสิบปีก่อนผมเคยคุยกับทีมงานในโรงพยาบาลบ้านตากที่เราขาดเงิน ขาดคน ขาดแพทย์ว่าจะอยู่รองบประมาณไปเท่าที่ได้กับร่วมกันอย่างเต็มที่ทำงานหนักเพื่อพัฒนาด้วยตัวเราเอง ซึ่งผมคิดว่าเราก็สามารถทำได้และพอมีคนเห็นว่าเราพยายามทำ เขาก็เต็มใจช่วยเรามากขึ้น ช่วงบ่ายมีการเสวนาเรื่องการยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้บริการด้านสุขภาพในระบบบริการภาครัฐในยูกานดา ที่ประธานาธิบดีประกาศยกเลิกเก็บเงินค่ารักษาและได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาช่วย ดูเหมือนดีแต่ปัญหาคือสถานบริการภาครัฐมีอยู่ไม่ถึง 60 % จึงไม่ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศและคุณภาพบริการภาครัฐก็ยังต้องพัฒนาคุณภาพอีกมาก

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2551 เป็นการนำเสนอผลงานกลุ่มวิเคราะห์ระบบสุขภาพยูกานดาและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาให้ทีมงานจากยูกานดา 5 ประเด็นคือการทำงานร่วมกันของภาครัฐและเอกชนในระบบสุขภาพ (Public-private partnership) การสร้างระบบการเงินด้านสุขภาพที่ยั่งยืน (Sustainable health financing) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างโครงการแนวดิ่งกับระบบบริการสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพและบทบาทของรัฐต่อระบบสุขภาพ ข้อเสนอจากแต่ละกลุ่ม (รวมทั้งกลุ่มผมเองด้วย) ผมฟังแล้วคิดว่าเป็นข้อเสนอแบบพื้นๆ ทั่วๆไป ที่ไม่น่าจะปฏิบัติได้จริง เป็นไปในทางทฤษฎีมากกว่า สุดท้ายจะไปติดปัญหาเรื่องเงิน ขาดงบประมาณ

แต่ไม่มีใครพยายามคิดว่าถ้าเงินมีแค่นี้จะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดโดยใช้การจัดการเข้ามาช่วย การจัดการหรือการบริหารคือการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ผมพยายามเสนอในกลุ่มแต่ไม่มีใครเห็นด้วย ก็ต้องว่ากันไปตามกลุ่ม ทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่าตอนที่กาลิเลโอบอกว่าโลกกลม ไม่ใช่แบน เขากลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนผิดปกติไปได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นสิ่งที่เขาเห็นนั่นเอง เพื่อนในกลุ่มบริหารสาธารณสุขบางคนมาพูดกับผมหลังจากฟังผมพูดเรื่องKMว่า เขามองหนทางออกแล้วว่าเขาจะพัฒนางานสุขภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัดได้อย่างไร หลังจากนำเสนอครบทุกกลุ่ม มีการสรุปร่วมกันและพิธีปิดอย่างเป็นทางการ วันนี้มีทูตของยูกานดามาร่วมฟังการนำเสนอด้วย

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2551 ช่วงเช้าเรียนเกี่ยวกับนโยบายสุขภาพในเรื่องการทำแท้ง ที่เป็นสาเหตุการป่วยและตายของหญิงตั้งครรภ์อย่างมากทั่วโลก เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในเกือบทุกประเทศ อาจารย์มาร์เซล (Marcel Vekemans) จากInternational Planned Parenthood Federation: IPPFนำเสนอข้อมูลได้ชัดเจนดีมาก ในแต่ละปีมีหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 210 ล้านคน มี 22 % แท้ง ราว 20 ล้านคนแท้งอย่างไม่ปลอดภัยและตายจากภาวะแทรกซ้อนถึง 68,000 คน การแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นสาเหตุการตาย 13 % ในการตายของแม่

การแท้งที่ถูกกฎหมายอาจไม่ปลอดภัยได้ ขณะที่การแท้งแบบผิดกฎหมายสามารถปลอดภัยได้ การทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายไม่ได้ลดอัตราการทำแท้งลงเลย  อุบัติการณ์การทำแท้งไม่ได้ลดลงจากการรณรงค์ในเรื่องอันตรายของการทำแท้ง จากกฎหมาย การส่งเสริมการรักนวลสงวนตัว ลดการมีเพศสัมพันธ์ ศาสนาหรือขนบประเพณี การจำกัดการเข้าถึงการทำแท้งอย่างถูกต้องปลอดภัยจึงเป็นเหมือนการเพิ่มความเสี่ยงและการฆ่าหญิงตั้งครรภ์นั่นเอง ในขณะที่ประเทศที่ทำให้การทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมายกลับมีอัตราการทำแท้งที่ต่ำกว่า ดังนั้น การทำแท้งไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นทางแก้ปัญหา (Abortion is not problem, it’s the solution to a problem)

จากการเข้ากลุ่มพบว่าเนเธอร์แลนด์ ทำแท้งเป็นเรื่องถูกกฎหมายที่ถูกผลักดันโดยกลุ่มสิทธิสตรี การทำแท้งต้องทำภายในอายุครรภ์ 22 สัปดาห์ ในคลินิกทำแท้งที่เปิดบริการอย่างถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับที่อาร์เซอร์ไบจันและญี่ปุ่น ขณะที่ของไทยเราตามกฎหมายอาญา ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ยกเว้นกรณีมีปัญหาทางสุขภาพของแม่หรือเด็กผิดปกติหรือถูกดข่มขืน แต่บ้านเรามีทำแท้งเถื่อนกันมากแล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนตกเลือด ติดเชื้อมารักษาที่โรงพยาบาลต่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนไทยและพุทธศาสนาทำให้ไม่มีใครกล้ายกประเด็นเหล่านี้มานำเสนอ เมืองไทยมีประเด็นละเอียดอ่อนที่เป็นปัญหาแต่ไม่ได้หยิบยกมาหาทางออกที่เหมาะสมหลายเรื่องเช่นการทำแท้ง การสอนเพศศึกษาสำหรับเยาวชน โสเภณีและการพนัน ที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายแต่กลับมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน 2551 ครั้งแรกของการพาครอบครัวทัวร์ต่างแดน ตื่นเกือบตีห้าเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยวสวนทิวลิปโกเก็นฮอฟ (Keukenhof) เมืองลิสเสะ (Lisse) เนเธอร์แลนด์ (ฮอลแลนด์หรือฮอลันดา ) ริด้าไปด้วย เขาบอกว่าอยากเล่นกับเด็กๆเพราะคิดถึงลูกชายที่กัมพูชา ออกจากบ้านหกโมงเช้านั่งรถรางไปขึ้นรถไฟที่สถานีกลาง (ค่าตั๋วไปกลับช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ลดราคาลง ผู้ใหญ่ 25.40 ยูโร เด็ก 8 ยูโร ) เวลา 6:59 น. (มีรถไฟทุก 1 ชม.ปลายทางที่อัมสเตอร์ดัม) ไปลงที่เดนฮาร์ก (Den Haag) หรือเมืองเฮค (สถานีเดนฮาร์ค เอชเอส) แต่ลงรถไฟไม่ทันจึงนั่งเลยไปลงที่สถานีสนามบินสกิ๊ปฟน (Schiphol) แล้วต่อรถบัส (ค่าตั๋วไปกลับรวมค่าเข้าชมสวนผู้ใหญ่ 19 ยูโร เด็ก 10 ยูโร) ไปที่โกเก็นฮอฟ เสียเวลาเดินหาที่ขายตั๋วอยู่นานเพราะสนามบินกว้างมาก ต้องไปซื้อตรงบริเวณผู้โดยสารขาเข้า 4 คนไปเที่ยวเต็มมาก รถบัส (เบอร์ 58) เที่ยวแรกคนเต็มต้องเข้าแถวรอเที่ยวที่สอง ถึงโกเก็นฮอฟ 10:30 น. ริด้าช่วยดูแลเด็กๆดีมาก

วันนี้ท้องฟ้าสดใส ไม่มีฝนตก อากาศเย็น นั่งท่องเที่ยวมากันเยอะกว่าสองสัปดาห์ก่อนมาก เข้าแถวกันยาวเหยียด ดอกทิวลิปออกดอกมากกว่าคราวที่แล้ว สีสันสดใส ลูกๆชอบกันมาก น้องขิมเป็นนางแบบที่ถ่ายรูปเดี่ยวมากที่สุด เดินชมไปตามทางเดินผ่านแปลงดอกไม้ที่ออกช่อชูดอกบานสะพรั่ง ผ่านกังหันลม สนามเด็กเล่น บริเวณเลี้ยงสัตว์ เรือนดอกไม้ มาคราวนี้ดอกไม้สวยกว่าคราวก่อน อากาศสดใสกว่า เจอคนไทยหลายคนกับคนจีนที่มารณรงค์โอลิมปิก จนสามโมงเย็นออกไปขึ้นรถประจำทางแต่วันเสาร์ไม่มีรถเมล์ต้องเดินกลับมาขึ้นรถบัสสาย 54 ไปลงที่สถานีเมืองเลเดน (Leiden) แล้วต่อรถไฟ (ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 3.7 ยูโร เด็ก 2.4 ยูโร พนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟบอกว่าคราวหน้าให้บอกว่าเด็กเดินทางกับผู้ใหญ่ซื้อแบบRail runner แค่ 2 ยูโร) ไปที่เดนฮาร์ค นั่งรถราง (ค่าตั๋วไปกลับเด็กผู้ใหญ่ 2.4 ยูโร) ไปชมเมืองจำลองมาดูโรดัม (Madurodam) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟกลางนักแค่ 6 สถานีเท่านั้น

โชคดีที่เมืองจำลองนี้เปิดให้เข้าชมจนถึงสองทุ่ม ซื้อตั๋ว (ผู้ใหญ่ 13.75 ยูโร เด็ก 9.75 ยูโร) แล้วเข้าไปเดินชมได้สักพัก ฝนก็ตกปรอยๆต้องเดินชมท่ามกลางหยาดฝนพรำ พื้นที่ไม่กว้างมากนัก แต่เขาจัดได้สัดส่วนที่เหมาะสม มีสิ่งจำลองถึง 185 แห่ง ทั่วประเทศฮอลแลนด์ ถ้าไม่ได้เที่ยวหลายที่ ไปที่นี่ที่เดียวก็มองภาพสถานที่สำคัญของแต่ละเมืองได้ทั้งหมด เด็กๆชอบมาก เดินกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มาดูโรดัมไม่ได้เป็นแค่เมืองจำลองหรือนิทรรศการเท่านั้นแต่เป็นที่ระลึกของสงครามด้วย เปิดตั้งแต่ปี 1952 เพื่อเป็นที่ระลึกแด่วีรบุรุษสงครามชื่อจอร์จ มาดูโร (George Maduro) พ่อแม่ของเขาจึงได้บริจาคเงินสร้างเมืองจำลองขึ้นโดยเจ้าหญิงบีทริกซ์ (Prince Beatrix) เป็นผู้บริหารคนแรก รายได้นำไปบริจาคให้องค์กรการกุศลเพื่อเยาวชน ตั้งแต่ปี 1980 มีการเลือกผู้บริหารใหม่ทุกปีโดยสภาเทศบาลเยาชนโมดูราดัมที่ประกอบด้วยนักเรียนมัธยม 22 คนในเมืองเฮค

ทุ่มครึ่งนั่งรถรางกลับมาสถานีรถไฟ นั่งรถไปไปลงที่รอตเตอร์ดัม (Rotterdam) เมืองท่าเรือที่ใหญ่ติดหนึ่งในสามของโลก ขณะรอรถไฟ ทางสถานีประกาศว่ามีปัญหาอุบัติเหตุรถไฟช่วงเมืองรอสเซนดอล (Roosendal) กับเอสเซน (Essen) ทำให้ไม่มีรถไฟจากแอนท์เวิปมาที่อัมสเตอร์ดัม เราต้องขึ้นรถไฟไปลงที่รอสเซนดอล แล้วต่อรถบัสที่ทางรถไฟจัดมาบริการไปลงเอสเซน รอรถไฟที่เอสเซนเมืองเล็กๆเขตเบลเยียมติดกับฮอลแลนด์อยู่เกือบชั่วโมง ขึ้นรถไฟตอนสี่ทุ่มครึ่งมาถึงแอนท์เวิปห้าทุ่มครึ่ง เด็กๆนั่งหลับกันมาตลอดทาง ตอนลงรถไฟต้องอุ้มน้องขลุ่ยลงแล้วเดินไปขึ้นรถรางกลับบ้านพัก ถึงบ้านพักเกือบเที่ยงคืน เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุขที่ได้เที่ยวร่วมกันทั้งครอบครัว

อ่านข่าวในเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับครอบครัวแล้วน่าตกใจ ปัจจุบันประเทศไทยมีครอบครัว 20 ล้านกว่าครอบครัว จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่าในรอบ 10 ปีมานี้ สังคมไทยมีการหย่าร้างเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากปี 2539 มีการหย่าร้อยละ 13 โดยมีผู้จดทะเบียนสมรส 436,831 คู่ หย่า 56,718 คู่ ข้อมูลล่าสุดในปี 2549 มีผู้จดทะเบียนสมรส 347,913 คู่ หย่า 91,155 คู่ คิดเป็นร้อยละ 26 หรือกล่าวได้ว่ามีคนไทยมีการหย่าร้าง 1 คู่ทุกๆการจดทะเบียน 5 คู่ โดยเฉลี่ยหย่าร้างกันชั่วโมงละ 10 คู่ อีกทั้งสภาพครอบครัวไทย มีแนวโน้มเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น โดยล่าสุดทั่วประเทศมีครอบครัวเดี่ยว 9 ล้าน 4 แสนครอบครัว ในจำนวนนี้เป็นครอบครัวที่มีพ่อ แม่ ลูกอยู่ด้วยกันประมาณ 5 ล้าน 6 แสนครอบครัว เป็นครอบครัวที่เหลือพ่อหรือแม่เลี้ยงลูกฝ่ายเดียวประมาณ 1 ล้าน 3 แสนครอบครัว ทำให้เสี่ยงต่อปัญหาความเปราะบาง และความสัมพันธ์ในครอบครัว

กรมอนามัยได้จัดทำคุณลักษณะครอบครัวอบอุ่น ประกอบด้วยคุณลักษณะ 12 ข้อได้แก่ 1.สมาชิกในครอบครัวงดดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เล่นการพนันและสิ่งเสพติด อย่างน้อยในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันครอบครัวแข็งแรง 2.ครอบครัวมีสัมมาอาชีพ รายได้ที่พอเพียง 3.ไม่มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว 4.มีการกินข้าวร่วมกันอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 มื้อ 5.บ้านที่อยู่อาศัยมีความมั่นคง สะอาด 6.สมาชิกในบ้านช่วยเหลืองานบ้านสม่ำเสมอ 7.สมาชิกในบ้านทำกิจกรรมนอกบ้านร่วมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง 8.สมาชิกในครอบครัว มีโอกาสประกอบศาสนกิจร่วมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง 9.พ่อแม่ลูกอยู่ร่วมกันและดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะวัยรุ่น 10.คนในครอบครัวเป็นที่ยอมรับของชุมชน 11.สมาชิกครอบครัวอยู่รวมกันอย่างครอบครัวขยายคือมีปู่ย่า ตาหรือยาย พ่อแม่ ลูกหลาน ในบ้านหลังเดียวกันหรืออยู่ในบริเวณเดียวกัน และ12.ครอบครัวที่มีลูกอายุต่ำกว่า 5 ปี มีการเล่นกับลูก ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟัง

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นสงกรานต์แห้ง ไม่เปียกน้ำ ไม่มีเล่นสาดน้ำ แต่ก็ชุ่มฉ่ำอบอวลไปด้วยความรักของคนในครอบครัว เมืองไทยเราใช้คำว่าร่มเย็นเพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน ขณะที่ยุโรปใช้คำว่าอบอุ่นเพราะบ้านเขาเป็นเมืองหนาว จึงเป็นสงกรานต์อบอุ่นสำหรับครอบครัวเรา

พิเชฐ  บัญญัติ(Phichet Banyati)

Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium

20 เมษายน 2551, 22.45 น. ( 03.45 น.เมืองไทย )