เมื่อวานผมมีโอกาสไปรับ อาจารย์ กฤษณพงศ์ กีรติกร อธิการของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พอดีอาจารย์มาประชุมที่พิษณุโลกธานี และเสร็จประมาณ เที่ยงเลยไปรับอาจารย์เพื่อไปทานอาหารเที่ยง และไปส่งอาจารย์ที่สนามบิน ระหว่างรอเครื่องบินตอนบ่ายวันเสาร์ ก็นั่งทานกาแฟ ด้วยกัน ตอนนั้นมีรองอธิการมหาลัยเทคโนโลยีราชมงคลด้วยก็คุยกันเรื่องตั๋วเครื่องบิน ผมบอกว่าผมเคยมีปัญหาเรื่องการจองตั๋วออนไลน์ให้อาจารย์อีกท่านหนึ่งแต่พออาจารย์ท่านนั้นไปขึ้นเครื่องปรากฏว่าขึ้นไม่ได้ และรองอธิการ ม. ราชมงคล บอกว่าของที่ ม. ราชมงคล นะไม่ได้หรอกนะต้องจองจากตั๋วแทนการบินไทยเท่านั้น และต้องมีใบเสร็จมา และก็คุยกันมาไปเรื่อย อาจารย์ กฤษณพงศ์ บอกว่าจริง ๆ จองที่ไหนก็ได้เอาที่ถูกที่สุด และท่านก็บอกว่าบางครั้งเราต้องเชื่อคนมากกว่าเชื่อกระดาษนะ เห็นด้วยกับประโยคนี้มากเลย เพราะที่ผ่านมาผมเจอปัญหาแบบนี้บ่อยมากในการทำงานวิจัย ซึ่งท่านก็เล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง ครั้งหนึ่ง ท่านเคยพานักศึกษไปดูงานและไม่ทราบว่ามาเสียเวลาอะไรสักอย่างหนึ่ง เลยต้องไปซื้อไก่ย่างข้างถนน หรือ อาหารให้นักศึกษา แต่พอมาที่ ม แล้วฝ่ายการเงินถามว่าตรงนี้ไม่มีใบเสร็จนี้ ท่านเลยบอกว่าซื้อของที่แบบนี้จะมีใสเสร็จได้หรือ เขาบอกว่าต้องขอใบเสร็จด้วย คุยไปเรื่อย ๆ ผมจำได้ไม่หมด แต่อาจารย์ถามกลับไปที่ รองอธิการ ราชมงคล ว่าเวลาคุณทำบุญคุณของใบเสร็จจากพระหรือเปล่า เชิญพระมาทำบุญมหาลัย คุณให้พระเซ็นใบสำคัญหรือเปล่า ...ผมกับอาจารย์อีกท่านได้แต่ก็นั่งมองหน้ากันและคงอึ่งเหมือนกันหากต้องทำแบบนั้นจริงๆ มันเหมือนเป็นมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งแต่ละที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าที่ไหนจะเจอข้อเสียและยอมรับมันแล้วนำไปแก้ไข
ประโยคเด่นของอาจารย์กฤษณพงศ์ มจธ
เชื่อมั่นคน (ที่ทำวิจัย) ให้มากกว่าเชื่อกระดาษ ว่าเวลาคุณทำบุญคุณของใบเสร็จจากพระหรือเปล่า เชิญพระมาทำบุญมหาลัย คุณให้พราะเซ็นใบสำคัญหรือเปล่า
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
รู้ด้วยคน · 6 มี.ค. 2549
นพ. ชาตรี เจริญศิริ · 6 มี.ค. 2549
Dr. Phichet Banyati · 6 มี.ค. 2549
Anonymous Anonymous · 6 มี.ค. 2549
QRT สสจ. กาญจนบุรี · 6 มี.ค. 2549
นางสาว วรรณศรี ทิวแพ · 6 มี.ค. 2549
ผมกำลังร่างระเบียบการเงินวิจัยใหม่ ไม่เน้นที่ใบเสร็จ แต่จะเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ เอาเวลาคุยกันว่าจะทำอะไรดี ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว มีอะไรที่จะต้องช่วยกันไหม งานเสร็จแล้วผลเป็นอย่างไร จะทำอะไรต่อกันดี คงดีกว่าเอาเวลามานั่งเชคบิล ทำใบเสร็จให้มีหลักฐานครบ ร่างไว้แล้ว แต่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ กำลังหาสมดุลระหว่างความคล่องตัวกับวินัยในการใช้จ่ายเงิน ถ้ามั่นใจเมื่อไรว่าจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย จะนำเข้าพิจารณาในกรรมการบริหารและสภามหาวิทยาลัยต่อไปทันที
สวัสดีคะทุกท่าน
เพิ่งเข้ามาอ่านหัวข้อนี้ ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะคนทำวิจัย เป็นครั้งแรกที่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเอง ที่ได้เข้ามาทำ ก็เพราะว่าเกิดจากการสร้างหัวข้อโดยมองเห็นปัญหาในชุมชนและชาวบ้านเรียกร้องให้ทำ ประกอบกับทางคณฯ จะเปิดตลาดงานวิจัยของตัวเอง เราเลยใช้ความสามารถที่มี ผสมความกล้าบ้าบิ่นที่จะทำ และลุยทำมาตลอดเกือบสองปี จนในที่สุดก็ทำได้ แต่ระหว่างทางพบเจออุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงิน กฏเกณฑ์ หลักฐาน ที่อยากจะบอกว่า ช่างยุ่งยาก และสร้างความหดหู่ ให้กับคนทำงาน หลายกรณี ที่ผู้วิจัยต้องออกเงินเอง เช่น อุปกรณ์ในการบันทึกข้อมูล เช่น กล้องถ่ายภาพ วิดีโอ และบางครั้ง ม้วนวีดีโอ หมด เทปหมด ก็แวะซื้อระหว่างทาง ลืมขอใบเสร็จมาบ้าง ค่าโทรศัพท์ประสานงาน อธิบายว่าเราจะไปหาเขาเพราะอะไร มือถือหลายบาทต่อเดือนนี่คือรายการที่เบิกไม่ได้ แต่ในบางเรื่องเช่น เราไปนอนระหว่างทาง ไม่จำเป็นต้องนอนแพงก็ได้ กินกับชาวบ้านเพราะจะทำให้เราเข้ากับเขาได้ เราก็ต้องมาเขียนเบิกเหมาจ่าย หลายคนบอกว่ามันเฉลี่ยนกันไป แต่ในที่สุดไม่เท่ากันคะ เพราะงานสอนทำให้เรามีเวลาจำกัดในการลงพื้นที่ นอกจากนี้การไปลงพื้นที่ในบางครั้งเราใช้รถส่วนตัว การเบิกมันก็เลยได้ตามระยะทาง แต่ระหว่างที่ไปในหมู่บ้าน ออกจากบ้านนั้นบ้านนี้ เขาไม่คิดให้ การที่เราไปโดยรถส่วนตัวคล่องตัวกว่าใช้รถตู้เยอะ เวลาไปรถตู้ ชาวบ้านตกใจ เออ พวกแกจะมาทำอะไรที่บ้านฉัน ประมาณนั้น กลายเป็นว่า เงินโครงการเลยเหลือ และเหลือเยอะ เหตุที่เราตั้งไว้สำหรับการไปรตถตู้ แต่เราไปไม่ได้เพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม และเลยปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องว่า หากจะไปราชการด้วยการไปแลกเปลี่ยนประเด็นวิจัยที่ต่างประเทศเราจะทำได้มั้ย คำตอบ คือ ได้ และเรื่องก็เดินทางตามกระบวนการ มาติดเพียงแค่เรื่องไม่ได้เข้ามายังคณะกรรมการวิจัยคณะ ทั้งที่ตัวผู้วิจัยเองก็ไม่ทราบว่าทำไม มันถึงไม่เข้าคณะกรรมการวืจัยคณะ ฯ มันเลยกลายเป็นข้อครหา ว่าเราเดินทางลัด เอกสารหลักฐานมีชัดเจนว่าเราไปทำประโยชน์ และมหาลัยเห็นประโยชน์ แต่เรื่องครหา มันเดินเข้าหูทุกคนแล้ว คนทำงานเหนือย นอนตีสี่ กลับจากคณะไม่ตำกว่าตีสองทุกวัน มียามเป็นเพื่อน คนที่ทุ่มเทให้กับงาน แต่ไม่เคยประกาศแจ้งให้ใครทราบกำลังโดนกล่าวหา และในท้ายที่สุด คือ น้ำตา แห่ง ความเสียใจ ร้องไห้ และยอมแพ้ เขียนบันทึกส่งกลับไปว่า จะขอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการไปราชการต่างประเทศ เอง มีจดหมายชื่นชมกลับมาจากที่ไปประชุม ผู้วิจัยเองก็ไม่คาดคิดว่า ตอนที่เขียนโครงการวิจัย ส่งข้อเสนอ งานของตัวเองจะเป็นทีสนใจของเวทีในต่างประเทศ และเขามาเชิญเราไปร่วม แต่ทางเขาเองไม่มีทุนสนับสนุน เราเห็นว่าเป็นโอกาสในการเปิดตัวมหาลัย ประเทศไทยให้เขารับรู้เลยกล้าที่จะเอาเงินที่เหลือจากการทำวิจัย โดยเอกสารการเบิกจ่ายโปร่งใสทุกอย่าง มาใช้อย่างเกิดประโยชน์ที่สุดจะกลายเป็ฯเรื่องอื้อฉาวอย่างนี้ และตัวเองต้องยอมแพ้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง ขอขยายเวลาทำวิจัย เพื่อเอาเงินวิจัยไปทำอย่างอื่น ต้องเหนื่อยต่อไปอีกเป็ฯเดือน แบบนี้ ขอถามทุกท่านว่า จะทำอย่างไร เราให้ค่าตอบแทนผู้ให้ข้อมูล ต้องขอบัตรประชาชน เราไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ เราก็ต้องขอบัตรประชาชน อาจารย์ที่ไม่ให้ ก็คือไม่ได้เงินจากเรา แต่เราก็ให้ท่านเพราะเราเกรงใจ แต่ก็เบิกไม่ได้เพราะไม่ได้บัตรจากท่าน นีคือเรื่องจริงที่เกิดกับคนทำวิจัยคะ ขอความกรุณาแสดงความเป็นกัลยาณมิตรที่ดี และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้วิจัยด้วยนะคะ
อ.พินิตตา สุขโกศล