การไม่มี พวก ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป ในมุมหนึ่ง ยิ่งไม่มีพวกยิ่งได้ซึ่งสิ่งดีๆ กลับมา ยิ่งหลอมรวมความเป็น “เขา” และ “เรา” ให้เหลือแต่ “เรา” ซึ่งก่อพลังที่ยิ่งใหญ่

ในวันที่ 11 เมษายน 2551  ทีมงานเวชศาสตร์ครอบครัว ได้จัดกิจกรรมบริการให้ทีมศึกษาดูงานจาก 3 หน่วยงานได้ร่วมเรียนรู้ ลปรร.   ที่ห้องประชุมของร.พ . พุทธชินราช

 

เวทีนี้เป็นเวทีที่นัดหมายคนไข้ต้นแบบมาร่วมพูดคุยกัน  มีกระบวนการแบ่งคนที่มาเข้าร่วมคละกันเป็น 5 กลุ่ม  ทีมงานจัดเจ้าหน้าที่ลงทำหน้าที่คุอำนวย และคุณลิขิต กลุ่มละ 2 คน  มีหัวหน้างาน และ หัวหน้ากลุ่มงานทำหน้าที่เป็นผู้ฟัง  ผู้สังเกตการณ์รอบนอก   และคอยให้ความช่วยเหลือทีมในบางเรื่อง   ผู้มาขอศึกษาดูงานไม่ได้นั่งร่วมในวงสนทนา  บางคนนั่งอยู่รอบนอกทำหน้าที่เป็นผุ้ฟังและผู้สังเกตการณ์บางคนนั่งอยู่ด้วยเป็นผู้ฟังและฝึกลิขิต   ตัวฉันเองนั่งอยู่รอบนอกที่หลังห้อง และบางโอกาสเดินเข้าไปสังเกตกระบวนงานในกลุ่มใกล้บ้างๆ

ขอ ลปรร.  ในแง่มุมของการใช้  KM  ในบท  change agent และ facilitator  ในสายตาของผู้สังเกตการณ์คนหนึ่ง ที่ได้สัมผัสบรรยากาศของวันนี้  

·       กระบวนงานที่ design ยังไม่หนุนให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อให้พลังในตัวคนเปล่งประกายจนเกิด desire ที่สามารถดึงความรู้ที่คนร่วมเรียนรู้ มีในตนออกมาเต็มที่   ( พี่ดันบางคน feedback ว่า จะถามอย่างไร จะทำอย่างไร ก็ดึงแรงจูงใจไม่ออก )

 

·       กระบวนการที่ใช้อยู่เป็นเวทีแสดงฝีมือ ฝึกฝีมือของ fa  ได้เป็นอย่างดี  แต่ไม่หนุนให้  fa  แต่ละคนได้ ลปรร.ในประสบการณ์จริง  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเติมฝีมือให้กันและกัน  สามารถ share บทบาทกันและกันได้  เสริมบทบาทกันได้ จนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว และหนุนให้ความรู้ที่มีอยู่ในตัวของทุกคนในทีมหนุนเนื่องกันจนเปล่งประกายสูงสุด

 

·     อยากให้คิดใคร่ครวญสักนิดว่า การให้คุณลิขิตออกไปสรุปทุกเรื่องที่จดไว้จากหลายๆกลุ่ม   คาดว่าจะได้อะไร และได้อย่างที่คาดแค่ไหน  ถ้าผู้ที่เข้ามาร่วมมีหลากหลายวัย  มีความสามารถในการรับไม่เท่ากัน  จะปรับกระบวนงานอย่างไรได้อีก จึงจะไปถึงสิ่งที่คาดหวังได้

 

·       สัมผัสได้ว่า เจตนาของการบันทึก  เป็นไปเพื่อนำมาเล่าสู่กันฟังซ้ำโดยคุณลิขิต   จะดีกว่ามั๊ย  หากลองใช้ใจเราประเมินว่า  ถ้าเป็นเรา เรามีความรู้สึกกับการสรุปแล้วนำมาเล่าแบบไหนที่ทำให้อิ่มใจ   ถ้าไม่เข้าใจว่า หมายความว่าอย่างไร ลองใช้เกมกระจก เล่าอะไรสู่กันฟัง แล้ววิเคราะห์ความรู้สึกของผู้เล่าต่อผู้ฟังดู ก็จะเข้าใจ 

·     สัมผัสว่า  การสรุปแบบที่สรุป  มีเจตนาจะดึง keywords  มาสะท้อนเล่าผู้เข้าร่วมกิจกรรม  จึงใช้รูปแบบที่คุ้นชิน   จะดีกว่ามั๊ยที่จะใช้การบันทึกแบบเรื่องเล่า  ถึง  keywords  ใดก็ขีดเส้นใต้ไว้  ก็สามารถนำเรื่องเล่าเหล่านั้นมาใช้ได้แบบเดิม   และเรื่องเล่าที่บันทึกยังเอาไปใช้งานอย่างอื่นได้อีก      

  • จุดสำคัญที่ขาดหายไป คือ  การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีโอกาสสะท้อนบทเรียนรู้

 

มีสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเขาทุกคนในแง่มุมของความเป็นมนุษย์  และขอนำมาให้ได้ร่วมชื่นชม กลุ่มคนที่ทำความดีกลุ่มนี้ด้วยกันอีกมุม ดังนี้

 

·       เมื่อคนรู้จักรัก   ความรักจะช่วยสร้างคน   ช่วยสร้างทีม และความเป็นหนึ่งเดียวกัน    

·      เมื่อคนมีความรัก   คนก็จะรู้จักเผื่อแผ่ จะยินดีร่วมฟันฝ่า จะยินดีร่วมรับทุกข์ของคนในทีม และจะช่วยกันใช้ความรักเยียวยากันและกัน  จนวัฏจักรเหล่านี้ก่อพลังอันยิ่งใหญ่ในกลุ่มของเขาเอง

·     เมื่อความรักถูกเผยแผ่ออกไป  สิ่งที่สะท้อนกลับ  คือ พลังแห่งความรักทำให้คนที่ได้รับความรักได้เยียวยาตนเอง   คนที่ให้ความรักได้รับมอบรักตอบมา  และสะท้อนกลับจนสะท้านสะเทือนเกิดการรวมกลุ่มกันเองของคนต้นแบบที่พร้อมจะเดินเคียงข้างไปและหนุนส่งให้เกิดความก้าวหน้า  

·       พลังแห่งความรัก  ทำให้เกิดการไม่มี พวก  

·     การไม่มี "พวก" ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป   ในมุมหนึ่ง ยิ่งไม่มีพวกยิ่งได้ซึ่งสิ่งดีๆ  กลับมา  ยิ่งหลอมรวมความเป็น เขา และ เรา  ให้เหลือแต่  เรา  ซึ่งก่อพลังที่ยิ่งใหญ่

 

จึงขอนำมาฝากแก่เหล่าบรรดาเพื่อนพ้องทั้งหลายที่จะทำงานเป็น change agent  หรือ  facilitator  หรือ ผู้กำลังทำงานบริหารจัดการ ทั้งหลาย เพื่อเติมพลังใจ

 

ด้วยความขอบคุณจากใจ

13 เมษายน 2551