หมอคิดว่าผมไม่รู้เหรอ?

เมื่อครั้งที่คุณครู เคย์ โรเบิร์ตส์ทอมสัน อาจารย์ของผมมาเยี่ยมดูการรวบรวมข้อมูลวิจัยที่ประเทศไทย และได้มีโอกาสฟังการนำเสนอโครงการของนักศึกษาทันตแพทย์ มธ ฝึกงาน คุณครูเคย์โยนคำถามให้กับนักศึกษาหลังได้ฟังการนำเสนอว่า "ถ้าเราบังคับพวกไม่ให้พวกท่านสอนแปรงฟัน...ท่านจะเหลืออะไรให้ทำ"

โครงการของนักศึกษาทันตแพทย์...ไม่ว่าชั้นปีไหนก็ตาม ยากยิ่งนักที่จะหากิจกรรมที่หลุดพ้นไปจาก "การให้ความรู้"

บันทึกนี้เราจะมามองลึกๆ ลงไปในเรื่อง "การให้ความรู้" นี้กัน

ประเด็นแรก เมื่อนักศึกษาเอ่ยคำว่า "จะไปให้ความรู้" ผมมักจะเกิดคำถามขึ้น (ทั้งในใจ และบางครั้งก็ออกปากถาม) ว่า "ท่านคิดว่าเขายังไม่รู้อะไร" สิ่งที่ท่านต้องการให้เขารู้ จำเป็นแค่ไหนสำหรับชีวิตของพวกเขา

ผมเชื่อว่า คนเราเมื่อเติบโตมาถึงวัยที่ช่วยตัวเองได้แล้ว เขามีความรู้เรื่องสุขภาพในระดับที่พอจะประทังให้ชีวิตรอดแล้วล่ะ...หลักฐานก็คือ เขามีชีวิตรอดมาถึงป่านนี้แล้วอย่างไรเล่า

มีใครไม่รู้บ้างว่า บุหรี่ ทำลายสุขภาพ, มีใครไม่รู้บ้างว่า เมื่อเมาแล้วไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ, มีใครไม่รู้บ้างว่าควรจะต้องแปรงฟันทุกวัน, มีใครไม่รู้บ้างว่าใกล้ๆบ้านเขามียาสีฟันขายที่ไหน

ข้อพิจารณาในประเด็นแรกนี้ก็คือ ท่านจะให้ความรู้ เรื่องอะไร และทำไมท่านถึงคิดว่าเขาจำเป็นต้องรู้ เขาจะรู้ไปเพื่ออะไร

ส่วนใหญ่เมื่อผมถามก็มักจะได้รับคำตอบว่า "เมื่อมีความรู้แล้วจะได้ทำตัวได้ถูกต้อง หรือเรียกอีกอย่างว่าเกิดพฤติกรรมสุขภาพไงครับ"...คำตอบในลักษณะนี้ทำให้ผมมีโอกาสได้พูดหัวข้อที่ผมพูดบ่อยที่สุดในชีวิตความเป็นครูของผม คือประเด็นเรื่องกับดัก KAP ดังจะตามอ่านได้ในประเด็นที่สองครับ

ประเด็นที่สอง ความรู้ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเสมอไป

เวลาเรียนเรื่อง KAP มันเป็นตัวย่อที่ท่องจำง่ายเสียจนเราไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดของมัน เหมาๆ เอาย่อๆ เอา พอจำติดหัวมาได้ว่า K-A-P เลยมักจะคิดไปเองว่า K=>A=>P (สัญลักษณะลูกศร => หมายถึงเป็นเหตุให้เกิด) คือเมื่อคนเรามีความรู้ว่าอะไรดี หรือไม่ดีต่อสุขภาพแล้ว (Knowledge) แล้วเราจะเกิดทัศนคติ (Attitude) ที่ดี แล้วส่งผลให้เรามีพฤติกรรมหรือปฏิบัติ (Practice) กิจกรรมสุขภาพนั้นๆ

ปัญหาคือ เรื่องราวมันไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิครับ เพราะเรามองไปใกล้ๆตัว เราก็เห็นตัวอย่างที่ไม่ตรงกับ K=>A=>P อยู่มหาศาล...ใครไม่รู้บ้างว่า ดื่มน้ำอัดลมแล้วส่งผลเสียต่อสุขภาพ, ใครไม่รู้บ้างว่าควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, ควรกินผักผลไม้เป็นประจำ ฯลฯ เรามีหมอ (คนที่น่าจะ "รู้" เรื่องสุขภาพดีที่สุด) ที่สูบบุหรี่อยู่มากแค่ไหน เทียบเป็นสัดส่วนกับวิชาชีพอื่นๆ แล้วเราดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดหรือเปล่า ฯลฯ

(เพิ่มเติมเรื่อง KAP ตามอ่านได้ที่นี่ครับ http://gotoknow.org/file/siam_ohp/KAP.DOC)

ประเด็นที่สามคือ การให้ความรู้โดยไม่ให้ความสำคัญกับวิธีการเรียนรู้

เราเชื่อว่าการศึกษาคือกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนามนุษย์

แต่การศึกษาไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดข้อมูลโดดๆ แต่การศึกษาคือ การจัดกระบวนการเรียนรู้อันหลากหลายให้ตรงกับจริตของผู้เรียน...เพราะมนุษย์มีลีลาในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป บางคนเรียนรู้จากตำรา, จากการคิดไตร่ตรองใคร่ครวญ บางคนต้องลงมือปฏิบัติ ลองผิดลองถูก มีบ้างที่ได้เรียนจากการอภิปรายถกเถียง สำหรับบางบางคน เรื่องที่ได้เรียนรู้เกิดการผุดบังเกิด หรือปิ๊งแวบ ขึ้นมาเอง

กลุ่มอายุที่แตกต่างกันก็มีวิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เด็กก็เรียนรู้ด้วยวิธีหนึ่ง, ผู้ใหญ่วิธีหนึ่ง, ผู้สูงอายุก็อีกวิธีหนึ่ง

คนชนบท กับคนเมืองก็อาจจะเรียนด้วยวิธีต่างกัน, ชนบทอิสาน กับชนบทใต้ก็อาจจะเรียนรู้ด้วยธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน

เมื่อข้อมูลเข้ากันกับกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม มันจะแปรไปเป็น ความรู้แจ้งแทงตลอดและมันจะหาที่ทางที่จะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้เรียน...นี่คือกระบวนการสร้างปัญญา

กิจกรรม ให้ความรู้...อันที่จริงส่วนใหญ่นั้นลดรูปเหลือเพียง "การบอกข้อมูลให้ทราบ" ที่ไม่สนใจลีลาการเรียนรู้ จึงไม่นำไปสู่ความรู้

พวกเราที่ชอบเผลอเรียกตัวเองว่าปัญญาชน น่าจะคุ้นเคยกับการอัดข้อมูลในลักษณะนี้ เราถึงขนาดบัญญัติศัพท์เฉพาะ ว่า "ขวิด" เพื่อเอาไว้เรียก การย้ายข้อมูลจากตำรามาสู่สมองในระยะสั้นๆ (โดยเฉพาะในคืนก่อนสอบ) เพื่อที่จะลืมในกาลต่อมา ข้อมูลเหล่านั้นไม่เคยเปลี่ยนเป็นความรู้และปัญญา

เขียนยืดยาว ไม่ได้อยากตั้งตนเป็นผู้ต่อต้านการให้ความรู้นะครับ

เพียงแต่อยากจะให้นักศึกษาได้คิดให้ลึกซึ้งก่อนที่จะทำกิจกรรมประเภทนี้

คิดถึงความสำคัญ คุณค่า และรูปแบบของสาร ที่ต้องการสื่อ ทำความเข้าใจเรื่องวิธีการเรียนรู้ของผู้คนที่อยู่ในบริบทและช่วงวัยที่แตกต่างกัน รวมทั้งไม่เล็งผลเลิศว่ากิจกรรมการให้ความรู้นั้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ถ้าจะให้ดีและเกาะกระแสที่สุดนั้น ต้องพยายามเปลี่ยนจากเวที "การถ่ายทอดข้อมูล" ให้กลายเป็นเวทีแห่งการ "แลกเปลี่ยนเรียนรู้" เปลี่ยนท่าทีการจากการสั่งสอนแบบ "หมอรู้ดีที่สุด...เชื่อหมอเถอะ" เป็นท่าทีแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน, ท่าทีแห่งการเกื้อกูล เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ มองหาหนทางในการเดินทางต่อร่วมกัน และที่สุดแล้วเวทีแห่งการเรียนรู้นี้นำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เกิดการสถาปนาความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งเป็นผลอันเป็นที่น่าปรารถนาไปเสียกว่า"การรู้" เสียอีก

 "ถ้าเราบังคับพวกไม่ให้พวกท่านสอนแปรงฟัน...ท่านจะเหลืออะไรให้ทำ"

 เราพอจะตอบคุณครูเคย์ ได้บ้างหรือยังครับ