ความเห็นล่าสุด


ขอบพระคุณที่กรุณาให้ความเห็นครับ เรื่องการขูดหินปูน อาจจะเป็นปัญหาของหมอครับ สำหรับเขาอาจจะไม่ใช่ปัญหา มองในแง่หนึ่งคือ สำหรับผู้สูงอายุท่านนี้ วิธีการดูแลฟันแบบนี้ มันทำให้ฟันยังอยู่ในปากของท่านได้จนอายุ 80 ปี

"เรื่องราว" ที่สนุก

เปลี่ยนพฤติกรรมได้

ลองดูการรณรงค์ทิ้งขยะให้ลงถัง, เดินขึ้นลงบันได และการแยกขวดสำหรับ recycle แบบไม่ต้องบอกข้อมูล

แต่สร้างเรื่องราว

ได้ที่นี่ครับ

http://www.thefuntheory.com/

กราบสวัสดีอาจารย์ชนินทร์ครับผม

ขออนุญาตตอบที่อาจารย์ถามว่า

“ท่านจำเป็นจะต้องพัฒนาสมรรถนะในการสื่อสาร และมีข้อพึงระวังอะไรบ้างในการสื่อสารกับสาธารณะ”

นึกย้อนเมื่อครั้งได้มีโอกาสเรียนกับ อ.ชนินทร์เมื่อเกือบสิบปีก่อนครับ

ยังจำสิ่งที่อาจารย์สอนได้เสมอ

อาจารย์พูดประโยคอมตะให้เราฟังว่า "เรา (หมายถึง นักศึกษา สม รุ่นปี 2544) จ้องจะไปหาแต่ข้อมูล (data) ในขณะที่คนในชุมชนสื่อกับเราด้วยเรื่องราว (stories)"

แง่คิดนี้ผมคิดว่าสามารถนำมาใช้ในเรื่องการสื่อสารด้านสุขภาพได้ด้วยครับ

สมรรถนะ ที่จะเปลี่ยน data เป็น information และสื่อสารในรูปแบบ "เรื่องราว" ไม่ใช่ "การบอกข้อมูล"

เทียบการสื่อสารสุขภาพด้วยเรื่องราวของ สสส กับการบอกข้อมูล ของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อสักสิบปีก่อน จะเห็นภาพได้ชัดขึ้นครับ

ขอบพระคุณครับ

สุธี สุขสุเดช

สวัสดีครับคุณหมอ ขอบพระคุณที่ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสุขภาพนะครับ มีประเด็นที่อยากจะชวนคุยต่อครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนในสองประเด็นนะครับ 1.ผมว่าพวกเรานักสาธารณสุข มักจะเหมา "ระบบสุขภาพ" ว่าเท่ากับ "ระบบการให้บริการสุขภาพ" ซึ่งหากพิจารณาลึกๆ แล้ว การให้บริการสุขภาพ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของระบบสุขภาพทั้งหมด ยิ่งกว่านั้น "ระบบการให้บริการสุขภาพด้วยวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่" ก็มีพื้นที่ส่วนแบ่งไม่มากนักใน "ระบบการให้บริการสุขภาพ" ทั้งหมด ผมอยากจะเสนอว่าวิธีการจะเข้าใจสุขภาพจะให้รอบด้าน ต้องถอดหัวโขนของความเป็น "นักสาธารณสุข" ออกก่อนครับ ต้องทำใจก่อนว่า ลองสมมติว่า ไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มียา ไม่มีสุขศึกษา ฯลฯ ความหมายของสุขภาาพจะเกี่ยวข้องกับอะไร ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างวิธีที่นักฟิสิกส์ท่านหนึ่ง ที่มองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องระบบความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง และการปรับตัวนะครับ ...the holistic view recognizes also that this system is an integral part of larger systems, which implies that the individual organism is in continual interaction with its physical and social environment, that it is constantly affected by the environment but can also act upon it and modify it. ... What is healthy and sick, normal and abnormal, sane and insane, varies from culture to culture. ... To be healthy an organism has to preserve its individual autonomy, but at the same time it has to be able to integrate itself harmoniously into larger system.

[Fritjof Capra 'The Turning Point'  1983]

2. โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า สุขภาพ คือ ความสุข ซึ่งในทางพุทธศาสนา สุข คือ ภาวะที่ปราศจากทุกข์ สุขกับทุกข์ไม่ใช่สองสิ่งที่ตรงข้ามกัน สุข คือ ทุกข์ที่น้อยลง เหมือนๆ กับความเย็นคือภาวะที่เราเรียกความร้อนที่น้อยลง

ผมเขียนมุมนี้ คือ สุขภาพ ในฐานะความอุดมคติของความเป็นมนุษย์เอาไว้ใน บันทึกของผมที่

http://gotoknow.org/blog/siam-ohp/72681

หากมีโอกาสเรียนเชิญแวะเยี่ยมกันได้นะครับ

ขอบพระคุณครับ

เพิ่งเจอมาเมื่อกี๊นี้เอง มันสะเทือนใจจนต้องรีบเอามาแปะ สังเกตหน้าเพจช่วงกลางๆ ฝั่งขวามือนะครับ อีกตัวอย่างที่บอกว่าสังคมมองเราอย่างไร เพจนี้บอกว่าสังคมโลกมองหญิงไทยอย่างไร และ google จัดหมวด "บริการ" ทันตกรรมของไทยไว้กับโฆษณาประเภทใด

ภาพขยาย

นี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่ต้องขยายความอะไรกันอีก

สวัสดีครับคุณsantiphap (ไม่แน่ใจว่าคือ คุณหมอพี่โจ ณ อาจสามารถ หรือเปล่า?)

"...ทพ.(ที่รับ)จัดฟันบางคนกลับทำเสียเอง เราจะช่วยกันแก้ปัญหานี้อย่างไร"

ผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาครับ แต่มีประเด็นสองสามเรื่องที่ต้องมอง

1.ทันตแพทย์ที่จัดฟันแฟชั่นถือว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่?...เท่าที่ผมทราบ ไม่ผิดนะครับ

2.หากไม่ผิดกฎหมาย แล้วการกระทำดังกล่าวเป็นปัญหาอย่างไร?

หากเราเชื่อจริงๆว่า ทันตแพทย์มีความรู้พอที่จะทำการจัดฟันแฟชั่น โดยไม่เป็นอันตราย (ถึงตาย) กับผู้รับบริการ

(ส่วนอันตรายประเภทอื่นๆ เช่น เกิดความเสี่ยงต่อโรคปริทันต์ หรือโรคฟันผุ นั้น ผมว่ามันไม่ชัด และแรงพอที่จะทำให้สังคม

หันมาจับตามองได้)

ปัญหามันก็จะมาตกอยู่ที่หมวด "ความไม่เหมาะสม" ในอีหรอบเดียวกับการให้บริการในเชิงเสริมสวยทั้งหลาย พวกฝังเพชร, ทำเขี้ยว หรือกระทั่งเป็นไปในทำนองเดียวกับ วิชาชีพแพทย์ที่ให้บริการฉีดโบทอกซ์ ขายยาลดความอ้วน ฯลฯ

ความไม่เหมาะสมส่งผลอะไรต่อวิชาชีพ

คำตอบคือ ส่งผลต่อความศรัทธาในวิชาชีพทันตกรรมครับ

เมื่อศรัทธาหมดลง สถานะของทันตแพทย์ จากที่เคยเป็น"วิชาชีพ"ที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละ ไว้ใจได้ ว่าจะพวกเราจะไม่ 'do no harm' ตามจรรยาที่เหมาะที่ควร กลายมาเป็น "อาชีพ" ที่บำบัดความใคร่ของผู้รับบริการ แบบเดียวกับช่างเสริมสวย ที่ผู้มารับบริการจะให้ความคาดหวังสูง ตามราคาที่จ่ายมาก

ทีนี้มาถึงคำถามว่า เราจะแก้ยังไง

ผมเชื่อในการกระทำสิ่งดีงามทีละน้อย ทีละขั้น ว่ามันจะส่งผลสะสมต่อสังคมโดยรวม

ป่วยการที่เราจะสาปแช่งความมืด อยากเห็นแสงสว่างก็ต้องจุดตะเกียง

สังคมจะดี เพราะคนทำตามหน้าที่ของตัวเองครับ

เมื่อคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลไกทางสังคมก็จะทำงาน

ผมไม่ไปชนกับทันตแพทย์เสริมสวย เราไม่มีหน้าที่ตรงนั้น สิ่งที่ผมทำได้ คือการสอนศิษย์ให้คิดเป็น จริงๆ ใครก็อยากสอนให้ศิษย์เป็นคนดีนะครับ แต่การสอนให้เป็นคนดีนั้นยาก สอนให้คิดเป็นนั้นพอไหว ผมเชื่อว่าคนที่รู้คิดนั้นจะมีความมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับกระแสแห่งความชั่วร้ายโดยง่าย

ส่วนบทบาทของทันตแพทย์โดยรวมเล่า ทันตแพทย์จะแก้ปัญหาวิกฤติศรัทธาได้ ก็ด้วยการทำงานแบบ "ตรงไป ตรงมา" นี่ล่ะครับ ให้สังคมเห็นว่า ยังมีทันตแพทย์ที่พวกเขาสามารถเชื่อถือ ไว้ใจ และศรัทธาได้ ทำไปเรื่อยๆ ผลของมันก็จะสะสมเป็นศรัทธาในวิชาชีพระยะยาว

สุดท้ายก็มาสรุปเหมือนบันทึกนี้ล่ะครับ คือจะแก้ปัญหาเรื่องจัดฟันแฟชั่น ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต้องใช้ทางเลือก และโอกาสที่ตัวเองสามารถจะทำสิ่งดีงามต่อผู้รับบริการทันตกรรม อย่างเต็มที่ โดยหวังว่า ในระยะยาว ความดีนั้นจะส่งผลสะสมเป็นความเชื่อถือและศรัทธาต่อวิชาชีพโดยรวม หากทุกคนทำหน้าที่ของตน กลไกทางสังคมทำงานได้ คนที่ให้บริการแบบไม่ตรงไปตรงมา ก็จะอยู่ไม่ได้เอง

ไม่ทราบว่ามองโลกในแง่ดีเกินไปหรือเปล่า แต่ฐานคิดนี้มันมาจากการมองสังคมไทยในแง่ที่ว่า กลไกทางสังคมมันไม่ทำงานครับ

ขอบพระคุณ คุณsantiphap ที่กรุณาเข้ามาให้ความคิดเห็นครับ

จะพยายามเป็นครูที่ดีให้นักศึกษาทันตแพทย์ครับผม

ขอบพระคุณ คุณ santiphap ที่กรุณาเข้ามาแสดงความเห็นครับ

ผู้ให้บริการสาธารณสุข มีข้อได้เปรียบต่างจากข้าราชการกลุ่มอื่นๆ คือ

เราแทบจะไม่มี "พระเดช" เลย เราเป็นพวกมีแต่ "พระคุณ"

คนในชุมชน"เกรงใจ"เรา มากกว่าที่จะ "เกรงกลัว"

ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำความเข้าใจกันและกันครับ

ขอบพระคุณคนงามแดนใต้ที่กรุณาเข้ามาให้ความคิดเห็นนะครับ

สวัสดีครับคุณ Khan

ขอบพระคุณที่กรุณาให้ความเห็นนะครับ

ประเด็นเรื่องวิจัยเชิงคุณภาพนั้นน่าสนใจมาก

ผมเชื่อว่า กระบวนการหาความรู้ ไม่ว่าจะเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพ

ก็มีข้อจำกัดทั้งสิ้น

แต่เป็นหน้าที่ของนักวิจัย ที่จะต้องทำความเข้าใจข้อจำกัดนั้น

ทำความเข้าใจตัวเอง และวิธีที่ใช้ศึกษาหาความรู้

ก่อนที่จะเข้าใจความรู้ที่หามาได้ครับ

สวัสดีครับ อ.สุพักตร์, อ.มัทนา

ขอบพระคุณที่กรุณาเข้ามาให้ความเห็นครับ

สวัสดีครับ ครูสุ

ขอบพระคุณที่เข้ามาทักทายและกรุณาให้ความเห็นครับ

ยินดีครับ อ.อ้อ

เมื่อคืนแวบคิดได้ว่า เราน่าจะมี blog ที่เอาไว้แลกเปลี่ยนเรื่องการเรียนการสอนกันในกลุ่ม ทันตกรรมชุมชน เป็นเวทีเปิดที่ให้อาจารย์ที่มี blog ใน gotoknow อยู่แล้ว มาเขียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และไอเดียกัน

อ.อ้อเห็นว่ายังไงมั่งครับ

สุธี

ขอบพระคุณอ.มัทนาครับ

องค์ความรู้ในบริบทชนบท เรายังไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลย

ไหนจะมีเรื่องชุมชนเมืองกระบุงใหญ่

สรุปว่ามีเรื่องให้เรียนรู้อีกมหาศาล จริงไหม

สวัสดีครับคุณ

Little Jazz \(^o^)/

ขอบพระคุณที่เข้ามาแสดงความเห็นครับ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องจากในเมือง...แต่หมอบ้านนอกก็มีกำลังใจทำงานมากขึ้นครับ

สวัสดีครับคุณ

Little Jazz \(^o^)/

ขอบพระคุณที่เข้ามาแสดงความเห็นครับ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องจากในเมือง...แต่หมอบ้านนอกก็มีกำลังใจทำงานมากขึ้นครับ

สวัสดีครับคุณ Dr.Smile

ลองค้นดูได้ในนี้ครับ

http://dental.anamai.moph.go.th/more_downloads.php?cat_id=1

กับอีกอันของทันตภูธรครับ

http://www.netforhealth.net/ruraldent/

เท่าที่ผมทราบ สองแหล่งนี้เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ทางชุมชนในระบบออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยครับ

ผมชอบตรงประเด็นที่ว่าโดยประวัติศาสตร์ตะวันตกแล้ว ศาสนจักร จะมองวิทยาศาสตร์ เป็นพวกตรงข้ามตลอด เมื่อก่อนศาสนจักรมีอำนาจมาก ก็ไล่บี้ ไล่ฆ่านักวิทยาศาสตร์ ตอนนี้คนเริ่มเห็นฤทธิ์เดชของวิทยาศาสตร์มากขึ้นๆ ต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์ในอยู่รอดในชีวิตประจำวัน ในขณะที่ศาสนาที่เคยเป็นทั้งวิถีชีวิต ตอนนี้ถูกลดความหมายลงมาในขอบเขตของการเป็นที่พึ่งทางใจ อาจจะมองได้ว่านี่เป็นปรากฏการณ์ในการ "เอาคืน" ของฝ่ายวิทยาศาสตร์ก็ได้นะครับ 

สุธี

สนับสนุน+ยุยง ให้ อ.แอมป์แปลเลยครับ

หนังสือในกลุ่มนี้เป็นที่นิยมเมื่อหลายปีก่อนครับ

ประเภทประยุกต์เอาภูมิปัญญาตะวันออกเรื่องการสู้รบ การสงครามทั้งหลาย ทั้ง ซามูไร ซุนหวู่ สามก๊ก เอามาปรับใช้กับการบริหารธุรกิจครับ

ผมเห็นว่าเล่มนี้เอามาประยุกต์กับการศึกษาได้เหมือนกันในแง่การสร้างระเบียบวินัยให้กับตนเองนะครับ

แต่นักวิชาการต้องไม่เดินคนเดียวครับ ผมว่าต้องเดินเป็นกลุ่ม ไม่งั้นหลง

 

เคยไปเจอการ์ดที่ร้านสยามรวย สวนจตุจักร

ข้างหน้าเขียนว่า "คาถา มหา ทน"

ด้านในการ์ด เขียนว่า

           "ช่างแม่ง"

เอาไปสอนให้พนักงานในคณะใช้มาหลายคนแล้ว ปรากฎว่า ได้ผลดีมาก ส่วนใหญ่ยังอยู่กันทนดี

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี