ตับอักเสบและตับแข็ง


ตับที่เสียจะไม่สามารถทำลายของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารหรือของเสียที่ถูกดูดซึมเข้ามาในร่างกาย ของเสียบางอย่างจะไปคั่งในสมองทำให้ผู้ป่วยมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการนอนไม่หลับ คิดคำนวณเลขไม่ได้ ความจำลดลง มีอาการเซื่องซึมและหมดสติ...

 

จากเรื่องตับสองตอนที่กล่าวถึง ยังไม่ได้ระบุถึงลักษณะอาการของผู้ที่มีอาการตับอักเสบ ขออธิบาย คำว่าอักเสบ ก่อนเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

การอักเสบ

การอักเสบ คือ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้น เพื่อป้องกันปฏิกริยาที่อาจจะเกิดขึ้นกับแผลหรือการฟกช้ำ

อาการเฉพาะของการอักเสบ

การอักเสบด้วยระบบภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ 

·         จะเกิดขึ้นตอนของการระดมพบเม็ดเลือดขาวมายังบริเวณที่เป็นนั้น

·         จะเกิดการขยายตัวของเส้นเลือดทำให้เกิดอาการแดง ร้อนบริเวณนั้นเนื่องจากการกระตุ้นของสารเคมีบางอย่างที่ถูกปล่อยออกมา

·         ผนังเส้นเลือดจะเกิดรูรั่วมากขึ้น เพื่อให้เม็ดเลือดขาว น้ำเลือด ซึมผ่านออกมาข้างนอกเส้นเลือดมากขึ้น

สาเหตุทำให้เกิดการอักเสบ (ปวด บวม แดง)

·         การกระทบกระแทก เสียดสี

·         เคล็ด ข้อพลิก

·         ภูมิแพ้

·         การติดเชื้อ

·         ระบบภูมิคุ้นกันทำร้ายตัวเอง

จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ที่พอจะเป็นสาเหตุของตับอักเสบได้ น่าจะเป็น 3 ประเด็น

หลังมากที่สุด ส่วนประเด็นของการกระทบกระแทก ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน (อุบัติเหตุ/การชกต่อย)

 

ตับเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ เช่นเกิดแผลเราไม่สามารถจะมองเห็นได้ ฉะนั้น หากจะให้เข้าใจง่ายๆ ให้ลองนึกถึงแผลอักเสบที่บริเวณผิวหนัง เวลาหกล้ม หรือมีดบาด ลักษณะของการอักเสบไม่แตกต่างกัน

 

ลักษณะการอักเสบของตับ

เนื้อเยื่อของตับจะบวม มีสีแดงขึ้น เนื่องจากบริเวณนั้นจะมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงมาก

ขึ้นมีเม็ดเลือดขาว และ น้ำเหลือง (ซีรั่ม) ของร่างกายซึมออกมาบริเวณนั้นเพื่อจับกินเชื้อโรคหรือทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่ไม่ดีจึงมองเห็นเป็นลักษณะบวมแดงบางครั้งจะร้อน

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้เลยว่าตัวเองมีการอักเสบของตับ จนกว่าจะตรวจเลือดหาค่า

SGOT และ SGPT

 

ลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคตับอักเสบ

 

·         มีอาการเพลียเล็กน้อยไม่ค่อยสบาย

·         รู้สึกจุกแน่นบริเวณท้องส่วนบน หรือตรงกลางแถวๆลิ้นปี่หรือค่อนมาทางขวาบนของช่องท้อง (อักเสบน้อย)

·         ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม (อักเสบมาก)

·         ตาเหลืองโดยสังเกตจากบริเวณตาขาวมีสีเหลืองขึ้น ผิวหนังก็จะออกเหลือง

·         คลื่นไส้อาเจียน (บางคน)

สาเหตุการเกิดตับอักเสบ

 

ไวรัสที่ติดเชื้อเฉพาะตับ ได้แก่ ไวรัส ตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี และ ไวรัสที่ไม่ทราบชนิด โรคตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบ เอ และบี

ไวรัสที่ติดเชื้อในหลายระบบของร่างกาย เช่น เชื้อไวรัส CMV EBV และ เชื้อไวรัสไข้เลือดออก เป็นต้น

ยา สารอาหาร และสารพิษต่างๆ ยารักษาโรคข้อ หรือทานวิตามินเอเกินขนาด เป็นต้น

โรคตับอักเสบจากโรคภูมิต้านทานของตัวเอง ทำลายตับ ฟังดูแล้วอาจจะเข้าใจยากโรคนี้เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายแทนที่จะไปทำลายเชื้อโรค แต่ไปเห็นว่าตับตัวเองเป็นคล้ายสิ่งแปลกปลอมของร่างกายจึงสร้างภูมิต้านทานมาต้านตับตัวเอง

โรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ มักเกิดจากการดื่มมากเกินขนาด ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดในคนที่เป็นโรคตับจากแอลกอฮอล์อยู่แล้วแฟ้มมีประวัติดื่มจัด ดื่มมานาน แล้วดื่มมากขึ้นในเทศกาลงานเลี้ยง ก่อนจะเกิดการอักเสบของตับตามมา

ยาสมุนไพร หรืออาหารอะไรก็ตามที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดปัญหาต่อตับหรือไม่ เพราะตับของแต่ละคนมีปฏิกิริยากับสิ่งเหล่านั้นไม่เหมือนกัน ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า ถ้าทานสมุนไพรทานพืชผักบางอย่างเพื่อรักษาโรคหรือทานยาบำรุงไม่น่าจะมี ปัญหากับตับ อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด

 

เชื้อแบคทีเรีย ได้แก่เชื้อไข้ไทฟอยด์

ไขมันในตับ ถ้าเป็นมากผ่านไปหลายๆปี ก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง หรือมะเร็งตับ

สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ตับขาดเลือด หรือ โรคสารทองแดงหรือธาตุเหล็กสะสมในตับมาก โรคท่อนำดีตีบตัวผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยง

·         มีคนในครอบครัวเป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส

·         มีความเสี่ยงในการสัมผัสเลือด

·         ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มาก

·         ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินปกติ เป็นเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง

·         ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารพวกปลาร้า ปลาดิบ ปลาส้ม หรือ พบเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ

โรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง

          โดยปกติ ตับอักเสบจะหายไปเองภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน หากไม่หาย ถือเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และใช้เวลาสะสมนานประมาณสิบถึงยี่สิบปีจากตับอักเสบธรรมดาจะค่อยๆมีแผลเป็นหรือพังผืดกระจาย

ตับแข็งระยะต้น ซึ่งมักจะไม่มีอาการอะไรแสดงให้ผู้ป่วยทราบได้ แต่เนื้อตับจะเริ่มแข็งขึ้นเสียรูปเนื้อส่วน ที่ดีอยู่ก็พยายามโตแทรกขึ้นมาเป็นวงๆ ทำให้ตับเป็นตะปุ่มตะป่ำ ผิวขรุขระไม่เรียบ

ตับแข็งระยะกลาง มีแผลเป็นในเนื้อตับมากขึ้น

ตับแข็งระยะท้าย เป็นระยะที่ตับทำงานไม่ไหวจะเริ่มเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา เช่น

ขาบวม ท้องบวม

มีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน): เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนแอลบูมินได้พอจึงไม่มีสารที่ช่วยดึงน้ำไว้ในเส้นเลือดร่วมกับความดันของเส้นเลือดดำและหลอดน้ำเหลืองในตับสูงขึ้น น้ำจึงซึมออกมาอยู่บริเวณเนื้อเยื่อต่างๆ

เกิดหลอดเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร:

แผลเป็นในเนื้อตับทำให้หลอดเลือดต่างๆในตับบิดเบี้ยว เล็กลงและแข็งทำให้เลือดไหลผ่านตับไม่สะดวกความดันของเลือดที่วิ่งผ่านตับจะสูงขึ้น เลือดจะเริ่มวิ่งย้อนกลับไปที่ม้ามทำให้ม้ามโตขึ้น หลอดเลือดขอดบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร บางครั้งหลอดเลือดจะแตกออก ทำให้ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอย ถ่ายเป็นเลือดแดงสด อาเจียนเป็นเลือด หรือ อาเจียนเป็นน้ำสีดำคล้ายน้ำกาแฟ 

ม้ามโตและเกร็ดเลือดต่ำ:

เนื่องจากตับไม่สามารถสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดได้พอเพียงร่วมกับมีภาวะเกร็ดเลือดต่ำซึ่งเกร็ดเลือดนั้นมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดเช่นกัน

เลือดออกง่ายและออกแล้วหยุดยาก :

เลือดดำจากม้ามไหลผ่านตับไม่สะดวก ความดันในม้ามสูงขึ้นม้ามจึงมีขนาดโตขึ้นม้ามมีหน้าที่ในการจับกินเม็ดเลือดต่างๆ เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยมีเกร็ดเลือดลดต่ำลงบางคนจะมีเม็ดเลือดขาวลดลงร่วมด้วย

ภาวะติดเชื้อในช่องท้อง :

โดยเฉพาะในคนที่มีน้ำในช่องท้อง เนื่องจากตับไม่สามารถกรองหรือจับกินเชื้อโรคที่ผ่านมาจากลำไส้ได้

ซึมลง :

 ตับที่เสียจะไม่สามารถทำลายของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารหรือของเสียที่ถูกดูดซึมเข้ามาในร่างกาย ของเสียบางอย่างจะไปคั่งในสมองทำให้ผู้ป่วยมีบุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม มีอาการนอนไม่หลับ คิดคำนวณเลขไม่ได้ ความจำลดลง มีอาการเซื่องซึมและหมดสติในที่สุด                                                                      

การรักษา

การเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง ยาที่ใช้อยู่มี interfeon และ lamuvudin

การปฏิบัติตัว

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมในช่วงที่มีการอักเสบของตับ แต่การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้

  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ต้องดื่มน้ำหวานมากๆ เพราะทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้น

                                                                     u-morisawa

 

 แหล่งอ้างอิง: วิเชียร อัศวดากร.”การอักเสบ”.Thai Pharmacist On Web

ศูนย์โรคตับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. “รู้จักโรคตับ”.

 

หมายเลขบันทึก: 175362เขียนเมื่อ 5 เมษายน 2008 00:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 14:23 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (7)

สวัสดีค่ะ พอดีเข้าไปอ่านบันทึกของพี่อุ๊ ได้เห็น ข้อความที่โพสท์ไว้ เลยอ่านเพิ่มเติมมาที่บันทึกนี้ ข้อมูลมีประโยชน์มากค่ะ ละเอียดยิบดีจริงๆ ค่ะ

หวัดดีค่ะ คุณ apple_n_angel

  • ดีใจค่ะที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
  • ข้อมูลทั้งหมด ก็เพราะตัวเองเป็นโรคนี้ก็พยายามจะศึกษาไว้เพื่อความเข้าใจและเป็นแนวปฏิบัติตน รวมถึงเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน
  • เป็นกำลังใจให้คุณเช่นกันค่ะ และชื่นชมในความเข้มแข็งของคุณ
  • ขอบคุณนะคะ ที่เข้ามาเยี่ยม

 

ผมขอหารือ อาการของผม เวลารับประทานอาหารที่มันไม่ต้องการเข้าไป บางอย่างเช่น สุรา ผลไม้บางชนิด เช่น ขนุน มะม่วง สละ ฯลฯ จะมีอาการ แพ้ ร้อนใน ภายในปากจะเป็นแผล อวัยวะภายใน บวม รวมถึงตับด้วย ซึ่งหมายถึงตับเกิดการอักเสบไปด้วย เป็นอย่างนี้มา 4-5 ปีแล้ว ผมเองรู้สึกเหนื่อยท้อแท้ ผมเป็นโรคอะไร ครับ ตรวจ sgot gpt บางครั้งขึ้น เกิน 40 แต่ก็พยายามรักษาระดับไว้ แต่ก่อนใช้ สเตรอยด์ เดียวนี้ใช้วิตามินซี มีวิธการอื่นอีกไหมครั้บ

ขอบุณมาก

ประสาร

ตอนนี้มีอาการตัวเหลืองซีดเป็นบางครั้งแต่ตาไม่เหลืองนะคะรู้สึกเหนื่อยง่ายความจำลดลงบ้างแต่ยังไม่มากเท่าไหร่ปัสสะวะเป็นสีเหลืองโมโหง่ายแต่ก็หายเร็วหมอบอกว่าเป็นโรคเอส แอล อี แต่อาการทั้งหมดก็มีแค่นี้ค่ะจึงอยากรู้ว่าเป็นมากน้อยแค่ไหนคะขอบคุณค่ะ

ดิฉันอยากทราบว่าตับเป็นแผลพอจะรักษาได้ไหมคะ และต้องรักษาวิธีไหน

ตอนนี้คุณหมอบอกว่าคุณพ่อมีแผลที่ตับ ช่วยตอบหน่อยนะคะ

ตับแข็งระยะกลางมีโอกาสรักษาหายไหมครับ

โรคตับ รักษาด้วยวิธีใหม่ ชีวโมเลกุล

การฟื้นฟูรักษาด้วยชีวะโมเลกุล สำหรับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

ปัจจุบันนี้คนเราเกิดภาวะตรึงเครียดเนื่องด้วยหลายๆสาเหตุ และปัจจัย ทำให้ร่างกายและจิตใจของเกิดโรคต่างๆขึ้นมากมาย แต่พวกเรายังโชคดีที่ว่ามีการค้นพบการป้องกันสภาพที่เสื่อมโทรมนี้

โดยปรัชญาเบื้องต้น สิ่งที่สำคัญพื้นฐานสำหรับการมีสุขภาพที่ดีคือ แสงแดด, ออกซิเจน, น้ำ, การได้รับสารอาหารที่สมดุล และ การออกกำลังกายที่เพียงพอ

การวิจัยใหม่ค้นพบว่าห้าข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต แต่เนื่องด้วยชีวิตปัจจุบันทำให้สิ่งต่างๆ สารอาหาร น้ำดื่ม อากาศที่ไม่บริสุทธิ์ การได้รับแสงแดดที่ไม่เพียงพอหรือผิดช่วงเวลา ทำให้เราได้รับสิ่งไม่มีคุณภาพเพียงพอเราจึงต้องอาศัยตัวช่วยเพื่อให้ได้รับสิ่งสำคัญที่เพียงพอ

ผลของการบำบัดด้วยเซลล์ :

-ต่อต้านความชราและการแก่ก่อนวัยอันควรที่เกิดจากความเหนื่อยล้าทั้งทางร่ายกายและจิตใจ

-ฮอร์โมนไม่สมดุลและไม่มีประสิทธิภาพของต่อมไร้ท่อ

-ปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยทางอารมณ์และจิตใจ, ความเจ็บป่วยเนื่องจากความเครียด

-อาการอ่อนล้าเรื้อรัง(Chronic Fatigue Syndrome CFS)

-การพักฟื้นหลังจากโรคหรืออุบัติเหตุ

-กระดูกสันหลังและไขข้อเสื่อม

-ความบกพร่องของกล้ามเนื้อและระบบประสาทบางประเภท

-โรคเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเนื้อเยื้อเรื้อรัง

-ปัญหาระบบหมุนเวียน

-โรคเกี่ยวกับระบบย่อย

-ระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมสภาพและการติดเชื้อ

-การสร้างเซลล์ เนื้อเยื่อและอวัยวะขึ้นมาใหม่

-ภูมิคุ้มกัน สารต่อต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการอักเสบ

-การควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ

-โปรโมทและบำรุงรักษาการหมุนเวียนเลือด

-เพื่อให้มั่นใจการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการรักษาบาดแผล

-การเพิ่มประสิทธิภาพของการฟื้นฟูระบบประสาท

-ควบคุมความสมดุลของระบบฮอร์โมน

-ปรับปรุงระบบทางเดินอาหารที่จะนำไปสู่การกำจัดอาการท้องผูก

-เพิ่มความยืดหยุ่นที่ข้อต่อและหมอนรองกระดูก

-ปรับปรุงการรับรู้และการตื่นตัวของสมองและเสริมสร้างความชุ่มชื้นของผิวหนังชั้นนอกซึ่งนำไปสู่ผิวที่กระชับ สดใสและเรียบเนียน

-เพิ่มความหนาแน่นของชั้นหนังแท้โดยการเร่งคอลลาเจน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี