ทำให้ได้คิดว่า คนเรานี่ ไม่มีสติ ก็ทำให้ทำงานผิดพลาดได้

 

     ระยะนี้ ผู้เขียนไม่สามารถ นั่งทบทวนไป แล้วเขียนบันทึกไป เหมือนอยู่เมืองไทยได้ จึงขอนำเรื่องราวที่บันทึกไว้ มาให้อ่าน ลำดับเหตุการณ์กันไปก่อน เมื่อถึงเมืองไทยแล้ว ถือว่าจบภารกิจที่ทำมา ก็คงจะได้รายละเอียด ของการเป็นอาสาสมัครในครั้งนี้อีกครั้งค่ะ

  วันนี้ ขอให้ทุกท่าน ตั้งใจร่วมเดินทางไปส่งผู้เขียนด้วยกันนะคะ ตามบันทึกมาเลยค่ะ  

............................................................................................................................

       วันเดินทางมาที่อินเดีย ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ผู้เขียนมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ก็ปล่อยให้ทุกอย่าง ดำเนินไปตามทางเดินที่จะเป็น แต่ก็ถือว่าเตรียมตัวมาดีพอสมควร เพราะ ไม่มีการลืมหน้าลืมหลังกันอีก ในวันเดินทาง แต่ช่วงที่ จะต้องเข้าไปเช็ค หนังสือเดินทาง เพื่อ เข้าไปรอขึ้นเครื่องนั้น พอผู้มาส่ง สุดเขต ผู้เขียน ก็รู้สึก เหมือนทั้งโลก เหลือเราคนเดียว และต้องดำเนินการทุกอย่างต่อไปคนเดียว เมื่อถึงคิวตรวจเอกสาร ผู้เขียน ไม่ได้เขียนใบ เข้า ออกประเทศ ที่ติดมากับซองตั๋วเครื่องบิน เจ้าหน้าที่จึงให้ไปกรอกให้เรียบร้อย ขณะนั้น เป็นเวลา ที่ใกล้จะถึงเวลาที่เขานัดให้ไปรอ ที่พักโดยสารแล้ว ที่จริงผู้เขียนใช้เวลา กรอกไม่ถึง ห้านาทีก็จะเสร็จ แต่ เจ้าอาการตื่นเต้น ผสมผเสกัน ทำให้กรอกผิด กรอกถูกแม้แต่ชื่อตัวเอง ทำให้ได้คิดว่า คนเรานี่ ไม่มีสติ ก็ทำให้ทำงานผิดพลาดได้ ผู้เขียนจึงตั้งสติ หยุดเวลา และค่อยๆกรอกเอกสารต่อไป

  จากนั้นก็เดินทางไปห้องพักผู้โดยสาร น่าแปลก ทำไมระยะทางมันยาวไกลเสียเหลือเกิน ทั้งที่เดินจ้ำอ้าวแล้ว ผ่านแต่ร้านรวง ดิวตี้ฟรี ที่รอเชิญชวนให้แวะ ซื้อของ ทีต้องใจ นี่กระมัง ที่เขามักเปรียบการเดินทาง ของนักปฏิบัติธรรมว่า ถ้าเรามัวแต่แวะโน่น ชมนี่ ที่สุด ก็จะถึงจุดหมายช้าไปทุกที ผู้เขียนเกิดความคิดเช่นนั้น จริงๆ เมื่อผู้เขียนเดินทางมาจนถึงประเทศอินเดีย ด้วยเวลา ๓.๓๐ ชั่วโมง  แต่กลับรู้สึกว่า การเดินทาง ในสนามบินสุวรรณภูมินั้น ยาวนานที่สุด รู้สึกปวดข้อเท้าจริงๆ

   เคยคิดว่า เที่ยวบินนี้ น่าจะมีคนแขกเป็นส่วนมาก แต่กลับเป็นว่า ไม่เห็นแขกสักคน มีแต่คนตัวขาวๆ บางคนก็พูดไทยจ้อ บางคนก็พูดภาษาของตน น่าจะเป็นจีน ,เกาหลี หรือญี่ปุ่นนั่นแหละ โดยเฉพาะคนที่นั่งแถวเดียวกับผู้เขียนนั้น ฟังภาษาไทย ไม่รู้เรื่อง ตามที่เห็นแอร์โฮสเตส เข้ามาสอบถาม

 การบินไทย บริการประทับใจเสมอ ถึงราคา จะสูงกว่า สายการบินเจ้าบ้านไปบ้าง แต่ก็อบอุ่นดี เหมาะสำหรับ คนที่ยังไม่อยากรู้สึกโดดเดี่ยว ในทันทีที่ขึ้นเครื่อง

  ระหว่างเดินทาง ไม่ได้หลับพักผ่อนใดๆ มองดูวิวตลอด โชคดี ที่นั่งใกล้หน้าต่าง เที่ยวบินนี้ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามแผ่นดิน ครบถ้วน ใกล้จะถึงอินเดีย ซึ่งผู้เขียนคำนวณจากเวลา มองลงไปข้างล่าง เห็นภูเขาหิน ที่ไร้ต้นไม้ ทุ่งนาข้าวปูลาดเขียวขจีสบายตา แม่น้ำเนรัญชรา ที่มีแต่ผืนทราย เพราะน้ำแห้งสนิท แต่ อาณาบริเวณ กว้างกว่า แม่น้ำเจ้าพระยา หลายสิบเท่า มองเป็นสีขาวทอดยาวไกลสุดสายตา

   เครื่องร่อนลงตามเวลาพอดี ขณะนั้น เวลาท้องถิ่น คือ ๑๓.๕๐ น. สนามบินเมืองคยา(Gaya) เล็กนิดเดียว มีเครื่องบินลำเดียวคือลำที่ลงอยู่นี่แหละ และเมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองเจ้าหน้าที่ที่ตรวจคนเข้าเมืองก็คนเดียวอีก ที่สุดผู้เขียน ก็ผ่านด่านมาได้อย่างง่ายดาย และต่อไปคือการรอคนมารับไปวัดไทยพุทธคยา ซึ่งจะเป็นใคร ด้วยเหตุใด โปรดติดตามตอนต่อไป

                            การเดินทางคนเดียว เป็นอะไรที่สุดยอด และมีความตื่นเต้นตลอด