หลายคนมองว่า "ทหารเป็นตัวแทนความรุนแรง" แต่ครูบางคนมองว่านักเรียนต้องทั้ง "เก่ง"และ "แกร่ง"

ณ โรงเรียนวัดเวฬุวัน(สารภีชนากูล) ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีการเปิดให้มีการเรียนการสอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สภาพโรงเรียนถึงแม้ว่าจะอยู่ติดถนนใหญ่สายเชียงใหม่ ลำพูนแต่ก็มีความร่มรื่น บริเวณโรงเรียนสะอาดสะอ้าน ไม่มีเศษขยะ สนามหญ้าเขียวขจีมีลานกีฬา มีระบบการดูแลความปลอดภัยโดยมียามรักษาการณ์หน้าประตู รถเข้าออกทางเดียว มีโต๊ะนั่งให้เด็กได้พักผ่อนยามว่าง การจัดวางตำแหน่งอาคารสถานที่ มีการวางผังให้สนามหญ้าอยู่ติดถนน ถัดเข้าไปด้านในเป็นอาคารเรียน ซึ่งช่วยเป็นการลดมลภาวะทางเสียงจากยานพาหนะที่ผ่านไปมา และที่น่าสะดุดตาแก่ผู้ผ่านไปมาคือหน้าโรงเรียนจะมีการขึ้นป้ายว่าเป็นโรงเรียนในฝัน ตามโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนในฝัน มีป้ายโรงเรียนวิถีพุทธและมีป้ายขึ้นหลายต่อหลายป้าย จากการสนทนาแบบเรียบง่ายกับ ผอ.มานพ   จินะนา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว สาระการพูดคุยแบบเป็น กัลยาณมิตรในหลายครั้งหลายคราวสรุปได้ว่า โรงเรียนเวฬุวันนอกจากจะจัดการเรียนการสอนตามปกติแล้วยังมีหน้าที่เพิ่มขึ้นในการต้อนรับแขกจากที่ต่างๆ ที่มาดูงานโรงเรียนเกือบทุกวัน บางครั้งวันละหลายๆ คณะ เขามาดูการจัดการเรียนการสอน มาดูระบบการจัดกิจกรรมเพราะโรงเรียนเราได้โรงเรียนในฝัน เราได้เพราะเราทำในสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กและชุมชนจริงๆ ไม่ใช่ว่าเราทำเพื่อจะได้โรงเรียนในฝันหรือรางวัลอะไร รางวัลมันเป็นแค่ผลพลอยได้โรงเรียนมีกิจกรรมที่คนอื่นสนใจคือเราจะเอานักเรียนที่เข้าม.1 ทุกคน เข้าร่วมอบรมเป็นหลักสูตรคล้ายกับการฝึกเป็น ยุวชนทหาร ตอนนี้เราเริ่มมาได้ 2 ปี จึงมีเด็กที่เป็นยุวชนอยู่คือ  ม.1 ม.2 ปีหน้า(2551) ก็จะมี ม.1- ม.3 ให้เด็กได้ฝึกกับทหารจริง ๆ มีการเข้าค่าย ทดสอบกำลังใจ กระโดดหอสูง มีการแต่งกายคล้ายทหาร แล้วเราก็ติดยศให้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอบรมเข้าค่ายแล้วก็จบ แต่ยังต้องมีการฝึกทบทวนทุกวันพุธตอนบ่าย โดยมีการประสานงานกับหน่วยทหารจากกองพันพัฒนาที่ 3 ให้มาช่วยฝึกทั้งนี้ที่มาที่ไปของโครงการนี้ เรามองเห็นว่าเด็กของเราในสังคมขาดระเบียบ ขาดวินัย แม้แต่ว่าเด็กที่จบออกโรงเรียนไปก็มีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน ก้าวร้าวและสร้างปัญหาหลายอย่าง เด็กที่ออกไปแล้วเรามองว่าเป็นปัญหาซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นตัวสะท้อนว่าสังคมกำลังมีปัญหา อย่างเด็กที่นี่ถึงแม้ว่าจะเรียนกับเรามาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ครูรู้จักเด็กและครอบครัวเป็นอย่างดี ซึ่งตอนอนุบาลถึงประถมเด็กจะไม่มีปัญหา แต่พอขึ้นม.ต้น โดยเฉพาะช่วง ม.2 เทอม 2 มันเป็นช่วงวัยที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยที่คึกคะนองอยากรู้อยากลอง โรงเรียนเรารับเด็กในพื้นที่บริการทั้งอำเภอและเราเลือกเด็กไม่ได้ เราไม่เลือกว่าเด็กจะเก่งหรืออ่อน แต่จุดสำคัญคือเมื่อเขามาเป็นลูกเราแล้วจะทำอย่างไรให้เขา เป็นคนดี เป็นคนแกร่ง เป็นคนเก่ง จุดเริ่มต้นคือการที่เราได้มองเห็นถึงเด็กที่เกาหลี เขามีการฝึกวิชาทหาร ให้มีความอดทน อดกลั้น คนของเขาจึงแกร่งและไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคอะไรง่าย ๆ เราจึงอยากให้เด็กไทยเราเป็นอย่างนั้นบ้าง เพื่อให้เขาได้เตรียมตัวเผชิญกับชีวิตในสังคมที่มันมีแต่ความโหดร้าย แก่งแย่งแข่งขันเมื่อเขาจบไปเขาต้องเผชิญโลกกว้างอีกมาก เราก็ต้องให้เขาได้เตรียมรับเตรียมเจอเหตุการณ์ ต่าง ๆ มากมาย ไม่ใช่ให้แต่วิชาความรู้แล้วก็จบ แต่ต้องสอนวิชาชีวิตด้วย เราไม่ได้ฝึกให้เด็กใช้แต่กำลังเหมือนที่หลายคนเข้าใจ แต่ปรัชญาของเราคือต้องสอนให้เด็กเป็นคนดีก่อนเป็นอันดับแรก เพราะบทเรียนในสังคมมันมีอยู่มาก เป็นคนเก่งแต่ไม่ดี สังคมก็ล่ม เด็กที่มาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนไปจนถึงพอมีพอกินไม่ร่ำรวยอะไร เป็นครอบครัวระดับล่างๆ และครอบครัวที่มีปัญหาด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่แยกทาง เด็กอยู่กับพ่อหรือแม่ หรือพ่อแม่เสียชีวิต อยู่กับตากับยายเด็กกลุ่มนี้น่าเป็นห่วง เพราะไมมีใครดูแลเอาใส่ใส่ ทั้งเรื่องอาหารการกิน การแต่งกาย การให้คำปรึกษาเด็กมันก็หันหน้าเขาหาเพื่อน ซึ่งเพื่อนเองก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน เลยชวนกันลองผิดลองถูกสังคมไล่บี้ซ้ำเติมอีก ท้ายที่สุดก็เตลิด ยิ่งเฉพาะโรงเรียนหลายๆ ที่ครูก็จะเอาแต่เด็กเก่ง ๆ จะชมแต่เด็กที่สอบได้ที่ 1 เด็กที่เรียบร้อย มีการให้รางวัลหน้าเสาธง แต่พอมีเด็กทะเลาะกันครูก็เอาเด็กไปทำโทษประจานหน้าเสาธงแทน และเด็กกลุ่มนี้เวลาทำอะไรก็มักจะไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของครูเท่าไหร่นัก เราต้องช่วยกันเปลี่ยนฐานคิดตรงนี้ ไม่ใช่ไปมุ่งแต่สอนเด็กให้ได้เกรดดี ๆ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย มันเหมือนกีฬาที่เป็นแบบแพ้คัดออก แน่นอนว่าผู้แพ้ต้องมีความคับข้องใจ เพราะเขาจำเป็นต้องลงแข่งในสิ่งที่เขาไม่มีความถนัด แต่ถูกบังคับให้ต้องแข่ง เมื่อเขาแพ้เขาก็ต้องหาทางออกด้วยการเป็นผู้ชนะ การให้ผู้อื่นยอมรับ แต่ด้วยวุฒิภาวะที่เป็นเด็กจึงไม่เลือกวิธีการถูกหรือผิดรวมถึงเรื่องของการก่อความรุนแรงอย่างที่งานวิจัยนี้มาทำ  หลายโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมใหญ่ ๆ เขามุ่งให้เด็กที่จบไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าเข้าได้มากก็เป็นชื่อเสียงของโรงเรียน ผู้บริหารก็พลอยมีชื่อเสียงไปด้วย ซึ่งมันเป็นการหวังผลในระยะใกล้ เขามองว่าปรัชญาการศึกษาตามพรบ.การศึกษาปี 42 เป็นสิ่งที่เหนือความสามารถที่จะกระทำได้ ที่เขาทำไม่ได้ไมใช่เป็นเพราะ พรบ. แต่เป็นเพราะเขาไม่เปลี่ยนวิธีคิด เพราะชีวิตและความสำเร็จของคน ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้วัดแค่นั้น แต่ต้องไปวัดถึงการประสบความสำเร็จในชีวิต ที่เขาว่าฐานของตึกคืออิฐ ฐานชีวิตคือการศึกษา นั่นมันหมายถึงว่าต้องเป็นฐานที่ดี ฐานที่ถูกต้องมีการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีแต่เกรด แต่คะแนน แต่ต้องมีทักษะชีวิตเป็นฐานสำคัญแต่ละคนมีฐานไม่เหมือนกัน ต้องจัดการเรียนการสอนให้เขาตามศักยภาพที่เขามี


เส้นทางของโรงเรียนก็มิได้โรยและโปรยด้วยดอกกุหลาบปัญหาเองก็มีอยู่หลากหลายเช่นเดียวกับโรงเรียนทั่ว ๆ ไป ซึ่ง ผอ.มานพ ท่านได้สะท้อนเพิ่มเติมว่า ปัญหาของโรงเรียนนอกจากเป็นเรื่องของการมุ่งแก้ปัญหาและหาทางพัฒนานักเรียนซึ่งส่วนใหญ่เราใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการติดต่อและสื่อสารกับผู้ปกครองทันทีที่เกิดปัญหาด้วยการโทรศัพท์ซึ่งช่วยป้องกันระดับความรุนแรงไม่ให้เพิ่มขึ้นแล้ว เรายังมีปัญหาเรื่องความไม่ค่อยให้ความร่วมมือของผู้ปกครองโดยเฉพาะการประชุม การวางแผนร่วมกัน เพราะวิถีชีวิตของผู้ปกครองที่นี่ต้องทำงาน ต้องรับจ้าง ผู้ปกครองบางคนก็อายุมาก มาร่วมประชุมไม่ได้ เราทำสถิติไว้ ผู้ปกครองเด็กอนุบาลนี่จะมาเกือบครอบ ระดับประถมก็เริ่มลดลง โดยเฉพาะ ป.5-ป.6 แต่จะลดลงมากในช่วงมัธยม มันแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ได้สนใจเด็กเท่าไหร่ ไม่เห็นความสำคัญของการประชุมร่วมกับทางโรงเรียนแต่ยิ่งเป็นการผลักภาระให้โรงเรียน ดังนั้นเมื่อมีปัญหาจึงโทษโรงเรียนมากกว่า ครูมีภาระมาก เพราะต้องสอนคน ไม่ใช่สอนหนังสือ สัดส่วนครูต่อนักเรียนเรามีน้อยกว่าโรงเรียนใหญ่ แต่เด็กนักเรียนเรามีพันกว่าคน ซึ่งมากกว่า เราได้รับสนับสนุนงบประมาณตามรายหัวก็จริง แต่มันได้น้อยกว่า เพราะระดับประถม มันได้รับงบประมาณน้อยกว่าอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านี้การขอรับการสนับสนุนงบจากท้องถิ่นเป็นหลักนี่ยิ่งยาก เพราะเขาไม่ค่อยสนใจ เขาสนับสนุนแต่เป็นพวกอุปกรณ์การเรียนเล็ก ๆ น้อย ๆ งบส่วนใหญ่เขาเอาไปลงด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า ไม่สนใจที่จะลงทุนกับคนซึ่งมันยั่งยืนกว่า เราก็ต้องใช้วิธีหางบพัฒนาของเราเอง ไม่ว่าการจัดสวัสดิการโรงอาหาร การจัดตลาดนัดวันอาทิตย์ที่ต้องมีการจัดการขยะเป็นอย่างดี เรามีสถานที่กว้างพอ ก็ประยุกต์ใช้ให้มันได้ประโยชน์ทุก ๆ ฝ่าย โรงเรียนก็ได้งบนอกระบบราชการมาช่วยพัฒนา ทุกอย่างมันจัดการได้ถ้าเราจัดการเป็น อย่างเรื่องแนวทางการแก้ปัญหาเด็กที่เราเคยมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ซึ่งเราก็เสนอว่าเราต้องเปลี่ยนมุมมองว่าเด็กเป็นผู้สร้างปัญหาใหม่ ต้องมองเห็นศักยภาพเขา ต้องให้การเสริมแรงมากกว่าลงโทษหรือควบคุม ต้องให้โอกาสเขา เขาอยากทำอะไรมาคุยกัน ให้เขาทำในสิ่งที่เขาชอบ ต้องมีการเสริมวิชาชีพเหมือนที่โรงเรียนทำอยู่ มีการประสานความร่วมมือกับศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานในการฝึกอาชีพให้เด็ก ตามความสนใจเขา เพราะอย่างน้อยที่สุดหากเขาจบไปเขาไม่ได้เรียนต่อก็จะได้ใช้เป็นอาชีพได้ คนเราพอมีอาชีพ มีรายได้ ก็จะรู้จักคุณค่าของเงิน ใช้เงินอย่างประหยัดมากขึ้น ซึ่งมันต้องแก้ที่สาเหตุ ไม่ใช่ไปตัดสินแล้วขับเขาออกจากสังคม..

 

จากบทสนทนา คงไม่สรุปหรือวิพากษ์ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณในการใช้หลัก โยนิโสนมนสิการ ในการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย แต่ที่ ตกผลึก อย่างหนึ่งคือ การบริหารการศึกษา ต้องบริหารจิตและวิธีคิดของผู้บริหารก่อน

 

"จะปลูกพืช  ต้องเตรียมดิน

จะกิน ต้องเตรียมอาหาร

จะพัฒนาการ ต้องพัฒนาคน

จะพัฒนาคน ต้องพัฒนาใจ

จะพัฒนาใคร ต้องพัฒนาตน"