"วิจัยท้องถิ่น" หรือว่า "ท้องถิ่นถูกวิจัย"

วิจัยท้องถิ่นด้วยท้องถิ่น สร้างชุมชน เพื่อชุมชน

 

การพัฒนาอย่างยั่งยืน ( Sustainable Devellopment ) เป็นวาทกรรมที่สถาปนาขึ้นหลังจากที่สังคมไทยได้ค้นพบว่าการพัฒนาที่ผ่านมาเน้นการนำไปสู่ความทันสมัย ( Modernization ) ที่สร้างความเจริญทางวัตถุอย่างยิ่งยวดด้วยระบบทุนนิยม แต่มิติตรงข้ามกลับบั่นทอนความงอกงามที่ดีของต้นทุนทางสังคมไทยลงจนเป็นที่มาของปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและอาชญากรรม ทั้งปัญหาชุมชนล่มสลายเนื่องจากระบบการศึกษาได้แปลกแยกคนออกจากวิถีวัฒนธรรมโดยการปลูกฝังให้เกิดค่านิยมการบริโภค การให้ความสำคัญกับองค์ความรู้จากตะวันตกจนละเลย ปัญญาแห่งแผ่นดิน หรือ ภูมิปัญญา ที่ถูกสั่งสมอยู่อย่างหลากหลายตามความหลากหลายของนิเวศวัฒนธรรม การสร้างวาทกรรมการพัฒนาที่ว่าด้วยความ โง่ จน เจ็บ ที่จะต้องได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะจากนโยบาลการรวมอำนาจสู่ส่วนกลาง ที่มุ่งให้ภาครัฐเข้มแข็ง และปลูกฝังแนวคิดว่ารัฐจากส่วนกลางเท่านั้นที่มีอำนาจในการพัฒนา ในลักษณะของผู้ให้ ผู้รับ ( Donor-Ricipient ) นำมาสู่ความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรอันเป็นฐานชีวิต ซึ่งกลับกลายให้สังคมชนบทอ่อนล้า จนต้องมีการปรับเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมไปสู่วงจรอุบาทว์ของการเป็นหนี้สินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากระบบเกษตรสมัยใหม่ การส่งเสริมพืชเชิงเดี่ยว การใช้สารเคมีในระบบเกษตร รวมถึงการอุปโภค บริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยที่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมทางฐานะทางเศรษฐกิจ สุขภาพอนามัยไม่ว่าจะเป็นปัญหาเอดส์ ยาเสพติด ภาวะการฆ่าตัวตาย  และปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

เมื่อเรามองเห็นปัญหาสังคมที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบ ประเภท ระดับความรุนแรงของปัญหาที่มีมิติแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขปัจจัยและบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งมิติทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม กระบวนการจัดการและแก้ไขแต่ละปัญหาก็มีความแตกต่างกันไปทั้งที่เป็นระบบ และไม่เป็นระบบหรือในลักษณะของการแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก โดยขาดการมองปัญหาให้เห็นสาเหตุปัจจัยและเงื่อนไขของปัญหา การกำหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหาและการเลือกแนวทางแก้ปัญหาที่หลากหลายด้วยกระบวนการพุทธวิธีที่เรียกว่า อริยสัจ อันจะนำไปสู่กระบวนทางปัญญาซึ่งมีรากฐานที่มาจากคำว่า วิจโย หรือ วิจัย นั่นเอง ดังนั้น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ( Community-Based Research ) จึงมีความหมาย มีกระบวนการและมีคำตอบอยู่ในบริบทของตนเอง กล่าวคือ

1.      มีโจทย์หรือปัญหามาจากท้องถิ่น ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีความแตกต่างกัน ทำให้มีสภาพปัญหามีความแตกต่างและหลากหลายไปด้วยตามบริบท( Context )แต่ละแห่ง เช่นในตำบลหนึ่งประกอบด้วย 9 หมู่บ้านซึ่งล้วนมีปัญหาเรื่องที่ดินในเขตป่าสงวน ในแต่ละหมู่บ้านมีระดับของปัญหาต่างกันเช่น หมู่บ้าน ก อยู่ในเขตต้นน้ำ หมู่บ้าน ข ทำการเกษตรแบบเข้มข้นและใช้สารเคมี หมู่บ้าน ค ถูกบุกรุกที่โดยนายทุน เป็นต้น จะเห็นว่าแม้จะมีปัญหาเหมือนกันแต่ว่าในแต่ละหมู่บ้านสภาพปัญหาจะแตกต่างกัน ดังนั้นโจทย์หรือปัญหาจะต้องเป็นโจทย์เฉพาะที่หรือเฉพาะแห่งก่อนแล้วจึงมีการเชื่อมโยงประเด็นที่เกี่ยวข้องในภายหลัง

2.      ท้องถิ่นได้ใช้ประโยชน์จากกระบวนการ ซึ่งนั่นหมายถึงว่าคนที่อยู่ในท้องถิ่นต้องเกิดการกระบวนเรียนรู้ท่ามกลางการทำงานมีการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ ไม่ได้หมายถึงการใช้ประโยชน์จากเอกสารเฉพาะเมื่องานวิจัยหรือกระบวนการสิ้นสุดลงเหลือไว้แต่เอกสารการวิจัย หากแต่ได้รับผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการวิจัย การปฏิบัติการ และการมีส่วนร่วม ( Particpatory Action Research : PAR )

3.      ท้องถิ่นได้รับประโยชน์โดยตรงจากผลงานวิจัย ในรูปแบบผลสัมฤทธิ์อันประกอบด้วยผลผลิต ( Output ) และ ผลลัพธ์ ( Outcome ) เช่นกรณีวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการจัดการข้าว ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่องานวิจัยสิ้นสุดลงจะได้มากกว่าการทราบถึงภูมิปัญญาและเอกสารสรุปการวิจัย หากแต่จะได้การมีส่วนร่วมของคนที่เกี่ยวข้อง การเรียนรู้จากรุ่นสู่รุ่น การอนุรักษ์หวงแหนท้องถิ่น ฯลฯ อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ท้องถิ่นมีการทำแผนผังครูภูมิปัญญา มีการประสานแผนไปยังองค์กรปกครองท้องถิ่น มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ เป็นต้น และเมื่องานวิจัยสิ้นสุดลงจะเกิดกระบวนการสังเคราะห์ความรู้(ตกผลึก) เพื่อสามารถนำไปเป็นแนวทางและขยายผลในการพัฒนาหรือการผลิตซ้ำสร้างองค์ความรู้สู่ชุมชนและสังคมอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงต่อไป

โดยสรุปลักษณะของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงเป็นการที่ผู้มีส่วนได้เสียโดยเฉพาะคนที่อยู่ในท้องถิ่นหรือผู้ที่อยู่กับปัญหาได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนที่จะค้นพบปัญหา ร่วมวางแผน ร่วมลงมือปฏิบัติ ร่วมประเมินผลการปฏิบัติ และร่วมรับผลจากการปฏิบัติอย่างเป็นหุ้นส่วน เป็นภาคี เป็นพันธมิตร ( Partnership ) ก่อเกิดความต่อเนื่องในกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น จนสิ้นสุด จากระดับแนวคิด ทฤษฎี หรือที่เรียกว่า ปริยัติ มาสู่การลงมือ ลงแรง ลงความคิดในการ ปฏิบัติ และรับผลจากการปฏิบัติที่เราเรียกว่า ปฏิเวธ เช่นตัวอย่างของ ชาวสวน หรือคนทำสวน (ปริยัติ) ปลูกผักหลากหลายชนิดด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์  (ปฎิบัติ) นำผลผลิตซึ่งมีคุณภาพไปขายจนไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดทำให้มีฐานะร่ำรวยและเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านเกษตรกรตัวอย่าง (ปฎิเวธ) หรือกล่าวโดยนัยยะหนึ่งคือ   ชาวบ้าน = นักวิจัย(ระดับปฏิบัติการ) = นักพัฒนา   อันจะนำไปสู่การจัดการสังคมที่หลากหลายระดับ กล่าวคือ

1.      การจัดการชีวิต เช่น สุขภาพอนามัย การจัดการครอบครัว การสร้างสัมพันธ์ เศรษฐกิจครัวเรือน การวางแผนการศึกษา การประกอบอาชีพ เป็นต้น

2.        การจัดการกิจกรรม เช่น งานหน้าหมู่ งานอนุรักษ์  การเสนอโครงการต่อเนื่อง การจัดการงบประมาณโครงการ เป็นต้น

3.      การจัดการความสัมพันธ์ ทั้งในมิติของความสัมพันธ์ระหว่าง คนกับคน ( Human & Human ) หรือ คนกับธรรมชาติ( Human & Nature ) และ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ( Human & Spiritual )

4.        การจัดการประชากร เริ่มตั้งแต่การจัดการในชุมชน สัดส่วนผู้ด้อยโอกาส สัดส่วนแกนนำแต่ละระดับ เป็นต้น

5.        การจัดการองค์กร เช่นการสร้างการมีส่วนร่วม การวางกฎระเบียบของกลุ่ม การบริหารจัดการตามหลัก ธรรมาภิบาล เป็นต้น

6.      การจัดการท้องถิ่น เพื่อสร้างความลงตัวระหว่างวิถี วัฒนธรรม กับฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อย่างผสมผสานและเหมาะสมกับเฉพาะถิ่นเป็นต้น

7.        การจัดการความรู้ ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับงานวิจัย ด้วยการค้นหา คัดสรร จัดเก็บ ยกระดับ เผยแพร่ความรู้ที่มีอยู่

8.        การจัดการสังคม เช่น การสังเคราะห์ความรู้เพื่อขยายผลและจัดการความรู้เพื่อผลักดันหรือเสนอแนะทางนโยบาย เป็นต้น

 

ข้อเสนอแนะต่องานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

งานวิจัยท้องถิ่นต้องควบคู่กับกระบวนการพัฒนาที่ต้องมองให้เห็นถึงความสำคัญของแต่ละบริบทพื้นที่ ซึ่งบางแห่งนักวิจัย(จากภายนอก)ได้วางตัวเป็นนักวิชาการ (เกิน) ในการศึกษาพื้นที่ด้วยกระบวนการวางธงหรือกำหนดปัญหาการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากภายนอก ทำให้ไม่ทราบปัญหาที่มีความซับซ้อน ก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่เร่งด่วนและฉาบฉวยอีกทั้งหลายพื้นที่ยังติดเรื่องเงื่อนไขของการรายงานการเปิดเผยข้อมูลต่อแหล่งทุน ส่งผลให้ชาวบ้านหรือผู้ที่อยู่กับปัญหาไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดก่อให้เกิดช่องว่าง เช่น นักวิจัยภายนอกมองเห็นปัญหาแต่มองไม่เห็นศักยภาพชุมชน มองเห็นสถิติตัวเลขต่าง ๆ แต่มองไม่เห็นมิติความเป็นมนุษย์ มองเห็นผลลัพธ์งานวิจัยแต่ไม่เห็นกระบวนการเรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งการจะใช้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเป็นฐานในการพัฒนาตามเจตนารมณ์นั้นควรจะใส่ใจและมองอย่างเป็นองค์รวมในรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.        ต้องสร้างระบบชุมชนเข้มแข็งทั้ง ระบบการบริหารจัดการองค์กร ระบบข้อมูลสื่อสาร ระบบการจัดการความรู้ ซึ่งต้องจัดการตั้งแต่ระดับการจัดการตนเอง การจัดการเครือข่าย สู่การจัดการท้องถิ่น

2.        ต้องจริงจังกับระบบข้อมูลมีการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย ( Stake Holder ) ทั้งส่วนของชุมชน ราชการ และองค์กรปกครองท้องถิ่น ควรใช้ข้อมูลเชื่อมโยงให้เกิดผลสูงสุด

3.      ต้องจัดการระบบสื่อสารให้ครอบคลุมและต่อเนื่องในการ สร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ สร้างการยอมรับ สร้างความร่วมมือ สร้างการสนับสนุน และสร้างความต่อเนื่อง

4.      ต้องแปลงแนวคิดสู่การจัดการ มีการนำสิ่งที่มีอยู่มาจัดการสู่การพัฒนาไม่หยุดอยู่กับที่ เชื่อมโยงมิติวัฒนธรรมสู่ความเป็นทางการและสากล หรือที่เรียกว่า ยกระดับกระดาษทดให้เป็นกระดาษครุฑ

5.      ต้องมีการเรียนรู้การทำงานร่วมกันกับภาคีที่หลากหลายและเป็นกัลยาณมิตร แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ค้นหาจุดยืน ปรับเข้าหากันทั้งในส่วนของ ชาวบ้าน ราชการ อปท. นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ฯลฯ

6.      ต้องทำงานเชื่อมโยง 3 พื้นที่ให้เกิด นั่นคือ 1)มีพื้นที่รูปธรรมรองรับชัดเจน 2)การสร้างพื้นที่ทางความคิดหรือพื้นที่ทางสังคมที่เป็นพื้นที่สาธารณะที่เกิดจากการสื่อสารข้อมูลสู่สังคม และ3) พื้นที่ทางนโยบาย โดยการนำข้อมูลที่ได้รับจากพื้นที่รูปธรรมในการวิจัยมาขยายผลเพื่อผลักดันกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ.ป่าชุมชน พรบ.หลักประกันสุขภาพ ฯลฯ

การวิจัยเพื่อท้องถิ่น ( Community-Based Research )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไป



ความเห็น (0)