ปัญหาการศึกษาไทย ทางออก(คงจะ)อยู่ที่ทางเข้า

                จากประสบการณ์ด้านการศึกษาประกอบการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยซึ่งต้องมีการปฏิสัมพันธ์กับโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม พบว่า ปัญหาสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ "กรอบความคิด "ระบบปฏิรูปการศึกษา ไม่ได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน และหลากหลายเพียงพอโดยเฉพาะระบบโครงสร้างของสังคม ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตลอดจนผลกระทบในด้านการเรียนรู้ การดำเนินชีวิตของเด็ก ๆในภายหน้า

                การปฏิรูปการศึกษา จึงได้เพียงกรอบความคิดกว้างๆที่จับต้องอ้างอิงได้น้อยมาก เช่น การพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีจริยธรรมวัฒนธรรม (รายละเอียดเพิ่มเติมในหมวดที่ 1 พรบ. การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542) กรอบความคิดกว้างเปิดโอกาสให้ตีความการปฏิรูปการศึกษาในความหมายแคบเช่นการจัดตำแหน่งภายในกระทรวง (ชาวบ้านเรียกว่าการปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการ)ที่เหมือนการเล่นเก้าอี้ดนตรีกันของผู้ใหญ่ที่เหมือนว่ามีแต่อายุและตำแหน่ง  การประโคมสื่อเรื่องเด็กเป็นศูนย์กลางแต่ให้ความหมายแคบมีการศึกษาที่แทบจะไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคม หรือสภาพปัญหาของท้องถิ่นการประเมินผลรับรองมาตรฐานโดยบริษัทเอกชนตามกรอบความคิดของระบบการปฏิรูประบบการศึกษามาตรฐานของผู้ประเมินและบริษัทก็ต่างกัน แถมยังถูกกำกับให้เป็นบล็อกเดียวจากผู้ว่าจ้าง (สมศ.) เสรีภาพทางวิชาการไม่ก่อเกิด ผลการประเมินแทบจะเอาไปใช้จริงไม่ได้  การประเมินไม่ได้ชี้ชัดเกี่ยวกับความหมายของการศึกษาของสังคมไทยยามวิกฤตไม่เห็นภาพความคิดเห็นร่วมกันของสังคมไม่แน่ใจว่าจะจัดการศึกษาเพื่อการเพิ่มปริมาณสินค้าหรือการศึกษาที่เอาคนเป็นศูนย์กลางอย่างสอดคล้องกับระบบอื่นๆ ที่กำลังเคลื่อนตัว เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ วัฒนธรรมท้องถิ่นชุมชน โดยเฉพาะวิถีวัยรุ่นในปัจจุบันที่อยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ทั้งเรื่องปัญหายาเสพติด และความรุนแรง ฯลฯ  การปฏิรูประบบการศึกษา ยกระดับได้ไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงในลักษณะ "ฉับพลัน" ของขบวนสังคมรอบข้อง ไม่เข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้พร้อมด้วยความด้อยประสิทธิภาพในการปกป้อง เยียวยาปัญหาของเด็กที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งโอกาสในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพตามความคาดหมายของทุกฝ่ายไม่สามารถตอบคำถามสำคัญเช่น การศึกษาของลูกหลานชาวบ้าน ขาวเขา ครอบครัวชาวนาชาวไร่ ลูกหลานกรรมกร คนจนผู้ติดเชื้อ แรงงานข้ามชาติ เป็นอย่างไร ? เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไรกับการศึกษาของธุรกิจการค้า การแข่งขัน ? เพื่ออะไร?โอกาสที่จะทำให้ระบบการศึกษาเป็นระบบใหญ่ ซึ่งสามารถกำหนดระบบอื่นๆ ได้ เช่น การเมือง สังคมเศรษฐกิจได้ ไม่ใช่อนุระบบ ที่ถูกกำหนดโดยการเมือง ระบบเศรษฐกิจ จะทำอย่างไร? ที่จะปกป้องการศึกษาจากการรุกรานของระบบการค้า การเอากำไรที่โหมโฆษณาอย่างเสรีรุนแรง ขบวนการเคลื่อนไหว ของระบบปฏิรูปการศึกษา อ่อนล้า ไร้พลัง หมดความหมายไม่มีคำตอบ เพราะตัวผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฎิบัติก็มีกรอบความคิดไม่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติงานทางการศึกษากลายเป็น กรรมกรวิชาการ ในขณะที่นักวิชาการและนักการเมืองระดับสูงกลายเป็น วิศวกรวิชาการ บนหอคอยงาช้าง