· วันที่ 13 – 15 มีนาคม 51 นี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมพัฒนาจิต ในกิจกรรมที่ 3 การฝึกกรรมฐาน ในกลุ่มที่ 2
· การอบรมรอบนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก วันที่ 13 – 14 มีนาคม 51 กลุ่มที่ 2 วันที่ 13 – 15 มีนาคม 51
· การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ได้เห็นข้อบกพร่องของตนเองมากมาย
· เรื่องแรก เมื่อตอนที่สมัครไม่ได้ดูปฏิทินกำหนดการประชุมคณะกรรมการประจำคณะฯ ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 14 มีนาคม 51 ถือเป็นข้อผิดพลาดข้อแรกที่ไม่รู้จักตรวจสอบกำหนดการต่างๆให้ดีเสียก่อน
· เมื่อใกล้กำหนดการเข้ารับการอบรม จึงได้ทราบว่า 2 งานนี้ซ้อนกัน จึงได้บอกให้น้องที่จัดงานนี้ว่าคงไปเข้าร่วมและขอออกจากวัดในคืนวันที่ 13 มีนาคม และเมื่อประชุมเสร็จการประชุมแล้ว ช่วงบ่ายวันที่ 14 มีนาคม จึงค่อยเข้าไปอบรมต่อ น้องเค้าก็บอกว่าไม่เป็นไร ได้คุยกับทางวัดไว้แล้ว เราก็สบายใจไปเปาะหนึ่ง
· เรื่องที่ 2 พอถึงวันจริง เช้าวันที่ 13 มีนาคม ด้วยความที่คิดว่าจะขับรถยนต์ไปเอง และกำหนดการให้พร้อมกันที่ถึงศาลาสุทธิญาน เวลา 7.30 น. จึงใจเย็น จนกระทั่งไปถึงวัดไม่ได้ดูว่ากี่โมง แต่ผู้ร่วมอบรมไปถึงก่อนแล้วและเตรียมรับประทานอาหารแล้วที่สถานที่รับประทานอาหารแล้ว เมื่อไปถึงจึงตามไปที่ที่รับประทานอาหารของวัด เสียงน้องคนนึงในคณะฯแนะนำให้รู้จักแม่ครัว ว่านี่หัวหน้าหนูค่ะ แม่ครัวบอกว่าอ้อ หัวหน้ามาช้า โดนใจมากเลยค่ะ นี่ถือเป็นข้อผิดพลาดข้อที่ 2
· วันแรกนี้ มีทั้งวิทยากร สอนตั้งแต่การกราบพระที่ถูกต้อง คือ กราบท่าเบญจางคประดิษฐ์ คือ นั่งคุกเข่า พนมมือที่หน้าอกและยกขึ้นให้ปลายหัวแม่มือจรดที่หัวคิ้ว ก้มลงกราบให้จุด 5 จุด สัมผัสพื้น คือฝ่ามือ ทั้ง 2 หัวเข่าทั้ง 2 และหน้าผาก และเมื่อกราบพระครบ 3 ครั้งแล้ว พอเงยหน้าจากพื้นต้องให้ปลายหัวแม่มือจรดที่หัวคิ้วอีกครั้งก่อนลดมือมาพนมที่หน้าอก จึงจะเป็นที่เรียบร้อย
· มีการสอนให้นั่งฟังพระเทศอย่างสำรวม ด้วยค่ะ คือ นั่งพับเพียบ เก็บเท้า และเอามือมาประสานที่หน้าตัก ด้านข้าง
· การอบรมเป็นไปด้วยดี ค่ะ ที่ใครๆขู่ว่าเข้มมากๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไรในวันนี้
· แถมประทับใจเมื่อตอนที่นั่งสมาธิ แต่ช่วงบ่าย อากาศวันนี้ร้อน จึงปวดขามาก เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่ทั้งปวดขาและเหงื่อท่วมตัว พระท่านบอกว่าที่เรานั่งสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก แล้วปวดขา ยังไม่เท่าการคลอดลูกของแม่ นึกภาพแม่เบ่งลูกออกเลยค่ะ และท่านยังบอกว่าการนั่งสมาธิ ประมาณเวลา 15– 20 นาที ไม่น่าจะมีใครถึงแก่ชีวิต ก็น่าจะจริงของท่าน
· ช่วงเช้าของวันแรก มีน้องที่คณะฯอีกคนพูดถึงการบวช จึงทราบมาอีกว่า คนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คงเรียกการฝึกกรรมฐานเช่นนี้ว่าการบวช หรือการอยู่กรรม
· พอถึงกลางคืน จึงมานึกได้ว่า เอ ความจริง เช้าวันรุ่งขึ้นกิจกรรมเริ่มตั้งแต่ เช้า 04.00 น. และรับประทานอาหาร 08.15 น. เราเข้าคณะฯเท่าเวลาทำงาน คือ 08.30 น. คงพอจะทัน แต่ด้วยความที่พึ่งมานึกได้เอาเมื่อดึกเสียแล้ว แถมไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม นี่ถือเป็นเรื่องที่ 3 ที่ไม่ตรองให้ดี จึงกลับบ้านและกลับมาถึงวัดเอาเมื่อตีสี่กว่าๆแล้ว ทันได้สวดมนต์ทำวัดเช้า ชนิดที่เข้าไปช้าอีกแล้ว ค่ะท่านผู้อ่าน นี่ถือเป็นเรื่องที่ 4
· เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย จึงเข้าไปทำงานได้ทันเวลางาน 08.30 น. เมื่อประชุมเสร็จตอนบ่าย จึงเข้าไปอบรมต่อ
· วันที่ 14 มีนาคม 51 นี้ เป็นวันพระ ได้ร่วมการสวดมนต์ทำวัตรเย็น ได้ฟังสวดที่ยาวนานและไพเราะมาก น้องอีกคนเค้าประทับใจเรื่องนี้ เพราะเค้าบอกว่าไม่เคยได้ร่วมการสวดมนต์ที่ยาวนานเช่นนี้มาก่อน ไอ้เราถูกเกณฑ์ไปนั่งต่อหน้า พระครูปลัดสิทธิวรวัฒน์ แถมให้เป็นผู้ถวายพานดอกไม้ขอขมาด้วย จึงตื่นเต้นพอสมควร เพราะเป็นการสวดที่ยาวนาน นั่งพับเพียบพลิกขาไปมาเป็นสิบครั้งได้
· ท่านได้กรุณาเทศน์ให้ฟังหลายเรื่องรวมทั้งศีลห้า มีอยู่ข้อนึง คือ การลักขโมย ท่านบอกว่า แค่การถือวิสาสะไปเอาของๆใครเท่านั้นก็ผิดศีลข้อนี้แล้ว
· คืนนี้ที่วัดนอนหลับสบายดีมากๆ แต่เช้ามานั่งคิดว่า เมื่อวานนี้ ตอนที่น้องๆกลุ่มแรกลาศีล 8 แล้ว แล้วเค้าให้คืนปลาสติกป้ายชื่อ แต่เรารีบ จึงไม่ทันที่จะหาป้ายชื่อของตัวเองดีๆ จึงหาไม่เจอ มีน้องคนนึงได้เอาป้ายนั้นให้เรา เราก็เอาไว้โดยไม่ได้บอกทางวัด ก็ถือว่าเป็นการวิสาสะ เหมือนกันนะเนี่ย นี่ถือเป็นเรื่องที่ 5 เข้าไปแล้วที่ผิดพลาด
· พอเช้าวันสุดท้าย เมื่อลาศีลแล้วช่วงเช้า แต่จริงๆ กำหนดการอบรมต้องถึงตอนเย็น แต่ยังไม่ทันเที่ยงวัน ได้บอกลาแม่ครัว แล้วบอกท่านว่าจะกลับก่อนกำหนด ท่านจึงบอกว่า หลวงพ่อท่านไม่ชอบนะ เพราะ ถือว่าได้ให้สัจจะไว้แล้ว โอย รับปากหลานว่าจะไปรับไปเรียนพิเศษซะด้วย พลาดอีกข้ออีกแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องที่ 6 จะพยายามมาไหว้พระสวดมนต์บ่อยขึ้นและหัดฝึกปฏิบัติเองที่บ้านก็แล้วกัน และคงต้องหาโอกาสมาฝึกใหม่ เป็นการแก้ตัวก็แล้วกัน (ปลอบใจตัวเองอีกแล้ว)
· ถือได้ว่าการเข้าฝึกอบรมครั้งนี้ มีข้อที่ต้องปรับปรุงตัวเองเยอะมากๆ เพราะเราทำผิดได้ตลอดเวลา ทุกขณะ นี่ขนาดยังไม่ได้ทบทวนเรื่องที่เราอาจไปทำโดยไม่เจตนาอีกพะเรอเกวียน
· เพราะฉะนั้น คนเราต้องพยายามระวังตัวให้มีสติตลอดเวลาเลยนะคะ ท่านๆ
ขอบคุณคุณ รักชาติ ท. บ. พล ทหาร ที่มาร่วมแลกปลี่ยนค่ะ
ชีวิตคนเรา หากใช้การกำหนดจิตเฝ้าระวังตนเองไว้ได้มากที่สุดย่อมเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณใบบุญ ชื่อของเราคล้ายกันนะ คุณเป็นใบ แต่ตัวเองไม่มีราก
แต่มีความคิดเห็นคล้ายยกันนะคะ อยากบอกว่าวิสัยบัณฑิตพึงเพ่งโทษและค้นหาข้อผิดพลาดของตัวเองค่ะ
ขอบคุณ คุณ คนไม่มีราก ที่แวะมาเยี่ยมยามกันค่ะ ยินดีมากที่ชื่อของเราคล้ายกัน แถมมีความคิดที่คล้ายกันอีกนะคะ
เหมือนกับพระท่านว่านะค่ะ ทำอะไรต้องมีสติทุกอย่าง จะลุกจะนั่งก็ต้องรู้ตัวเอง จะขับรถก็ต้องมีสติ จะกินจะรับประทานอาหารก็ต้องมีสตินะค่ะ จะขึ้นรถก็ต้องมีสติและสตังค์ด้วยนะค่ะ (เกี่ยวกันไหมค่ะ) ถ้าเราไม่มีสติก็จะเกิดความประมาทน้าค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ ครูดอย.คอม มีนา ประวัง
นั่นน่ะซิ นะคะ
แตหลายครั้งที่เรารีบมากจนลืมการมีสติ คะ
สวัสดีค่ะ...พี่ใบบุญ
ขอบคุณคุณอ้อยขวั้นที่มาเยี่ยมเยือน
คุณอ้อยขวั้นสบายดีนะคะ พักนี้ ทำโน่นนี่กับสุขภาพเพราะใช้เค้ามา จึงต้องหันมาดูแลเค้าบ้าง ค่ะ