การนวดข้าวของชาวใต้

ก่อนที่จะนวดข้าว ต้องเอาเรียงข้าวมาตากแดด
หงายตั้งขึ้นแผ่เรียงเป็นเหมือนน้ำพุ เรียกว่า "หงายบัว"  รวงข้าวจะแห้งอย่างทั่วถึง

หลังจากตากแดดจนรวงข้าวแห้งดีแล้ว ประมาณสองสามแดด  ก็นำไปเก็บไว้เป็นเรียงอย่างนั้น เมื่อจะนำมาหุงกินก็นำออกมานวดและสี
         การนวดเขาใช้วิธีย่ำด้วยเท้า เพราะการใช้แกระเกี่ยว รวงข้าวที่ได้จะสั้น จึงไม่สามารถจับรวงฟาดเพื่อให้ข้าวเปลือกหลุดจากรวงได้  จึงต้องใช้เท้าเหยียบบิดนวดไปมา ถ้ารวงแห้งดีเมล็ดข้าวจะหลุดออกจากรวงง่ายมาก  นวดทีละหนึ่งกำหรือหนึ่งเรียง (ถ้าเท้าใหญ่)  บ้างนวดทีละครึ่งเรียง (ถ้าเท้าเล็ก)  ระวังเจ็บฝ่าเท้าถ้าเท้าไม่ด้านพอ...!

การนวดข้าวแบบนี้สนุกมาก  เพราะทุกๆคน ทุกๆสรรพสัตว์ สามารถร่วมวงไพบูลย์ได้

นี่คือโรงนวดข้าวประจำบ้าน ยึดมาจากคุณแมน(ม้าไทย)ชั่วคราว  เป็นศาลาที่กระทัดรัดเหมาะสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ

สุดท้ายได้ข้าวเปลือก เอามาใส่กระด้งฝัดเมล็ดข้าวลีบออกไป 
ก็จะได้ข้าวเปลือกเต็มเม็ดคุณภาพดี

เมื่อนำไปสีเอาเปลือกออกเป็นข้าวกล้อง  แบบนี้

หรือเอาไปสีเป็นข้าวสาร ก็จะเป็นดังนี้  (สังเกตข้าวลูกจะมีอาการแคระแกรนเล็กน้อย อาจเป็นเพราะน้ำไม่ถึง ฝนทิ้งช่วงตอนที่ข้าวตั้งท้อง)

      เป็นอันว่า การปลูกข้าวครั้งแรกในปี'50 ก็จบลงด้วยดี ได้ข้าวมาหุงกินอร่อยสุดๆ และยังเหลือจ่ายแจกผู้มีพระคุณกันทั่ว คนละถุงเล็กๆ ให้พอชิม  ภูมิใจ อิ่มใจ และอิ่มกายไปอีกสักระยะ 

 
ส่วนปี'51 จะเริ่มกระบวนการเมื่อไหร่ก็ขอดูฟ้าฝนก่อน...ละกันนะ