เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเราที่มีต่อการให้ความหมายคำว่า “วัฒนธรรม” เปลี่ยนจากที่เคยมองว่า วัฒนธรรมเป็นชีวิตหรือของสูง ของดี ของเก่า ควรค่าแก่การสืบสานอนุรักษ์หรือยกย่องเชิดชู มาเป็น “วิถีชีวิตหรือสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเราที่แสนจะธรรมดาสามัญ”

คำจำกัดความ วัฒนธรรม ที่ความหมายไม่เคยจำกัด

 

            เช้านี้อ.โก๋ถามขึ้นมาว่า วัฒนธรรม หมายถึงอะไร ในฐานะศิษย์นวัตกรรมฯ เอกบริหารงานวัฒนธรรม มธ. คนหนึ่ง ตอบได้ว่า วัฒนธรรม คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง อาจดูไม่มีหลักการไปหน่อย แต่ก็เป็นการตอบแบบใช้ความเข้าใจจริงๆ เพราะไม่ว่าคุณจะขึ้นรถเมล์ ไปทำงาน มานั่งกินข้าว เที่ยวดูหนัง หรือพูดคุยกับเพื่อนๆ ทุกๆ ที่ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเป็นผลิตผลของวัฒนธรรมทั้งสิ้น อาทิ

            วัฒนธรรมการขึ้นรถเมล์ : ที่ไม่เคยเข้าแถว (ยกเว้นขึ้นรถ shuttle bus ที่ BTS เคยนำมาให้บริการ อย่างไรก็ตามก็ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยกำกับระเบียบอยู่ดี) รถเมล์มาคุณต้องแย่งกันขึ้น นี่ก็เป็นวัฒนธรรม...

            วัฒนธรรมในที่ทำงาน : องค์กรที่คุณอยู่มันเป็นแบบไหน แต่ละที่ล้วนมีวัฒนธรรมองค์กรทั้งสิ้น เช่น ต้องไปกินข้าวพร้อมๆ กันกับหัวหน้างาน / ต่างคนต่างไปกินข้าว ดูแลตัวเอง / การสั่งงานต้องสั่งเป็นลำดับขั้นต้องทำจดหมายมา หรือการสั่งงานได้โดยตรงตามหน้าที่ที่แต่ละคนรับผิดชอบ เหล่านี้ก็คือวัฒนธรรมองค์กร...

            แต่ถ้าจะเอาความหมายเชิงวิชาการจริงๆ ก็ต้องกลับมาค้นตำรับตำราที่บ้าน เพื่อความถูกต้องต่อการอ้างอิง (เก็บคำถามเขามาตอบต่อนะเนี่ย) ก็ได้ความว่า

คำนิยามที่นักวิชาการต่างชาติ Raymond Williams ให้ไว้ คือ “Culture is ordinary in every society and in every mind” (ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับคำนิยามส่วนตัวของเรานั่นแหละ ส่วนคำนิยามของนักวิชาการไทยจำได้ว่าเคยอ่านงานของอ.ธีรยุทธ์ บุญมี แต่หาต้นฉบับไม่เจอ ถ้าเจอจะต้องมาเขียนเพิ่มเติมแฮะ)

ประเด็นก็คือ การนิยามคำว่าวัฒนธรรม หรือ การศึกษาทางด้านวัฒนธรรม มันสามารถแบ่งนิยามได้หลายประเภท เช่น นิยามในเชิงของอารยธรรม / เชิงสัญญะ / เชิงการเมือง / เชิงจิตวิทยา ฯลฯ

หรือถ้าจะแบ่งประเภททางวัฒนธรรมก็สามารถแบ่งได้เป็น วัฒนธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมทางจิตใจ นอกจากนี้ยังแบ่งย่อยได้เป็นวัฒนธรรมระดับสูง กลาง ต่ำ วัฒนธรรมพื้นบ้าน วัฒนธรรมราษฎร์ วัฒนธรรมหลวง วัฒนธรรมสมัยนิยม ฯลฯ สารพัด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนสำหรับสังคมไทยก็คือ ความอคติและความคับแคบของกระบวนทัศน์วัฒนธรรมไทย ดังที่อ.พัฒนา กิติอาษา ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้ว่า

เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดของเราที่มีต่อการให้ความหมายคำว่า วัฒนธรรม เปลี่ยนจากที่เคยมองว่า วัฒนธรรมเป็นชีวิตหรือของสูง ของดี ของเก่า ควรค่าแก่การสืบสานอนุรักษ์หรือยกย่องเชิดชู มาเป็น วิถีชีวิตหรือสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเราที่แสนจะธรรมดาสามัญ

ด้วยวิธีคิดต่อความหมายคำว่า วัฒนธรรม ในลักษณะที่เป็นของเก่าควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้นี่เอง คนไทยส่วนใหญ่จึงมีภาพในหัวว่ามักจะหมายถึง ลิเก รำไทย ลำตัด ฯลฯ ที่เตรง เตรง เตรง...จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เรามักจะถูกทำหน้างงๆ แปลกๆ ใส่เสมอ เวลาใครถามว่า จบอะไรมา...มันก็เป็นผลพวงมาจากอคติและความคับแคบของความเข้าใจต่อคำว่า วัฒนธรรม ของคนไทยเรานี่เอง