...ทางออกจึงไม่น่าจะอยู่ที่การห้ามพระเข้าไปเล่น หรือสั่งปิด website เจ้าปัญหาดังกล่าว หากแต่อยู่ที่การพัฒนาปัญญาของผู้ใช้ ให้คิดเป็น ใช้เป็น ทำให้ใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด...

วันนี้ด้วยความง่วง เลยนั่งเปิดวิทยุเบาๆ ในขณะที่นั่งเขียนงาน ซึ่งช่วงข่าวมีการคุยกันในประเด็นของพระที่เข้าไปเล่น Internet ใน website Hi 5 ซึ่งเป็น webpage ส่วนตัว ที่ให้ใช้พื้นที่ฟรี สมาชิกจะมีการ post รูปภาพ คลิปวีดีโอ และสร้างเครือข่ายการสื่อสารระหว่างกันโดยช่องทาง E-mail และ blog ที่เขียนขึ้น

ประเด็นที่พูดคุยกัน คือ ความเหมาะสมของการเป็นสมาชิกของพระ (หรือเณร) ที่เข้าไปคุยในลักษณะของฆราวาส (คนทั่วไปที่มิใช่นักบวช) เพราะมีการตรวจพบว่า มีพระบางรูปใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เช่น คิดถึง ฝันดีนะ เป็นต้น 

ผู้จัดรายการวิทยุได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้าไปแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการที่พระใช้ Internet กระทำเช่นนั้น แต่ไม่ได้ห้ามให้พระเข้าใช้ Internet ถ้าเป็นการใช้ที่เกิดประโยชน์

ประเด็นดังกล่าวคงไม่ใช่เกิดขึ้นกับพระ หรือนักบวชเท่านั้น เพราะแม้แต่ปุถุชนคนทั่วไป ถ้าเข้าไปใช้โดยไม่ได้ก่อให้เกิดปัญญา ก็น่าจะมีผลเสียเช่นกัน เพียงแต่พอพูดถึงพระ ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวมากขึ้น ว่าเทคโนโลยี กำลังนำมาสู่ความเสื่อม ไม่เว้นแม้แต่ในพระ

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งรวมถึง Internet นี้ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยสติปัญญา และมันสมองของมนุษย์ ที่หวังว่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนในด้านต่างๆ แต่เมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้มากขึ้น จึงไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำปัญญา หรือ ปัญญาของคนเราถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีเหล่่านี้กันแน่

ทางออกจึงไม่น่าจะอยู่ที่การห้ามพระเข้าไปเล่น หรือสั่งปิด website เจ้าปัญหาดังกล่าว หากแต่อยู่ที่การพัฒนาปัญญาของผู้ใช้ ให้คิดเป็น ใช้เป็น ทำให้ใช้เทคโนโลยีในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทั้งในระดับครอบครัว โรงเรียน วัด ชุมชน และสังคม ต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางปัญญาดังกล่าวให้กับสมาชิกของสังคม มาตั้งแต่เด็กๆ มิเช่นนั้นแล้ว เรามนุษย์ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตย์สังคมที่มีความฉลาดที่สุดในโลก จะตกเป็นทาสของเทคโนโลยีและนำมาสู่ความสเสื่อมในที่สุด

ด้วยความเคารพรัก