ครูกับการจัดการความรู้ในสถานศึกษา

 

ครูกับการจัดการความรู้ในสถานศึกษา

                ในสังคมฐานความรู้ (knowlege based Society)  องค์กรใดมีความสามารถจัดการความรู้ (Knowlege Management) ได้อย่างเหมาะสมจะเป็นองค์กรที่มีการดำเนินการไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การจัดการความรู้จึงเป็นเครื่องสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จขององค์กร ดังนั้น ในปัจจุบันทุกองค์กรจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการนำกระบวนการจัดการความรู้มาใช้ในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรทางการศึกษา  ที่สถานศึกษาซึ่งเป็นองค์กรจัดการเรียนรู้

 ยิ่งมีความจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงาน โดยมีครูและผู้บริหารสถานศึกษา เป็นผู้นำในการจัดการความรู้ดังกล่าว

 

ความหมายและความสำคัญ

                การจัดการความรู้ (knowlege Management) คือ เครื่องมือ และกระบวนนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติงานขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย (วิจารณ์ พานิช : ๒๕๔๘-๓)

                การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการดำเนินงานต่อความรู้ ดังนี้

                ๑.  การกำหนดความรู้ที่จำเป็นหรือสำคัญต่องานหรือต่อหน่วยงาน

                ๒.  การแสวงหาความรู้ที่ต้องการ

                ๓.  การปรับปรุง ดัดแปลง หรือสร้างความรู้เพิ่มเติมได้เหมาะสมกับการใช้งาน

                ๔.  การประยุกต์ใช้ความรู้ใช้ในการทำงาน

                ๕.  การสกัดองค์ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์และการแลกเปลี่ยนความรู้

                ๖.  การบันทึกความรู้และปรับปรุงให้เหมาะสมต่อการใช้ดำเนินงานยิ่งขึ้น

                การจัดการความรู้เป็นการสร้างความรู้และแบ่งปันความรู้จากการดำเนินงานซึ่งจะต้องสร้างและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายและบุคลากรได้รับประโยชน์สูงสุด ในกรณีการจัดการความรู้ของโรงเรียนถ้าสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพจะมีผลดี ดังนี้

                ๑)  โรงเรียนจะได้รับการพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้นสามารถดำเนินงานให้เหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและแนวการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ

                ๒)  โรงเรียนมีมาตรฐานและคุณภาพการจัดการศึกษาสูงขึ้น เป็นที่พึงพอใจของผู้รับบริการซึ่งได้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน

                ๓)  โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง รวมทั้งมีบรรยากาศที่ดีในการดำเนินงาน

                ๔)  ครู   ผู้บริหารได้รับการพัฒนาให้มีความชำนาญและมีความเชี่ยวชาญ  เพิ่มสูงขึ้น

 

 

บทบาทของครูในการจัดการความรู้

                โรงเรียนหรือสถานศึกษาเป็นหน่วยสำคัญที่สุดในการจัดการศึกษา  เนื่องจากโรงเรียนมีหน้าที่จัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและครูเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานที่เกี่ยวกับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนจะต่ำหรือสูงจึงขึ้นอยู่กับผู้บริหารและครูเป็นสำคัญ   โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ของครูจะต้องอาศัยความรู้และกระบวนการที่เหมาะสมในการจัดการความรู้ซึ่งมีอยู่ทุกที่แม้ในธรรมชาติ   โดยจะต้องดำเนินงานร่วมกับนักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และชุมชน ทั้งในฐานะผู้ปฏิบัติ ผู้นำ ผู้ร่วมมือ ดังนั้น บทบาทในการจัดการความรู้ของครูจึงอาจกล่าวได้ดังนี้

                ๑.  บทบาทในการจัดการความรู้ของตนเอง เป็นการจัดการความรู้ในระดับบุคคล ในฐานะผู้นำในการจัดการเรียน การสอนและทำงานร่วมกับผู้เรียน ครูผู้อื่นในโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และชุมชน

                ๒. บทบาทในการจัดการความรู้ในชั้นเรียน เป็นการจัดการความรู้ร่วมกับผู้เรียนในชั้นเรียน โดยเป็นผู้นำ ผู้สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นทั้งผู้เรียนรู้และเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ของผู้เรียน

                ๓. บทบาทในการจัดการความรู้ของโรงเรียน เป็นการจัดการความรู้ระดับองค์กร โดยร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และนักเรียน เพื่อให้โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

                ๔. บทบาทในการจัดการความรู้ในชุมชน เนื่องจากโรงเรียนเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการของชุมชน   รวมทั้งมีบทบาทในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนครูจึงมีบทบาทร่วมกับโรงเรียนในการจัดการความรู้ในชุมชน

 

เทคนิคในการจัดการความรู้ของครู

                เมื่อครูเป็นมีบทบาทสำคัญและมีความจำเป็นจะต้องเป็นครูจัดการความรู้ในระดับต่าง ๆ  ครูจะต้องพัฒนาตนเองให้มีความสามารถและทักษะในการจัดการความรู้สูงขึ้น  ซึ่งมีเทคนิคสามารถกระทำได้ ดังต่อไปนี้

                ๑)  ขั้นการกำหนดความรู้ ครูจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรแต่ละระดับ เพื่อนำมากำหนดความรู้ที่ต้องการในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งให้ความร่วมมือกับโรงเรียน และบุคคลอื่นในการคิดวางแผน กำหนดความรู้ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน

                ๒)  ขั้นการแสวงหาความรู้ ครูจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการแสวงหาความรู้ พัฒนาความรู้สามารถของตนเองให้เข้าถึงความรู้  โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  การแสวงหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ  ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อนร่วมงานโดยการยอมรับในความรู้ความสามารถซึ่งกันและกัน

                ๓)  ขั้นการสร้างความรู้ ครูจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความรู้  นวัตกรรมของสถานศึกษา  เข้าร่วมประชุมสัมมนา ประชุมปฏิบัติการเกี่ยวกับการเรียนการสอนที่หน่วยงานต่าง ๆ จัดขึ้น เช่น การประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น

                ๔)  ขั้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครูจะต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายการพัฒนาวิชาชีพทั้งใน

สถานศึกษาและนอกสถานศึกษา และเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สมาคมหรือชมรมทางวิชาชีพครู จัดขึ้นอยู่เสมอ รวมทั้ง ดำเนินกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะอื่น ๆ เช่น การเขียนบทความทางวิชาการเผยแพร่ในวารสารของสภาวิชาชีพ การแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทาง

อินเตอร์เนท เป็นต้น

                ๕)  ขั้นการเก็บความรู้ ครูจะต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความสามารถเก็บความรู้อย่างเป็นระบบในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีในการเก็บความรู้ในรูปแบบเว็ปไซต์ วีดีทัศน์ แถบบันทึกเสียง และคอมพิวเตอร์เป็นต้น รวมทั้ง ครูจะต้องจัดทำแฟ้มพัฒนางาน จัดทำเอกสารประกอบการสอนที่ได้จากการสร้าและการแลกเปลี่ยนความรู้

                ๖)  ขั้นการนำความรู้ไปใช้ ครูจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมโดยการนำเสนอความรู้ในโอกาสต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การประชุมสัมมนา หรือการประชุมเสนอผลงานเป็นการเฉพาะ รวมทั้ง มีการ

เผยแพร่ความรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น วารสาร เว็บไซต์ จดหมายข่าว เป็นต้น

                เทคนิคดังกล่าวข้างต้น ถ้าครูกระทำอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดทักษะและความชำนาญในการจัดการความรู้เพิ่มขึ้น เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ (learning worker) ในที่สุด

 

องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การจัดการความรู้ของครู

                การพัฒนาการจัดการความรู้ของครู  อาจดำเนินการได้หลายลักษณะ  รวมทั้งการตรวจสอบจากตัวบ่งชี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการจัดการความรู้ของครูให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งจากการศึกษาของ ดร.วิลาวัลย์ มาคุ้ม โดยได้พัฒนาตัวบ่งชี้การจัดการความรู้ของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทราบว่า องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การจัดการความรู้ของครูมีดังนี้

                ๑.  องค์ประกอบด้านการกำหนดความรู้ มีตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดความรู้ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน  และผู้บริหารสนับสนุนให้ครูได้มีการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ

                ๒.  องค์ประกอบด้านการแสวงหาความรู้ มีตัวบ่งชี้สำคัญ ได้แก่ ครูตระหนักถึงความรับผิดชอบในการเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียนรู้ และครูได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในสถานศึกษาในการแสวงหาความรู้ร่วมกัน

                ๓.  องค์ประกอบด้านการสร้างความรู้ มีตัวบ่งชี้ที่สำคัญ ได้แก่ สถานศึกษามีหน่วยงานหรือ

บุคลากรรับผิดชอบในการจัดกิจกรรมสร้างความรู้ เช่น การจัดประชุมสัมมนา การอบรม การสาธิต การวิจัยในชั้นเรียน การระดมความเห็น การสนทนา เป็นต้น และ ผู้บริหารสนับสนุนให้ครูมีการสร้างความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน

                ๔.  องค์ประกอบด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ มีตัวบ่งชี้สำคัญ  ได้แก่ บรรยากาศการแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับภายในสถานศึกษาตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์และความรู้สึกและบรรยากาศการทำงานภายในสถานศึกษามีลักษณะเป็นเพื่อนร่วมงานมากกว่าการเคารพเชื่อฟัง

                ๕.  องค์ประกอบด้านการเก็บความรู้ มีตัวบ่งชี้สำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารให้ความสำคัญและเป็นผู้นำในการเก็บความรู้ของสถานศึกษาและครูมีความสามารถในการเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ เช่น ในแฟ้มพัฒนางาน ตำราเรียน การลงในวารสาร และจดหมายข่าว เป็นต้น

                ๖.  องค์ประกอบด้านการนำความรู้ไปใช้ มีตัวบ่งชี้สำคัญ ได้แก่ ครูสามารถนำความรู้ความสามารถของตนไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน และสถานศึกษาจัดให้ครูที่มีความรู้และทักษะเป็นการเฉพาะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้

                อย่างไรก็ตาม การจัดการความรู้ของครูภายในโรงเรียนเกิดจากการผสมผสานการทำงานของปัจจัยที่สำคัญกล่าว คือ

                ๑)  ครูและบุคลากรภายในโรงเรียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในความสามารถและมุ่งมั่นที่จะ

พัฒนาการจัดการความรู้   โดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียนจะต้องเป็นผู้นำแห่งการเรียนรู้พัฒนาตนเองและ

เอื้ออำนวยให้บุคลากรภายในโรงเรียนพัฒนาพร้อมกันไปด้วย

                ๒)  กระบวนการจัดการความรู้ โดยมีขั้นตอนดำเนินงานอย่างเหมาะสม บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนมีความเข้าใจและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง

                ๓)  เทคโนโลยีสารสนเทศ โรงเรียนต้องให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีคุณภาพรองรับการจัดการ ความรู้ได้อย่างเหมาะสม และเปิดโอกาสให้ครูทุกคนได้ใช้ระบบสารสนเทศอย่างทั่วถึง

                ๔)  การบริหารจัดการโรงเรียน ต้องจัดระบบบริหารจัดการที่เอื้ออำนวยโดยมีการกระจายอำนาจและให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม รวมทั้ง มีการจูงใจที่เหมาะสม

                การจัดการความรู้เป็นภารกิจของครูที่จะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นทั้งในส่วนของครูเอง ในชั้นเรียน โรงเรียน และชุมชน เพื่อให้การทำหน้าที่การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และการจัดการศึกษาของโรงเรียนบรรลุเป้าหมาย

 

 

 

 

 

ตัวอย่างของการจัดการความรู้จากหน้าที่ของครู

(A Few Examples of Knowledge Management Approaches by Function)

                การจัดการความรู้เป็นภารกิจของครูที่จะต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นทั้งในส่วนของครูเอง ในชั้นเรียน โรงเรียน และชุมชน เพื่อให้การทำหน้าที่การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ และการจัดการศึกษาของโรงเรียนบรรลุเป้าหมาย  ดังตารางที่จะกล่าวถึงเป็นตัวอย่างการจัดการความรู้จากหน้าที่

หน้าที่

(Function)

ข้อมูล

(Data)

สารสนเทศ

(Information)

ความรู้

(Knowledge)

พันธกิจ(Mission)

ข้อมูลควรจะถูกรวบรวมเกี่ยวกับความต้องการของชุมชน ผู้เรียน ฯลฯ และกราฟ

(demographics) และควรเป็นข้อมูลที่สัมพันธ์กับเป้าหมายที่นำไปสู่ความสำเร็จตามพันธกิจของสถานศึกษา

สารสนเทศจะต้องเกิดจากการที่คณาจารย์ คณะครูและทีมผู้บริหารร่วมกันประเมิน ประสิทธิผลของการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนว่าดีหรือไม่ และเพียงใดทำให้พันธกิจของสถานศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่

ความรู้จะเกิดจากการแลกเปลี่ยน/การอภิปรายเพื่อนำไปสู่การขยายผลหรือเพื่อจัดโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนหรือเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับความต้องการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลและสารสนเทศ

การวางแผน

ยุทธศาสตร์

(Strategic

Planning)

ข้อมูลของผู้เรียน

 (Out-comes) ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอน

สารสนเทศที่เกิดจากผลผลิต (Outcomes) ที่นำไปสู่การทบทวนโปรแกรมการจัดการเรียนการสอน

คณะครู และคณะผู้จัดการความรู้ร่วมกันประเมินข้อมูลและสารสนเทศ และตัดสินใจที่จะต้องหาข้อมูล/สารสนเทศเพิ่ม หรือมีการปรับปรุง/พัฒนาข้อมูลที่ได้รับ

                การจัดการความรู้โดยเฉพาะความรู้ของครูต้นแบบในสถานศึกษา โดยการระดมสมองร่วมกันหาข้อมูลในประเด็นที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแล้วมีการแปลหรือตีความวิเคราะห์ข้อมูลให้เป็น "สารสนเทศ" เพื่อให้เกิด "ความรู้" ใหม่ ที่จะสามารคถนำไปแก้ปัญหานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการตัดสินใจหรือนำไปต่อยอดความรู้เท่านี้ก็จะเป็นวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ในสถานศึกษา แต่จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สามารถพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาจนเป็นที่ยอมรับของผู้รับบริการและเข้าสู่ความเป็นสากลในที่สุด

........................................