"พ่อแม่กับอุดมการณ์การศึกษาตลอดชีวิต"
โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การที่ประเทศชาติหรือสังคมหนึ่งจะสามารถดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง มั่นคงและ สงบสุข ก็ขึ้นอยู่กับ ศักยภาพของคนในชาติหรือสังคมนั้นๆ และวิถีทางในการสร้างศักยภาพของชนในชาติอย่างยั่งยืน คือการ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา หรือ "การศึกษาตลอดชีวิต"นั่นเอง
แนวความคิดเรื่อง "การศึกษาตลอดชีวิต"
"การศึกษาตลอดชีวิตเป็นการศึกษาที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ทุกคน ทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้ ทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบ และตามอัธยาศัย และเรียนรู้กันได้ตั้งแต่แรกเกิดจนตาย ไม่มีการหยุดนิ่ง เป็นการเรียนรู้ตลอดเวลา และอย่างสม่ำเสมอ กระทำได้ ทุกเวลา ทุกสถานที่ มนุษย์ที่ไม่ควรหยุดที่จะใฝ่รู้ ต้องอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลาอย่าให้สิ้นไฟ ยิ่งรู้มากยิ่งมีข้อมูลมาก ก็ยิ่งมีโอกาส ในการตัดสินใจถูกต้องแม่นยำมากขึ้น"
แนวความคิดใหม่ในการจัดการศึกษา จากเดิมเป็นแบบที่โรงเรียนป้อนความรู้ให้กับผู้เรียน ควรปรับเปลี่ยนมาเป็นการกระตุ้นให้ผู้ เรียนคิดและเรียนตามศักยภาพและความสนใจของตนเป็นหลัก และต้องเปลี่ยนจากการเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นหลักไป เป็น การ เรียนรู้จากแหล่งอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปรับปรุงสังคมไทยให้กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงไม่ใช่การเรียนเพียงแค่จบด้านวิชาการในโรงเรียนแล้ว ผู้เรียนจะหยุดเรียนทันที หากแต่ต้องฝึกฝนให้เป็นผู้แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง จากทุกๆ แหล่งที่อยู่รายล้อมตัวเรา
การเรียนรู้ตลอดชีวิตส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นนอกสถานศึกษา
ถูกต้อง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนอกโรงเรียนมีมากมาย และส่วนใหญ่มักเกิดในสิ่งแวดล้อม จากบุคคลแวดล้อม และธรรมชาติ ใกล้ตัว แต่เนื่องจากชีวิตของเรามีเวลาอยู่ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยอย่างน้อยๆ ประมาณ 9-16 ปี ทำให้เรามุ่งเรียนเฉพาะ ในสิ่งที่โรงเรียนนำเสนอและทำให้เราเข้าใจไปว่า เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว การศึกษาก็สิ้นสุด ฉะนั้นสถานศึกษาจึงควร มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้เรียนเรียนรู้ตลอดเวลา ครูต้องย้ำบอกเสมอว่าเด็กต้องเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวไปพร้อมๆ กับตำรา อย่าหยุดนิ่ง สิ่งเหล่านี้ต้องมีการปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก
นอกจากโรงเรียน ครอบครัวยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า และสามารถปลูกสร้างนิสัยอยากเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด
ที่บ้าน พ่อแม่ต้องส่งเสริมให้ลูกรักการอ่าน แต่ไม่ใช่ด้วยการยัดเยียดหนังสือให้อ่าน แต่เป็นเรื่องของการสร้างบรรยากาศการอ่านอย่างเป็น ธรรมชาติ ด้วยการวางหนังสือไว้ทั่วทุกมุมบ้าน แล้วค่อยๆ ชี้ชวนให้เห็นว่าหนังสือเป็นสิ่งแวดล้อมข้างตัว เมื่อเด็กหยิบหนังสือ มาอ่าน แม้จะอ่านไม่ออก ก็ไม่เป็นไร ดูรูปไปก่อนก็ได้ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ และจะกลายเป็นนิสัย ที่สร้างคุณค่าให้ตัวเองในระยะยาว รวมถึงการเรียนรู้จากเพื่อนๆ จากผู้ใหญ่คนอื่นๆ จากสื่อมวลชน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุดต่างๆ เป็นต้น จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ปัจจุบันความอยากรู้อยากเห็นหายไปจากกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน
เพราะส่วนใหญ่ต้องเรียนในสิ่งที่เราไม่อยากเรียน หลายคนเรียนจบแล้ว ไม่ได้ใช้วิชาที่เรียนมาประกอบอาชีพ แต่อีกหลายคน เก่งกาจในอาชีพของตนโดยไม่ได้ผ่านการเรียนจากสถาบันใดๆ มาก่อนเพราะบรรยากาศ และเนื้อหาหลักสูตร รวมทั้งวิธีการเรียน การสอนในสถาบันการศึกษา ไม่เอื้อต่อความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน เพราะคนที่เขียนหลักสูตรก็ไม่เคยถามผู้เรียน ว่าอยากเรียน อะไร อยากรู้อะไร ตรงกันข้าม ในเวลาเรียนหากมีใครถามปัญหานอกตำรา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบ แล้วมักถูกมองด้วยสายตาประหลาดจากครูและเพื่อนร่วมชั้น เมื่อถูกสกัดกั้นความอยากรู้มากๆ อาการใฝ่รู้จะค่อยๆ สูญหายไป
ทุกวันนี้มีการสร้างบรรยากาศในการเรียนขึ้นมาใหม่ในรูปของ Play + Learn = Plearn คือการเรียนผสมผสานกับการละเล่นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน แต่คนส่วนใหญ่กลับไปตีความว่าจะเรียนก็ต่อเมื่อมีความ สนุกสนานเท่านั้น ถ้าไม่สนุกก็ไม่เรียนแต่จริงๆ แล้วไม่ถูกต้อง เพราะการเรียนบางเรื่องก็ไม่สนุกอาจต้องอดทนและเป็นทุกข์ จริงๆ แล้ว เราต้องสร้างเจตคติและค่านิยมว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องที่ดี ในกระบวนการเรียนรู้ต้องสร้างแรงจูงใจ แรงจูงใจต้องมา จากภายในตัวเราเองและภายนอก อ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าได้ความรู้แล้วชอบ ฝรั่งบอกว่า enjoy ก็เป็นการสนองแรงจูงใจภายใน ได้ไม่ใช่ต้องการอ่านเพื่อจะเอาคะแนน ซึ่งเป็นเพียงแรงจูงใจจากภายนอก การอ่านมากรู้มากก็ยิ่งดีมากขึ้น
อุปสรรคในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของชุมชน
ตั้งแต่มีการจัดตั้งโรงเรียน แล้วเข้าใจว่าโรงเรียนและครูมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่เด็ก แต่ปัจจุบันนี้ชุมชน เริ่มมีความเข้าใจ มากขึ้น ครูเองต้องมีหน้าที่ในการสื่อสารกับชุมชนว่า ชุมชนมีความสำคัญยิ่งในการเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนอนาคต ของชาติ ร่วมกันกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนจะมีภูมิความรู้แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เพราะหน่วยอื่นๆ ของสังคมยังเชื่องช้าในเรื่องของการพัฒนาการศึกษา มีการพูดถึงเรื่องการพัฒนา การเปลี่ยนแปลง พูดกันแต่เรื่องนโยบาย แต่ไม่มีใครลงมือกระทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เราจึงยังขาดแนวทางการกระทำที่ชัดเจน คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ชุมชน จะเข้ามามีส่วนร่วมกับสถานศึกษา เพื่อปรับปรุงการศึกษาร่วมกับโรงเรียนได้อย่างจริงจัง
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมให้วัตถุดิบในการเรียนรู้หลากหลายกับเด็ก แต่วิธีการที่จะให้เด็กเข้าถึงแก่นการเรียนรู้ยังไม่ถูกต้อง อย่างเช่น การมีพิพิธภัณฑ์เพื่อประวัติศาสตร์ก็เป็นการสร้างให็ดูเท่านั้นไม่มีการให้ข้อมูลจับต้องสัมผัสไม่ได้ เด็กๆ จะเกิดอาการ เบื่อหน่าย และหมดความสนใจอย่างรวดเร็ว หรือห้องสมุดสำหรับเด็ก โดยธรรมชาติของเด็ก เขาต้องอ่านหนังสือแบบอ่านไปเล่นไป ต้องมีเสียงดังบ้าง แต่ห้องสมุดห้ามส่งเสียงดัง บรรยากาศจึงไม่ส่งเสริมต่อการอยากรู้อยากเห็น และธรรมชาติของเด็กๆ การส่งเสริม ให้เกิดการเรียนรู้ได้ จะต้องให้เด็กเป็นที่ตั้ง สนใจในความต้องการของเขา ประสานเข้ากับธรรมชาติในการเรียนรู้ ไม่ใช่เอาความต้องการหรือความสะดวกของผู้ใหญ่เป็นตัวกำหนด เพื่อให้เด็กรุ่นต่อไปเกิดการเรียนรู้สูงขึ้น ไม่เช่นนั้น คนยุคใหม่จะเจริญกว่าคนยุคเก่าไม่ได้
อุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้ของสังคมไทย
เราคิดกันว่าเป็นค่านิยม เพราะเรายอมให้สังคมหลอมเราให้เป็นไปในแบบที่เป็นอยู่ แต่เดิมมา เราเป็นสังคมที่ใช้ทักษะ การดูแลและการฟังเป็นหลักไม่เน้นในเรื่องการอ่านและการเขียน หรือการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังเป็นสังคมที่มีความเป็นอยู่สบาย จึงขาดการไขว่คว้าขาดการขวนขวายเราจึงเสมือนถูกสอนมาให้ไม่อยากรู้ แต่อุปสรรคจริงๆ ก็คือตัวเราเอง คือเราปิดตัวเราไม่ให้เรียนรู้ ถ้าจะปรับเปลี่ยนก็ต้องปรับที่ตัวเราเองก่อน เปิดตัวเปิดโลกทัศน์ของตัวเราด้วยการเรียนรู้ของ แต่ละคนก็จะฝังลึกรวมกันเป็นวิสัยการเรียนรู้ของชุมชน กลายเป็นหย่อมหญ้าที่แข็งแกร่งขึ้นมา เรื่องการเรียนรู้ฝึกฝนได้ เพราะโดยธรรมชาติ คนเรามีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ก่อนแล้ว การเรียนรู้ และเรียนรู้ให้ตลอดชีวิตเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง (Value Added) เพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยตรง และของ สังคม ความรู้คืออำนาจ ทุกคนต้องใฝ่รู้ เพื่อหลอมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน แล้วเราจะกลายเป็นประเทศที่มั่นคงขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพียง แต่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่มั่งคั่งทางความรู้ จริยธรรม การแก้ปัญหา การวางแผนล่วงหน้า และมั่งคั่งทางการสร้างสรรค์
รูปแบบของการศึกษาตลอดชีวิต
ไม่ควรมีรูปแบบแน่นอน ไม่ควรมีกรอบกำหนด เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มีอิสระและมีความหลากหลาย ต้องมีแหล่ง ให้เรียนรู้มากมาย เช่นตำรา หนังสือทั้งของไทยและต่างประเทศ ห้องสมุดในชุมชน อินเตอร์เน็ต วิดีโอ พิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ สถาบันต่างๆ เป็นต้น โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในรั้วโรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นแค่สังคมเล็กๆ การใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนจึงมีความหมาย เพียงแค่การเรียนเพื่อให้ได้ปริญญา แต่การเรียนรู้จากสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นการสร้างคุณค่าทางภูมิปัญญา ที่มิอาจตีมูลค่าเป็นตัวเงิน ออกมาได้ แต่เป็นคุณค่าแท้จริงของชีวิต
ลักษณะของแหล่งเรียนรู้ที่ดี
ลักษณะแหล่งเรียนรู้ต้องมีความสร้างสรรค์จับต้องสัมผัสได้ สามารถเรียกให้คนเข้ามาใช้บริการ และให้ข้อมูลได้ครบถ้วน อย่าง พิพิธภัณฑ์ นอกเหนือจากการจัดแสดงเนื้อหาแล้ว ควรจะมีผู้นำเสนอเรื่องราวให้ข้อมูล อธิบาย ตอบคำถามได้อย่างหลายด้าน อาจจะมีการ ใช้วิดีทัศน์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมประกอบการนำเสนอเรื่องราวให้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพื่อเชิญชวนให้คนทั่วไปอยากรู้อยากเรียน อยากค้นคว้า ต่อเนื่อง และควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย อาทิกลุ่มเด็กกับกลุ่มผู้ใหญ่ ก็ควรมีการนำเสนอเรื่องราว และให้ข้อมูลแตกต่างกัน
ซึ่งแหล่งเรียนรู้ส่วนใหญ่ที่เรามีอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอและไม่ทันสมัย ทั้งไม่เอื้อต่อการเรียนรู้จริงๆ อีกด้วย แล้วเรายังใช้ประโยชน์จาก แหล่งเรียนรู้ไม่มากพอ อย่างในประเทศญี่ปุ่น ทุกหนแห่งถูกสร้างให้กลายเป็นสถานเรียนรู้ในชุมชนต่างๆ จะมีสวนหย่อมสาธารณะพร้อมห้อง อ่านหนังสือในสวน สำหรับเด็กที่มาวิ่งเล่น มีโอกาสมาแวะอ่านได้
แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็มีมุมอ่านหนังสือไว้ให้ เพราะการเรียนรู้มิได้ จำกัดว่าเป็นแค่การอ่านหนังสือเท่านั้น แหล่งสาธารณะในชุมชน เป็นสถานที่ที่ให้การเรียนรู้ทักษะในเชิงสังคม (Social Skills) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตพอๆ กับความรู้ที่เรียนในรั้วสถานศึกษา นอกจากนี้ ก็ยังมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ แหล่งเรียนรู้มิได้จำกัดเฉพาะ สถาน ศึกษาเท่านั้น แต่น่าจะหมายรวมถึง "บุคคล" ด้วย คือคนที่มีความรู้มากมายในประเทศเรา และในต่างประเทศ ผู้สูงวัยที่มี ประสบการณ์ ในชีวิต ทำอย่างไรจึงจะให้แหล่งเรียนรู้เหล่านี้กับผู้อยากเรียนรู้ได้ "พบกัน" เพื่อถ่ายทอดความรู้สู่กันได้
"คนที่เป็นพ่อแม่ คือตัวอย่างของคนที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดชีวิตและตลอดเวลา
เพราะคนเป็นพ่อแม่ ไม่เคยเข้า โรงเรียนเพื่อเตรียมพร้อม เป็นพ่อแม่ใคร แม้จะมีตำราให้อ่านล่วงหน้า แต่แบบแผนในการเลี้ยงลูกของแต่ละครอบครัว จะ ไม่เหมือนกัน วิธีการของครอบครัวหนึ่งไม่สามารถ ใช้ได้ดีในอีกครอบครัวหนึ่ง การเลี้ยงลูกในประสบการณ์จริงๆ จึงเป็น สิ่งที่พ่อแม่ต้องศึกษา และประยุกต์มาใช้ให้เข้ากับลูกของตัวเอง พ่อแม่จึงต้องศึกษาและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียนรู้จาก พัฒนาการจริงๆ ของลูก พร้อมทั้งหาวิธีการในการแก้ไขปัญหา ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับลูกตลอดเวลา ทั้งต้องเรียนรู้ที่ นำเอาวิทยาการใหม่ๆ พร้อมประสบการณ์ที่แตกต่างจากแหล่งต่างๆ มาใช้ผสมผสานกันกว่าลูกจะเติบโต คนเป็นพ่อแม่ ต้อง เรียนรู้ไม่สิ้นสุด"
...................................
สวัสดีครับท่านผู้อำนวยการ
อ่านเรื่องนี้ของท่าน ผอ. ผมเข้าใจผิดคิดว่า ผอ. รับราชการที่ กศน. เสียอีก อ่านจนจบจึงรู้ว่าไม่ใช่ แต่ยอมรับว่า ท่าน ผอ. รู้เรื่องการศึกษาตลอดชีวิต ค่อนข้างชัดเจน พรุ่งนี้แล้ว ( 4 มี.ค.) พรบ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจะมีผลบังคับใช้ ผมคิดว่าเมื่อท่าน ผอ. มีแนวความคิดในเรื่องนี้ โรงเรียนของท่าน ผอ. ก็สามารถจัดการศึกษาตาม พรบ. ได้
ผมยังยืนยันอีกครั้ง ( เคยยืนยันกี่ครั้งแล้วไม่รู้) ความรู้ของคนมิได้อยู่ในตำรา หรือในห้องเรียน แต่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราอยากจะเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ้านซึ่งเป็นแหล่งที่เราพักพิงมากที่สุด ถ้าคนเป็นพ่อเป็นแม่ใฝ่รู้ใฝเรียนและหมั่นที่จะแลกเปลี่ยนเรียนกับลูกสม่ำเสมอ รับประกันได้เลยว่า ลูกของคุณเป็นคนดีแน่นอน