บทคัดย่อ
ชื่อเรื่อง ผลการใช้ชุดพัฒนาความรับผิดชอบทางการเรียนที่มีต่อผลการเรียน ลักษณะนิสัยทางการเรียน และทัศนคติทางการเรียนของนักเรียน ในโรงเรียนยางวิทยาคาร
ชื่อผู้วิจัย นายพิทักษ์ สุปิงคลัด
ปีที่ผลิต พ.ศ. 2549
การศึกษานี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนยางวิทยาคาร โดยการพัฒนาความรับผิดชอบทางการเรียนของนักเรียน ด้วยชุดพัฒนาความรับผิดชอบทางการเรียน ที่ใช้กระบวนการทำค่านิยมให้กระจ่าง (Value Clarification) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบในการเรียน ให้วิเคราะห์พฤติกรรมความรับผิดชอบของตนเอง ให้เลือกพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา ให้วางแผนพัฒนาความรับผิดชอบในการศึกษาเล่าเรียน จากนั้นจึงให้ปฏิบัติจริงและการบันทึกพฤติกรรมการเรียนของตนเอง (Self Recording) ในขั้นติดตามกำกับและรายงานผลประจำสัปดาห์ตลอดภาคเรียน การใช้นวัตกรรมครั้งนี้ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม ให้ดำเนินการกับนักเรียนในที่ปรึกษาของตน ทั้งในขั้นฝึกอบรม และขั้นติดตามกำกับ
รายงานผลตลอดปีการศึกษา 2549 กับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปัญหาด้านการเรียน
จำนวน 63 คน
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 5 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรม
ความรับผิดชอบในการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการพัฒนา (2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบเจตคติทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการพัฒนา (3) เพื่อศึกษาระดับผลการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการพัฒนา (4) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบจำนวนผลการเรียน 0 ก่อนและหลังการพัฒนาและ (5) เพื่อศึกษาเจตคติต่อกิจกรรมการพัฒนาความรับผิดชอบทางการเรียน
ของนักเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) ชุดพัฒนาความรับผิดชอบทางการเรียน
(2) แบบสำรวจพฤติกรรมความรับผิดชอบทางการเรียนของนักเรียน (3) แบบสำรวจเจตคติ
ทางการเรียนของนักเรียน (4) แบบสำรวจเจตคติต่อกิจกรรมการพัฒนาความรับผิดชอบ
ทางการเรียนของนักเรียน และ (5) แบบสำรวจระดับผลการเรียนของนักเรียน
ขั้นตอนการวิจัย ดำเนินการเป็นขั้นตอน ดังนี้ คือ (1) ขั้นทำค่านิยมให้กระจ่าง ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ คือ ขั้นให้ความรู้พื้นฐานและขั้นให้คิดวิเคราะห์ (2) ขั้นวางแผนพัฒนา (3) ขั้นปฏิบัติตามแผน ประกอบด้วย ขั้นตอนย่อย ๆ คือ ขั้นแสดงพฤติกรรมการเรียนตามแผน และ ขั้นบันทึกพฤติกรรมการเรียนของตนเอง (4) ขั้นติดตามผล
การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานเกี่ยวกับค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยของคะแนนและระดับคะแนน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนและระดับคะแนน และใช้สถิติเพื่อการทดสอบความแตกต่างด้วย t - test และ Sign test
ผลการวิจัย พบว่า
1. พฤติกรรมความรับผิดชอบทางการเรียนของนักเรียนก่อนการพัฒนา อยู่ระดับไม่ดี ( = 2.47) ส่วนหลังการพัฒนา อยู่ในระดับดี ( = 4.20) และสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
2. เจตคติทางการเรียนของนักเรียน ก่อนการพัฒนา อยู่ในระดับไม่ดี ( = 1.90) ส่วนหลังการพัฒนาอยู่ในระดับดี ( = 3.82) และสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลการเรียนของนักเรียน ก่อนการพัฒนา อยู่ในระดับต่ำ ( = 1.19) หลังการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง ( = 1.74) และสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. จำนวนผลการเรียน 0 ของนักเรียน ก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับมากอย่างยิ่ง (17.56%) หลังการพัฒนา อยู่ในระดับน้อย (1.51%) และน้อยกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .01
5. เจตคติต่อกิจกรรมการพัฒนาความรับผิดชอบการเรียนของนักเรียน อยู่ในระดับดีมาก ( = 4.66)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทาง สะเต็มศึกษา (STEM Education) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความคิดสร้างสรรค์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ผู้วิจัย ซารานี หะยีเจะเฮงหน่วยงาน โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านบาเละฮิเล) ปีที่วิจัย ปีการศึกษา 2563
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education โดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล ๒ (บ้านบาเละฮิเล) สำนักการศึกษาเทศบาลเมืองนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ซึ่งมีห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ จำนวน 6 ชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 18 คาบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 3 ด้าน และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 30 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที (t-test Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.70/83.76 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการอิสลามตามแนวทางสะเต็มศึกษา (STEM Education) วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ระบบนิเวศ อยู่ในระดับมาก ( = 4.29, S.D. = 0.51)