แต่ละหลักได้มีการจำแนกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับภาครัฐ และระดับองค์กร

          ก็เป็นการเตือนตัวเองหนะค่ะ  ให้หาความรู้มาใส่ตัวให้รู้จริง  เพราะเวลามีคนถามมาว่า "ธรรมาภิบาล" คืออะไร  ดิฉันจะได้ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  ในฐานที่ยอมรับต่อชาวประชาชีไปแล้วว่า เป็นคนบ้า QA  แล้วก็มีเรื่องนี้อยู่ใน QA เต็มไปหมด

          ความจริงในคู่มือการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ของ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  ก็ได้ให้นิยามศัพท์เฉพาะไว้ ในภาคผนวก 1 แล้ว  แต่ดิฉันก็ยังไม่หนำใจ  อยากได้รายละเอียดมากกว่านั้น  ก็เลยคุ้ยหา  และตามเคย...เอามาฝากมิตรรักทุกท่านด้วย...


ตามนิยามศัพท์ในคู่มือการประกันคุณภาพ
ของ สกอ.

หลักธรรมาภิบาล  :  มาจากคำว่าธรรมะ  +  อภิบาล  หมายความว่า หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดี Good Governance) ประกอบด้วยหลักการพื้นฐาน 6 ประการ ดังนี้

  1. หลักนิติธรรม ได้แก่ การตรากฎหมาย กฎข้อบังคับต่าง ๆ ให้ทันสมัยและเป็นธรรม
    เป็นที่ยอมรับทั้งผู้ออกกฎและผู้ปฏิบัติตาม ตลอดจนทุกคนในสังคมยินยอมพร้อมใจปฏิบัติตาม
  2. หลักคุณธรรม ได้แก่ การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม ซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มี
    ระเบียบ ตลอดจนมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ
  3. หลักความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่
    เข้าใจง่าย ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก เปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว ไม่บิดเบือน หรือปิดบังบางส่วน
  4. หลักความมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่
    เราทำทั้งร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ไขและร่วมรับผิดชอบ
  5. หลักความรับผิดชอบตรวจสอบได้ นอกจากจะต้องมีความรับผิดชอบแล้วยังต้องสร้าง
    กระบวนการให้หน่วยงานต่าง ๆ มาตรวจสอบได้ว่าการทำงานของเราโปร่งใสจริง
  6. หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์
    สูงสุด คุ้มเงิน คุ้มเวลา คุ้มแรงงาน

 

รายละเอียดจากหนังสือเรื่องความขัดแย้ง : หลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา
ของ ศ.นพ.วันชัย  วัฒนศัพท์ (ISBN : 974-92414-2-8)  2547  หน้า122 - 128

หลักธรรมาภิบาล คืออะไร

          เมื่อพูดถึงธรรมาภิบาล หรือ Good Governance หรือก็คือการบริหารจัดการที่ดี หรือการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  ได้มีการเผยแพร่มาสู่สังคมไทยในช่วง ปี พ.ศ. 2539 - 2540 โดยองค์กรพัฒนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ  รวมทั้งนักวิชาการและนักคิดที่มีความตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญในการบริหารจัดการที่ดี  เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ความสนใจของรัฐบาลได้เกิดขึ้นหลังจากมีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินในปี พ.ศ. 2540  รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศโดยนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย จึงต้องหันมาสนใจประเด็นนี้อย่างจริงจัง  รัฐบาลได้มีหนังสือลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 ขอความร่วมมือจาก มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ(TDRI) ให้ดำเนินการค้นคว้า วิจัย เพื่อเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ  คณะทำงานของสถาบัน TDRIได้ทำเอกสารเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 เมษายน  2542 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จัดทำเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้มีมติเมื่อ 11 พฤษภาคม 2542 ให้เร่งสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานของรัฐ  เพื่อเป็นแกนนำในการพัฒนาและส่งเสริมธรรมาภิบาลให้สังคมไทย  โดยให้จัดทำเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  เพื่อให้หน่วยงานของรัฐไปปฏิบัติได้  และไม่ถูกยกเลิกเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล  ต่อมาคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ได้ให้ความเห็นชอบร่างระเบียบดังกล่าวและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 116 ตอนที่ 633 วันที่ 10 สิงหาคม 2542 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งเวียนระเบียบนี้ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งทราบและถือปฏิบัติตามหนังสือ  สำนักเลขาธิการรัฐมนตรี สลค. ที่ 0204ว/ว130  ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2542 หลักยึดในการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมประกอบด้วย  หกหลัก คือ

  1. หลักนิติศาสตร์  (Rule of law)
  2. หลักคุณธรรม (Ethic)
  3. หลักความโปร่งใส (Transparency)
  4. หลักการมีส่วนร่วม (Public Participation)
  5. หลักความรับผิดชอบ (Accountability) (คณะผู้วิจัยสร้างตัวชี้วัดธรรมาภิบาลได้สรุปเสนอใช้คำว่า "สำนึกรับผิดชอบ" แทนคำว่ารับผิดชอบเฉยๆ)
  6. หลักความคุ้มค่า (Value of money)

          ซึ่งในแต่ละหลักก็จะมีรายละเอียดที่จะทำให้การบริหารรัฐกิจ หรือแม้แต่ภาคเอกชนได้ดำเนินต่อไปในลักษณะ การบริหารจัดการที่ดี  ที่มิใช่เพียงการปกครอง หรือ " Government"  ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากนักที่เป็นรูปแบบการปกครองในแบบเดิมๆ

          แต่ละหลักได้มีการจำแนกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประเทศ  ระดับภาครัฐ  และระดับองค์กร  ดังรายละเอียดพอสังเขปต่อไปนี้

  

๑  หลักนิติธรรม

          หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม  การบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกาและการปฏิบัติตาม กฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงสิทธิ  เสรีภาะพและความยุติธรรมของสมาชิก

          ในระดับประเทศ  หมายถึง  กระบวนการเสนอร่างกฎหมาย กฎ ข้อบังคับต่างๆ เป็นไปด้วยความชอบธรรม  เนื้อหามีความทันสมัย  เป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม  และสังคมยินยอมพร้อมใจปฏบัติตามกฎหมาย

          ในระดับภาครัฐ หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบที่ใช้ในการบริหารงานร่วมกันภายในภาครัฐ เช่น ระเบียบที่เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณ บริหารงานบุคคล

          ในระดับองค์กร หมายถึง กฎ กติกาที่ใช้ในการบริหารงานภายใน เช่น การมาทำงาน หรือ เข้าประชุมให้ตรงต่อเวลา

       

๒  หลักคุณธรรม

          หลักคุณธรรม  หมายถึง  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์  จริงใจ  ขยัน  อดทน  มีระเบียบวินัย  ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ

          ในระดับประเทศ  ประชาชนทำหน้าที่อย่างถูกต้อง  ทำงานที่สุจริตและเป็นประโยชน์ต่อสังคม  ต่อส่วนรวม  ปฏิบัติตามกฎหมายและเป็นพลเมืองดี เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชนด้วย

          ในระดับภาครัฐ  ผู้แทนประชาชนที่เข้าไปบริหารราชการต้องเข้าสู่หน้าที่ด้วยความชอบธรรมทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ  ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม

          ในระดับองค์กร  ต้องปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน  มีจรรณยาบรรณต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน ต่อผู้ร่วมงาน และต่อประชาชนและสังคม         

๓  หลักความโปร่งใส

          หลักความโปร่งใส  หมายถึง  การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ  โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส

          ในระดับประเทศ  ประชาชนมีอิสระในการสื่อสาร  สื่อมวลชนสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และมีจริยธรรม  มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา  ประชาชน  เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวก  ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องได้

          ในระดับภาครัฐ  การตัดสินใจและการปฏิบัติงานของภาครัฐต้องมีความโปร่งใส

          ในระดับองค์กร  ประชาชนรู้ขั้นตอนที่จะติดต่องาน  และสามารถตรวจสอบการทำงาน ภายในองค์กรจะต้องมีความโปร่งใสในการตัดสินใจในการบริหารงาน เงิน และคน

 

๔  หลักความมีส่วนร่วม

            หลักความมีส่วนร่วม หมายความว่า  การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้ และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น การประชาพิจารณ์ การแสดงประชามติหรืออื่นๆ

          การมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (Meaning Public Participation) จะช่วยป้องกันความขัดแย้งโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะได้อย่างดี  การมีส่วนร่วมมีทั้งหลักการและเครื่องมือที่เหมือนกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

          การมีส่วนร่วมในระดับประเทศ  บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการของรัฐที่จะมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน  ให้รัฐส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย  การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ  รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง  ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาอบรมด้วย

          การมีส่วนร่วมในระดับภาครัฐ  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังการแสดงความคิดเห็น        ในปัญหาสำคัญของชาตที่มีข้อโต้เถียงหลายฝ่าย เพื่อเป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของรัฐ  ควรมีการสำรวจความเห็นประชาชนเพื่อปรับปรุงงานให้เกิดประโยชน์สูงขึ้น

          การมีส่วนร่วมในระดับองค์การ  มีการวางระบบการรับฟังความคิดเห็นและการรับเรื่องร้องทุกข์ที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

        

๕  หลักความรับผิดชอบ (ความสำนึกรับผิดชอบ)

          หลักความรับผิดชอบหมายถึง  การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมือง และการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและเสียจากการกระทำของตนเอง

          ในระดับประเทศ  เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและใช้อำนาจโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  มีความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ ธุรกิจเอกชนมีหน้าที่สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อยู่อาศัยในท้องที่

          ในระดับภาครัฐ  คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน  ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  ต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินงาน รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง  ฝ่ายการเมือง  รับผิดชอบในเรื่องนโยบาย  ส่วนฝ่ายประจำรับผิดชอบในการดำเนินงาน

         ในระดับองค์กร  มีการกำหนดโครงสร้างและระบบการใช้อำนาจรัฐใหม่ มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจลงสู่ระดับล่าง

๖  หลักความคุ้มค่า

          หลักความคุ้มค่า  หมายถึง การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม  รณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด  ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก  และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน

          ในระดับประเทศ  การใช้ทรัพยากรเป็นไปด้วยความประหยัด  มีประสิทธิภาพ  พยายามลดการเกิดมลภาวะทั้งในดิน ในน้ำ และบนอากาศ

          ในระดับภาครัฐ  ใช้งบประมาณอย่างประหยัด  มีรายงานผลการใช้ทรัพยากรต่อสาธารณะ

          ในระดับองค์กร  ทบทวนงานให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าออกไปเลือกนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้  พัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง