ครม.ตั้ง 5 บอร์ดลุยเมกะโปรเจ็กต์ "หมัก" กางขาเป็นประธานทุกคณะ หวั่นนโยบายอืด ชง "เลี้ยบ" นั่งรองประธานดูแลงบประมาณ เคาะวงเงินลงทุนเบาะ ๆ 1.5 ล้านล้านบาท  เล็งกู้เงินนอกประเทศเสริมงบประมาณพร้อมเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน  สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ เตือนรัฐบาลโปรยประชานิยมมากระวังเจอปัญหางบลงทุน ดักคอ       อย่าเล่นมุกเก่าออกพันธบัตรระดมทุน  เหตุมีเงินกู้ผูกพันค้างอยู่อีก  6.5 หมื่นล้านบาท ด้านนายกฯ  เบรก "ศธ."           แจกโน้ตบุ๊คนักเรียน เกรงโดนครหาหาเสียงผู้ปกครอง ขณะที่บาททุบสถิติแข็งค่ารอบ 10 ปี ปิดตลาดอยู่ระดับ 32.26-32.28 บาทต่อดอลลาร์ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 26 ก.พ. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับและขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล รวม 5 คณะ โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธานทุกคณะ และมีรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นคณะกรรมการ ประกอบด้วย 1.ด้านระบบขนส่ง  ทั้งรถไฟฟ้า  รถไฟความเร็วสูง รถไฟในภูมิภาค         2.เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำให้ระบบขนส่งทางอากาศให้มีประสิทธิภาพ 3.เรื่องระบบการบริหารจัดการน้ำ ระบบชลประทาน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.เรื่องการพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทั้งการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เป็นต้น และ 5.เรื่องระบบการจัดการ เรื่องสุขภาพ สาธารณสุข การพัฒนาแพทย์เฉพาะทาง และระบบการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ  โดยนายกฯ จะได้เร่งให้มีการนัดประชุมในแต่ละคณะต่อไป เพื่อหารือเรื่องการหาเงินงบประมาณมาสนับสนุน

นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เบื้องต้นคาดว่าการดำเนินโครงการทั้ง 5 ด้านนี้ จะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ         1.5 ล้านล้านบาท ภายใน 4 ปี โดยปีแรกที่เริ่มโครงการคงจะยังใช้งบประมาณไม่มากนัก แต่จะเริ่มใช้มากขึ้นในปีที่  2 และ 3 ซึ่งแหล่งที่มาของเงินทั้งจากงบประมาณ เงินกู้จากต่างประเทศและในประเทศ รวมถึงการร่วมลงทุนกับเอกชน ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาในรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง "รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกโครงการ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาคน พัฒนาการศึกษา รวมถึงสาธารณสุข ที่ปัจจุบันไทยยังขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคน เพียงแต่โครงการประเภทนี้อาจจะไม่ได้ใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากเหมือนระบบขนส่งมวลชน และระบบชลประทาน แต่โครงการเหล่านี้เป็นประโยชน์ในอนาคต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยแข่งขันได้ เพราะปัจจุบันมีต้นทุนมากถึง 18% ของจีดีพี ขณะที่ประเทศอื่นมีต้นทุนเพียง 7-8% ของจีดีพี" นพ.สุรพงษ์กล่าว

เมื่อถามถึงเรื่องการยกเลิกมาตรการ 30% รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังกล่าวว่า ขณะนี้ขั้นตอนการหารือระหว่างผู้รับผิดชอบด้านนโยบายการเงินกับผู้รับผิดชอบด้านนโยบายการคลัง มีความเข้าใจที่ไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นก่อนหน้านี้ที่มีข่าวการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบ หรือการปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงถือว่าเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน  "มาตรการ 30% เป็นปัญหาหนึ่งที่เป็นอุปสรรคของนักลงทุนต่างชาติที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย นอกจากนั้นยังมีพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่ได้หารือกับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ว่าจะต้องมีการแก้ไขโดยเทียบเคียงกับประเทศคู่แข่งขันทางการค้า เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ" นพ.สุรพงษ์กล่าว

น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนายกฯ จะนั่งเป็นประธานคณะกรรมการกำกับและขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลทั้ง 5 คณะเอง เพื่อให้เกิดการนำนโยบายรัฐบาลไปปฏิบัติ   อย่างจริงจังแล้ว ในคณะกรรมการทุกชุดยังได้แต่งตั้งให้ นพ.สุรพงษ์เป็นรองประธานอีกด้วย เนื่องจากจะได้เป็นผู้ดูแลในส่วนของเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ

น.ส.ศุภรัตน์กล่าวด้วยว่า นายสมัครได้ให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ ชุดที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยกำชับให้หารือกันอย่างรอบคอบและระมัดระวังในการที่จะดำเนินโครงการแจกคอมพิวเตอร์แบบพกพา (โน้ตบุ๊ค) ให้แก่นักเรียนนักศึกษา เนื่องจากเป็นห่วงว่าสังคมจะมองว่าเป็นการหาเสียงกับผู้ปกครอง ทั้งนี้ นายกฯ ต้องการเน้นสนับสนุนคอมพิวเตอร์ให้ครบทุกโรงเรียนเป็นพื้นฐานก่อน ส่วนการให้คอมพิวเตอร์แบบพกพานั้นให้พิจารณาทีหลัง

ที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) นายธนิต โสรัตน์ รองเลขาธิการสายงานเศรษฐกิจ  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวระหว่างการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล     ที่แถลงต่อรัฐสภา ในหัวข้อ "นโยบายเศรษฐกิจ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ว่ารัฐบาลชุดนี้ผุดโครงการออกมามาก เช่น การขนส่ง เมกะโปรเจ็กต์  ต้องใช้เงินมากถึง  3-4  แสนล้าน  รถไฟรางคู่  5 แสนล้านบาท สร้างสถานีการบินภูมิภาค  โครงการ  SML และยังไม่รวมโครงการอื่นอีก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้เอกชนแข่งขันได้       แต่เป็นห่วงว่าในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง โดยเฉพาะในเรื่องโลจิสติกส์ ควรต้องมียุทธศาสตร์การติดต่อระหว่างประเทศเชื่อมโยงเส้นทางลดต้นทุนโลจิสติกส์ด้วย  "นโยบายยืดหยุ่นทางการเงินต่าง ๆ เช่น การกระตุ้น  SME, OTOP, SML ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเห็นด้วย ถึงแม้ว่าจะมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก แต่สถานการณ์แบบนี้จำเป็นต้องกระตุ้นให้เอาเงินให้รากหญ้า ทำให้เกิดการหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่า เพราะเมื่อมีการซื้อขาย ก็เป็นการเพิ่มการบริโภค เพียงแต่ต้องระมัดระวัง เพราะประชานิยมนั้นมีปัญหามาก ถ้าบริหารไม่ดี จะเป็นการไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจริง" นายธนิตกล่าว

เลขาฯ  สอท.กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่น่าเป็นห่วง คือรัฐบาลจะนำเงินมาจากที่ไหน เพราะถ้าจะออกพันธบัตรอีกก็จะเกิดปัญหาเรื้อรัง เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำการออกพันธบัตรมากแล้ว ส่วนจะไปกู้ต่างประเทศมาก็เกรงว่า จะมีปัญหาเช่นกัน  เนื่องจากขณะนี้เรามีเงินกู้ผูกพันประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท หรือ 48% ส่วนเรื่องนโยบายพลังงานควรมีแผนและวาระแห่งชาติชัดเจน ต้องแบ่งสัดส่วนระหว่างพืชเศรษฐกิจกับพืชพลังงานให้สมดูกัน ไม่เช่นนั้นราคา     จะสูงเหลื่อมล้ำกัน นอกจากนี้ รัฐบาลต้องคำนึงว่า ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าพื้นที่อุตสาหกรรมนั้นจะวิกฤติ         ต้องสร้างสถานที่ใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น เซาเทิร์นซีบอร์ด ท่าเรือน้ำลึก เป็นต้น  และที่สำคัญ ต้องจัดโซนนิ่งพื้นที่อุตสาหกรรม เกษตร ท่องเที่ยว ให้ชัด และกำหนดให้ชัดว่าจะเน้นอุตสาหกรรมหรือเกษตร ไม่เช่นนั้นจะล้าหลังแข่งขันไม่ได้แม้กระทั่งเวียดนาม ลาว พม่า

ขณะที่นายไพรัช บูรพชัยศรี กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี แต่ขอติงเรื่องการพักชำระหนี้เกษตรกร ควรพิจารณาที่เหตุผล ช่วยเฉพาะ

กรณีที่มีปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการเหวี่ยงแห  โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่าง ๆ  ก็ควรคำนึงถึงการคุ้มทุน ไม่ก่อเป็นภาระหนี้สินให้ประเทศ

มีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะทบทวนประมาณการเศรษฐกิจและประกาศใหม่ หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลการประมาณการภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2551 ว่าน่าจะขยายตัวได้ถึง 4.5-5.5% ต่อปี  จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัว         อยู่ในช่วงระหว่าง 4-5%   "สศค.วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2551 ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ในช่วงระหว่าง               4.5-5.5%  ต่อปี (ประมาณการเดิมประกาศ ณ เดือน พ.ย. 2550) ตามการใช้จ่ายภายในประเทศที่ฟื้นตัวจากฐาน       ที่ต่ำในปี 2550 และการส่งออกที่คาดว่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี  และการเร่งลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยผลักดันให้การลงทุนของภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นด้วย" แหล่งข่าวระบุ

นักค้าเงินธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 32.26-32.27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ  แข็งค่าขึ้นประมาณ 3 สตางค์ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดในรอบ 10 ปี 6 เดือน สาเหตุเนื่องจากผู้ส่งออกเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐ  เหตุวิตกกังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง  สาเหตุจากกระแสข่าวเรื่องที่จะมีการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อหาข้อสรุปว่าจะมีการยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ซึ่งจะมีผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก  "ตอนนี้มีหลายข่าวที่กดดันผู้ส่งออก ทำให้ผู้ส่งออกเกิดความกังวล ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 เงินบาทก็จะเคลื่อนไหวแข็งค่าในทิศทางเดียว และผู้ส่งออกก็จะเทขายดอลลาร์สหรัฐออกมาต่อเนื่อง" นักค้าเงินระบุ

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากจะมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแบบคงที่เหมือนมาเลเซียและจีน ก็จะเป็นแนวทางที่ย้อนยุค และไม่แตกต่างกับการควบคุมการไหลเข้า-ออกของต่างชาติ แม้ว่าจะมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ก็จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรได้ หากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการ  หรือนโยบายแก้ไขปัญหาเงินบาทในระยะยาว เพราะนักเก็งกำไร     จะคาดการณ์ได้ว่า  เมื่อเงินบาทแข็งค่า ธปท.ก็จะต้องซื้อดอลลาร์เพื่อแทรกแซง

ดร.ธนวรรธน์แนะว่า   แนวทางที่ดีที่สุดคือ การเพิ่มเครื่องมือบริหารจัดการให้กับ  ธปท.  เช่น  การเปิดช่องทางให้ ธปท.ตั้งกองทุนเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ หรือผลักดันให้เอกชนไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งเร่งขยายการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่จะต้องนำเข้าสินค้าทุนในต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นเงินบาทก็จะมีแนวโน้มที่แข็งค่าถึง 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เพราะไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.28-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการแข็งค่าสุด ในวันที่ 26 ก.พ. ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 32.26-32.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  และคาดว่ากรอบการเคลื่อนไหว ในวันที่ 27 ก.พ. จะอยู่ที่ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ไทยโพสต์  โลกวันนี้  กรุงเทพธุรกิจ  บ้านเมือง  ข่าวสด  27  ก.พ.  51