ก็จะใช้ชีวิต แบบการออกธุดงค์ คือตามแต่เขาจะจัดหาให้

  วันนี้ ได้เดินทางไปทำพาสปอร์ต ที่ห้างเซนทรัลบางนา มีคนไปทำหนังสือจำนวนมาก เพียงแค่ยังไม่ถึงครึ่งวัน ผู้เขียนก็ได้คิวที่ 602 ซึ่งต้องรอ อีก200 คน จึงจะถึง ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ ที่ให้ความสะดวก และแนะนำตลอดเส้นทาง มีเพียงบัตรประชาชน ก็สามารถ เป็นหลักฐาน ในการทำหนังสือเดินทางครั้งนี้ได้แล้ว และเมื่อหนังสือหมดอายุ 5 ปี ก็ต้องทำใหม่ทุกราย ไม่มีการต่ออายุแล้ว ถึงแม้ต้องรอ กว่าจะเสร็จ ก็เกือบ บ่ายสามโมง ไม่กล้าออกไปกินข้าวกลางวันก่อน กลัวผ่านคิว แต่เห็นใจ เจ้าหน้าที่มากกว่า ที่ให้บริการด้วยความ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่แสดงอาการเหน็ดเหนื่อย

   ค่ำวันนี้ผู้เขียนได้มานั่งทบทวนเวลา ที่ได้มาจากการใช้วันลา ไปปฏิบัติงานครั้งนี้ ที่ประเทศอินเดีย ก็เป็นเวลาเพียงน้อยนิด จึงตัดสินใจว่า จะเดินทางวันที่ 13 มีค. 51 วันแรกที่เริ่มลา ตามประสงค์ที่ตั้งใจไว้ และกลับประเทศไทย 26 เมย.51

  เงินกองทุนที่ได้ขายหนังสือ หนึ่งคนวาด หนึ่งคนแต่งนั้น ที่ได้อัพเดทสมุดไว้คือ141,210.87 บาท และเงินสดที่คุณพลเดชและคุณพ่อสกลช่วยขายหนังสือ อีก 8800 บาท รวมเป็นเงิน 150,010.87 บาท และเมือหักทุนค่าพิมพ์หนังสือ ที่คุณพลเดช ได้กรุณา สำรองจ่ายให้ก่อนคือ 56,000 บาท ค่าจัดส่งหนังสือ 2,000 บาท และ ได้ร่วมทำบุญบริจาคให้ กองทุน gotoknow 20,000 บาท เพราะฉนั้น จึงเหลือเงินสุทธิ 72,010.87 บาท

   ได้เข้าไปตรวจสอบเที่ยวบิน จากการบินไทย วันที่ 13 มีค. 51 เที่ยวบินจาก สุวรรณภูมิ-คยา จะเหลือแต่ชั้นพิเศษ ราคา 26,255 บาท และเที่ยวบินจาก พาราณาสี - สุวรรณภูมิ ราคาชั้นปกติ 33,950 บาท รวมค่าใช้จ่าย ค่าเครื่องบิน ก็คือ 60,205 บาท แต่ขณะนี้ ยังไม่ทราบค่ารถ ในการเดินทางไปกุสินารา และพาราณาสี แต่กองทุน ยังเหลือเงิน 11,805 บาท ผู้เขียนคิด่า คงจะพอเพียง สำหรับ การไปในครั้งนี้

   แต่แรกตั้งใจว่าทำหนังสือ หนึ่งคนาด หนึ่งคนแต่ง เป็นค่าเดินทาง ก็ได้ตามที่ตั้งใจทุกประการ เพียงแต่ผู้เขียนรู้สึกว่า ถ้าถามถึงความคุ้มกันไหมในการไปครั้งนี้ ก็ต้องตอบว่า การเสียเงินถึง เจ็ดหมื่นกว่าบาท กับการไปแค่ หนึ่งเดือนเศษ ก็คงดูจะไม่คุ้มกันเลย ตามหลัก การลงทุน ถ้าลงทุนขนาดนี้ น่าจะต้องอยู่สักปีละมัง จึงจะสมน้ำสมเนื้อ

    ที่สุด ผู้เขียน ก็ต้องขอใช้ทรัพยากร ที่ท่านทั้งหลายสนับสนุน กันมานี้ ไปปฏิบัติงาน ศึกษาดูงานในเวลาที่มีอยู่ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีจิตอาสา ที่จะเดินทางไปเช่นนี้ ในภายหลัง แม้จะระยะเวลาอันสั้น และไปอย่างพอเพียง เหมือนการแสวงบุญ ไม่ใช่การท่องเที่ยว และแม้ค่าใช้จ่าย จะหมดลงพอดี กับค่าเดินทาง ก็จะใช้ชีวิต แบบการออกธุดงค์ คือตามแต่เขาจะจัดหาให้ และจะคิดถึงความสะดวกสบายให้น้อยที่สุด ตามที่พี่โยคี ตอกย้ำเอาไว้ การไปครั้งนี้ ให้คิดเพียงว่า ไปสร้างบารมีให้ยิ่งๆขึ้นไป จงอย่าได้นึกถึงความสุขสบายส่วนตัว ให้อดทน ต่อความทุกข์ยากที่อาจได้พบ เพราะทุกอย่างที่ผ่านพ้นมาได้ คือบุญกุศลล้วนๆ

    ถึงวันนี้ โยคีน้อย มีความสบายใจ ที่จะได้เดินบนเส้นทาง ที่พี่โยคีว่าไว้ คือตัวเราตั้งจิตเอาไว้เช่นนี้เอง แต่เมื่อเกิดมาก็ลืม แต่ครั้งนี้ คงเป็นการตั้งใจอย่างมุ่งมั่น แม้จะจำไม่ได้แล้ว แต่ก็มีพลังผลักดันให้ไปจนได้...