เมื่อวันที่ ๒๐ ก.พ. ๕๑ ในวงเสวนากับ ๔ รองอธิการบดีของ ม. มหิดล เพื่อเตรียมการสัมมนายุทธศาสตร์ มม. สู่ World ClassResearch University รศ. ดร. ชื่นฤทัย ถามว่า คนทางสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มีโอกาสก้าวหน้าทางวิชาการมากน้อยกว่าอยู่ในมหาฯ อื่นอย่างไร ท่านบอกว่ามีเสียงสะท้อนว่าคนในวงการสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของมหิดลรู้สึกคับแค้นใจว่าอยู่ใน มม. ต้องทำวิจัยเพื๋อรับใช้ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทำไมคนทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ใน มม. จึงทำวิจัยสร้างศาสตร์ของตนเองเพื่อพัฒนาศาสตร์ของตนเองไม่ได้
ถึงแม้จะเรียกช่วง ๒ ชม. นั้นว่าเป็นการสัมภาษณ์ แต่ผมดึงให้เป็นบรรยากาศของ dialogue มากกว่า เราคุยกันแบบหวังให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ไม่เน้นถูก-ผิด
ผมให้ความเห็นว่าคำบ่นของอาจารย์ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์อาจถูกก็ได้ หรือผิดก็ได้ ขึ้นกับมุมมองและวิธีปฏิบัติ
ในมุมมองของผม นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของไทย ยังเน้นทำวิจัยแบบ documentary research มากไป ยังทำวิจัยโดยใช้ข้อมูลจากสถานการณ์จริงในปัจจุบันน้อยไป ผมเรียกการวิจัยแบบหลังว่า contemporary research
การวิจัยจากสถานการณ์จริงในปัจจุบันต้องเข้าไปทำความเข้าใจและสร้างหรือพิสูจน์ทฤษฎีจากสถานการณ์จริงนั้น มม. มีข้อมูลสถานการณ์จริงด้านสุขภาพมากกว่ามหาฯ ใดๆ มม. จึงเป็นสำนักที่ง่ายต่อนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จะทำงานวิจัยbasic research ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จากสถานการณ์จริงด้านสุขภาพ
จะเห็นว่ามองมุมหนึ่งเป็นข้อเสียเปรียบ มุมนี้คือมุมว้าเหว่ทางวิชาการในสาขาของตน และมองว่าต้องรับใช้สาขาอื่น แต่มองอีกมุมหนึ่งเป็นข้อได้เปรียบหรือโอกาสดี มุมนี้มีคนช่วยตอบแทนผม
หลังอาหารเที่ยง ศ. ดร. ยงค์วิมล เลณบุรี มาเสนอ "อาหารปัญญาแกล้มอาหารเที่ยง" ท่านเป็นนักคณิตศาสตร์อันดับหนึ่ง ของประเทศ ท่านบอกว่างานวิจัยคณิตศาสตร์แนวโมเดลลิ่ง ใช้แนวคิดระบบที่ไม่เป็นเชิงเส้น (คือระบบซับซ้อนนั่นเอง) เป็นการสร้างโมเดลจากสถานการณ์จริง และระบบที่น่าศึกษาคือระบบของชีวิต และระบบสุขภาพก็คือระบบนั้น การที่นักคณิตศาสตร์อย่างท่านมาอยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดลจึงเป็นโอกาสพิเศษ เพราะ มม. มีคนเก่งมากมายในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ "แค่เดินข้ามรั้วก็ได้ปรึกษากับคนทีเราอยากคุยด้วยแล้ว"
เปลี่ยนความคิดจาก ว้าเหว่เพราะไม่ได้อยู่ในดงคนสาขาเดียวกัน เป็น โอกาสสูงเพราะได้อยู่ในดงคนเก่งต่างสาขา
ศ. นพ. ประเวศ วะสี จึงตั้งข้อสังเกตว่า "การสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ต่างกันมาอยู่ด้วยกันและปฏิสัมพันธ์กัน" นี่คือหลักของoutbreeding ทั้ง outbreeding ทางชีวิทยา และ outbreeding ทางวิชาการ
นักสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยมหิดล มีโอกาส crossbreed กับสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพง่าย
สรุปว่านักสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยมหิดลมีข้อได้เปรียบ ๒ อย่างที่สัมพันธ์กัน
1. วัตถุดิบสำหรับเป็นโจทย์วิจัย
2. โอกาส outbreed ทางวิชาการ
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.พ. ๕๑