เรามีความชัดเจนแล้วว่า....จะเน้นการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งพาตนเองและพึ่งพากันเอง กระบวนการหลัก คือ สอนความคิด แนวคิดสัมมาทิฐิ ปัญญา คุณธรรม โดยเอาชีวิตพวกเราเป็นแบบอย่าง ว่าการมีชีวิตแบบนี้มันมีความสุข พึ่งตนเองได้จริง รวยเพื่อน รวยน้ำใจ รวยความรู้ คนเดียวไปไม่รอด ต้องมีกระบวนการกลุ่มเครือข่ายกัลยาณมิตร คบบัณฑิตให้พาไปหาผล สอนความรู้ในการทำมาหากิน เทคนิคการเกษตร เช่น การทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำสารไล่แมลง ทำบัญชีครัวเรือน เพื่อให้มีความรู้ มีข้อมูลสำหรับใช้จัดการชีวิต
ในขณะเดียวกัน จากประสบการณ์ที่ลุงจวน(ปราชญ์ชาวบ้านพิจิตร)เล่าให้ฟังว่า....
"...โครงการนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นให้คนฉุกคิดว่าชีวิตของคนที่มีทุกข์มา มีหนี้เยอะแยะ เห็นมั๊ยว่ามีครูบาอาจารย์หลายคนหาทางรอดเจอแล้ว อยู่รอด ปลอดหนี้ มีสุขแล้ว มีตัวอย่างของจริงให้เห็น ทำให้เกษตรกรพอมีหวังขึ้นบ้าง ทุกวันนี้แค่เกษตรกรมีความหวัง หารอดได้ก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว ที่เป็นอยู่นี้ยังตันอยู่..."
ประเด็นก็คือว่า... จากประสบการณ์ที่ประเมินผล คือ ทุกครั้งที่เขามาเรียน วปอ.(โรงเรียนผู้นำเกษตรกร) จะบอกความรู้สึกว่า
...ดีจริงๆ ได้ความรู้ ได้กำลัง ใจ ได้แบบอย่าง อยากกลับไปวางแผนชีวิต มีกำลังใจฮึกเหิม อยากสู้...
เราก็เลยคิดว่าถ้าเขากลับไปแล้วมีกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีการประชุม และเรียนรู้อย่างอย่างต่อเนื่อง โดยมีแกนนำแต่ละพื้นที่คอยติด ตามประเมินผล เขาก็จะไปรอด แต่ถ้าทิ้งเค้าไป หรือเขาไปเจอรุ่นพี่ที่เป็นคนพาล กวักมือพาไปกู้หนี้ยืมสิน ชวนไปลงทุน ก็จะทำให้เจ๊ง ! หนักเข้าไปอีก บทเรียนทำให้รู้ว่า ต้องทำให้มีกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ แล้วก็มีมูลนิธิฯ คอยประสานเชื่อมโยง
นี่คือกระบวนการที่จะทำให้เห็นว่าเกษตรกรคนหนึ่งจะไปรอดหรือ ไม่รอดนั้นต้องมีบัณฑิต ไปพบปะ พูดจา หมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์ ย้ำเน้นว่าต้องเป็นผู้นำพันธุ์แท้ อาจจะเจอบัวทั้ง 4 เหล่า แต่ประเภทใต้น้ำ ปริ่มๆน้ำก็จะดีหน่อย พอเราให้แสงตะวันหรือปัญญาแล้วพวกเขาจะโผล่ พ้นน้ำขึ้นมา โดยมีพี่เลี้ยงคอยดูแลประเด็นก็คือว่า เราจะมีกระบวน การสนับสนุนนักเรียน วปอ. อย่างไร??? เพราะจากบทเรียนที่มาที่เราตกหลุมตกร่องกันนั้นก็เพราะใจ"ไม่พอ"