การเดินทางครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางไปถึงโรงจอดรถของคณะแพทยศาสตร์ ก่อนเวลานัดหมายคือบ่าย 2 โมง เนื่องจากผมไม่ได้รับคำสั่งการเดินทาง..เป็นเพราะว่าผมสมัครเข้าร่วมออกหน่วยครั้งนี้ในนามหน่วยประกันคุณภาพฯ และเมื่อหน่วยประกันคุณภาพฯ ได้รับคำสั่งแต่งตั้งแล้ว ไม่ได้ส่งเอกสารให้ผม ซึ่งอยู่คนละหน่วยงาน (เป็นเรื่องการประสานงานภายใน)..แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็สามารถหาข้อมูลได้ไม่ยาก เพียงแค่โทรมือถือไปหาคุณวิภาหรือแอ๊ว (ผู้ประสานงาน Mobile Unit) ผมก็ได้รับการขานไขข้อข้องใจทุกประการ
เมื่อผมไปถึงโรงจอดรถของคณะแพทย์ฯ ได้พบครูช่างประเทือง โมราราย (ผมกำลังต้องการพบอยู่พอดี-ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้) แกทักทายผมด้วยเรื่องความหลังครั้งก่อนๆ ที่ได้ร่วมงานด้วยกัน ผมขอความช่วยเหลือแกด้วยเรื่องเอกสารบางอย่าง ซึ่งแกก็ยินดีช่วยเหลืออย่างดียิ่ง...นี่เป็นเพราะอานิสงค์ของการที่เคยได้ทำงานร่วมกัน ได้รู้จักนิสัยใจคอกันอย่างลึกๆ และโดยอุปนิสัยส่วนตัวของครูช่างประเทืองก็เป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว
พวกเราชาวโมบาย ออกเดินทางพร้อมกันในเวลา 14.15 น. ด้วยรถบัสของคณะแพทย์ 2 คัน (พร้อมกับรถทันตกรรมพระราชทานของคณะทันตแพทยศาสตร์อีก 1 คัน-ขนเครื่องมือทันตแพทย์ภาคสนาม) ผมเลือกที่จะนั่งรถบัสคันที่ 2 ซึ่งมี นายรังสรรค์ ชมเนียม เป็นพลขับ เป็นเพราะว่าเบาะที่นั่งจะใหญ่กว่าและนั่งสบายกว่า ส่วนรถบัสคันที่ 1 ซึ่งมีนายเฉลิมศักดิ์ หมอนทอง เป็นพลขับนั้นที่นั่งจะแคบกว่า...พอรถเคลื่อนที่เราก็ได้รับแจกขนมปัง-ตามด้วยนมกล่องและน้ำดื่ม จากเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำรถ (ทำหน้าที่คล้ายๆ กับโอสต์ บนรถทัวร์)
พวกเราเดินทางด้วยกันครั้งนี้ประมาณ 90 ชีวิต..ด้วยรถบัส 2 คัน ทำให้ที่นั่งบนรถไม่แออัดมากนัก ผมมาในนามของหน่วยประกันฯ เพียงคนเดียว จึงได้นั่งคนเดียว (ความจริงเบาะที่นั่งที่ติดกับหน้าต่างใช้การไม่ได้ดี เพราะตัวเบาะหลุดจากขาเหล็กที่ยึดด้านล่าง-หากมีคนมานั่งด้วยก็อาจไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร) ผมจึงได้อ่านหนังสือเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ระหว่างทางไปด้วย ผมอ่านหนังสือไปสักพัก ผมก็ได้งีบหลับไป (เพราะตอนเช้าหลายวันมานี้ ผมตื่นตีสี่ ตีห้าแทบทุกวัน)
ตื่นมาอีกที รถมาจอดให้พวกเรามาแวะเข้าห้องน้ำ ที่ร้านขนมโมจิชื่อดังของจังหวัดนครสวรรค์ แม้ว่าห้องน้ำจะมีหลายห้อง แต่ผู้ร่วมออกหน่วยฯ สุภาพสตรีของเรามีมาก จึงเข้าแถวรอเข้าห้องน้ำจนแถวยาวล้นออกมาด้านนอก
เราพักที่นี่กันประมาณ 15 นาที ก็ออกเดินทางต่อไปตอนใกล้ๆ 4 โมงเย็น จุดหมายปลายทางของเราคือ "ห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม รีสอร์ท" ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
จากนครสวรรค์ เรามุ่งตรงไปทางกรุงเทพ แล้วไปเลี้ยวขวาเข้าเส้นทาง นครสวรรค์-อุทัยธานี ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 333 ผ่านอำเภอหนองขาหย่าง อำเภอห้วยคต แล้วไปเข้าเส้นทางที่จะไปอำเภอบ้านไร่ ตามเส้นทางหลวง 3282 ระหว่างทางสังเกตว่า เส้นทางที่เราไป เป็นเส้นทางสายเล็กๆ ที่สองข้างทางยังคงมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก

แผนที่การเดินทางไปสู่ที่พัก "ห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม รีสอร์ท"
สถานที่พักของเรา อยู่เลยสถานที่เราจะออกหน่วยฯ กันออกไป เราจึงใช้เวลาเดินทางยาวนานเกือบ 4 ชั่วโมง เมื่อรถบัสใกล้จะถึงที่พัก น้องเล็ก (สกุลทิพทย์ พลธสูร) ก็นำเอกสาร 2 แผ่นมาแจก แผ่นแรกเป็นรายชื่อผู้เข้าพักตามบ้านพักหลังต่างๆ ซึ่งมีจำนวน 35 หลัง ส่วนแผ่นที่สองเป็นกำหนดการให้บริการและแผนผังอาคารโรงเรียนบ้านสมอทอง ซึ่งกำหนดจุดให้บริการต่างๆ.....พอรถบัสมาถึงบริเวณป้ายทางเข้ารีสอร์ท เสียงใสๆ ของน้องเล็กประกาศว่า "เรียนท่านอาจารย์และบุคลากร เมื่อท่านไปถึงแผนกต้อนรับของรีสอร์ท ให้ตัวแทนของห้องไปรับกุญแจห้องพักได้ และขอนัดทานอาหารเวลา 18.30 น. ขอให้ตรงเวลาด้วยนะค๊ะ เพราะครั้งนี้เราจัดอาหารลงตามโต๊ะ ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์เหมือนครั้งก่อนๆ"
และแล้วพวกเราก็มาถึงที่พัก "ห้วยขาแข้ง คันทรีโฮม รีสอร์ท" ไปรับกุญแจห้อง เข้าบ้านพักตอน 6 โมงเย็น ชื่อของบ้านพักเป็นชื่อของสถานที่ในจังหวัดอุทัยธานี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เช่น บ้านสะแกกรัง (เป็นชื่อแม่น้ำสำคัญของจังหวัดอุทัยธานี) บ้านกระปุกกระเปียง (ชื่อหน่วยพิทักษ์ป่าในห้วยขาแข้ง) และบ้านไซเบอร์ (ชื่อน้ำตกในจังหวัดอุทัยธานี) เป็นต้น
เห็นชื่อเหล่านี้แล้ว ทำให้ผมหวนนึกไปถึงปี 2532 ตอนที่ผมพานิสิตภาควิชาชีววิทยา ที่เรียนวิชาการเลี้ยงผึ้ง ไป Trip หรือทัศนศึกษา ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นครั้งแรก (และยังไม่เคยได้ไปอีกเลย) สมัยนั้นมีคุณสว่าง ปิยาภิชาต เป็นหัวหน้าเขตฯ (พอคุณสว่างย้ายไป คุณสืบ นาคะเสถียร จึงได้มาเป็นหัวหน้าเขตฯ แทน) จำได้ว่าพวกเราได้เดินสำรวจรังผึ้งและผืนป่ากันไกลประมาณ 8 กิโลเมตร เราจึงรู้สึกเหมือนขาจะแข็ง เราจึงเปลี่ยนชื่อป่าที่นี่เสียใหม่ว่า "ห้วยขาแข็ง" พอเราเดินมาถึงหน่วยพิทักษ์ป่ากระปุกกระเปียง พวกเราก็เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า "กระปลกกระเปลี้ย"
ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อบ้านพัก "บ้านไซเบอร์" ทำให้ผมนึกถึงพวกหุ่นยนต์ทำลายล้างโลกอะไรพวกนั้น แต่ความจริงแล้ว ชื่อนี้เป็นชื่อน้ำตก เป็นภาษากะเหรี่ยงครับ ชื่อไทยเรียกว่า "น้ำตกหินลาด" เป็นน้ำตกอยู่ใกล้หมู่บ้านไซเบอร์ อำเภอห้วยคต น้ำตกนี้ เกิดจากลำห้วยล่อยจ้อยที่ไหลจากภูเขาสูง ทำให้เกิดน้ำตกเป็นระยะหลายชั้น ส่วนตอนบนเรียกน้ำตกล่อยจ้อย ส่วนที่ตกปะทะหินก้อนใหญ่ เรียกน้ำตกหินลาด ข้างล่างเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่รับน้ำตก บริเวณโดยรอบเป็นป่ามีหวายและต้นไม้ร่มครึ้ม..
ท่าน ผศ.ดุษฎี รุ่งรัตนกุล เพื่อนรุ่นน้องของผม ซึ่งเก่งภาษาอังกฤษ จากคณะมนุษยศาสตร์ โชคดีได้พักที่บ้านไซเบอร์ 3 คู่กับ ดร.ศศิธร จันทโรทัย แกบอกผมว่า "บ้านไซเบอร์ชื่อนี้คงไกลน่าดู" และก็ไกลจริงอย่างที่ว่า เพราะว่าแกต้องขึ้นรถสนามกอล์ฟไปบ้านพัก
บ้านพักที่ผมเข้าพัก มีชื่อว่า "บ้านสะแกกรัง 1" เป็นการติดสติกเกอร์ใหม่ สติ๊กเกอร์เก่าเป็น "บ้านสะแกกรัง 30" ผมต้องเดินจากหน้าฟร้อนท์ (แผนกต้อนรับ) มาที่บ้านพักในระยะทางประมาณ 60 เมตร ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว
บ้านหลังที่ผมพัก มีลักษณะเป็นบ้านแฝด 2 ห้องติดกัน ด้านหน้ามีม้าหินอ่อนใช้ร่วมกัน แต่ผมสงสัยว่า "บ้านสะแกกรัง 31" ห้องพักที่ติดกับห้องผม ทำไมจึงถูกปิดล็อก และคืนนี้ผมต้องพักคนเดียว เนื่องจากว่า นายแพทย์สันติ วีรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ (orthopedics=สาขาวิชาว่าด้วยกระดูกและกล้ามเนื้อ) ซึ่งพักคู่กับผม จะเดินทางมาสมทบด้วยในวันพรุ่งนี้ (พักคืนวันเสาร์เพียงวันเดียว)
ห้องที่พัก มีลักษณะเหมือนห้องพื้นฐานทั่วไป มี 2 เตียง อ่างล้างหน้า ห้องน้ำที่มีเครื่องทำน้ำอุ่น มีทีวี ตู้เย็น ที่แขวนเสื้อ ไม่มีตู้เสื้อผ้าหรือที่วางกระเป๋าเฉพาะ แต่ที่แปลกจากที่อื่นๆ คือ มีหนังสือธรรมะ อยู่ในห้องหลายเล่ม
18.30 น. ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว ผมเดินมาที่ห้องอาหาร ซึ่งเป็นอาคารเปิดโล่งสบายๆ ก่อนถึงห้องอาหาร ได้พบกับลานออกกำลังกาย ที่มีเครื่องออกกำลังกายแบบ Classic แบบไทยประดิษฐ์ ราคาย่อมเยาวางอยู่ประมาณ 5 ชิ้น ความคิดแรกแว๊บเข้ามา คิดว่า เจ้าของรีสอร์ทน่าจะประดิษฐ์เครื่องออกกำลังกายเหล่านี้ขึ้นมาเอง จะต้องหาโอกาสถามใครสักหน่อย
ถึงห้องอาหาร พบว่าพวกเราหลายคนมานั่งทานอาหารอยู่ก่อนแล้ว เสียงจานช้อนกระทบกัน มีเสียงพูดคุยไม่มาก แสดงว่ากิจกรรมเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่ประสานงานกำลังช่วยจัดที่ให้พวกบุคลากรนั่งตามโต๊ะต่างๆ ซึ่งจะนั่งได้ประมาณ 8 ท่าน
ผมได้ที่นั่ง โต๊ะแรกด้านหน้า ซึ่งเป็นโต๊ะลูกผสม คือผสมกันระหว่างอาหารธรรมดากับอาหารมังสะวิรัติ สมาชิกที่เป็นมังสะวิรัติ มีอยู่ 3 ท่าน มี คุณวิภา เพิ่มผลนิรันดร์ (แอ๊ว) ผู้ประสานงานหลัก ดร.สาโรจน์ เพชรมณี จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ และผม (beeman)
หลังจาก ทานอาหารไปได้สักพัก เสียงสนทนาก็เริ่มบนโต๊ะอาหาร ผมถามคุณวิภาว่า เวลามาสำรวจพื้นที่ออกหน่วยฯ เรื่องที่พัก ต้องถามรีสอร์ทก่อนไหมว่าทำอาหารมังสะวิรัติได้หรือเปล่า..คำตอบแบบทีเล่นทีจริงคือ "เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกที่พัก" (แต่ความจริงข้อแรกในการสำรวจที่พักคือ ต้องมีห้องพักปริมาณเพียงพอสำหรับผู้เข้าพักจำนวน 70-90 ท่าน)
คุณวิภายังเล่าต่อไปอีกว่า "ที่นี่เป็นแห่งแรก ที่เลี้ยงอาหารคณะผู้สำรวจพื้นที่" (เข้าใจว่าเป็นเพราะ เจ้าของรีสอร์ท คือ คุณสุภาภรณ์ ลิ่มอรุณ มาบริการด้วยตนเอง) ผมถามต่อไปว่าทำไมที่นี่เขาทำอาหารมังสะวิรัติได้หลายอย่าง คำตอบคือ เจ้าของที่นี่เขาทานอาหารมังสะวิรัติด้วย....
หลังจากทานอาหารเสร็จ ผมก็ไปทักทายกับหลายๆ โต๊ะที่ยังนั่งคุยกันอยู่ด้วยบรรยากาศสบายๆ สุดท้ายพอเขากลับกันเกือบหมดแล้ว ผมกลับมาที่โต๊ะเดิม เห็น ผศ.ดร.สุระพล ตั้งวรสิทธิชัย คณะสหเวชศาสตร์ ยังนั่งคุยกับคุณวิภาอยู่
เรื่องที่สนทนากัน (เป็น AAR=after action review แบบหนึ่ง) เป็นปัญหาพื้นฐานที่พบบ่อยในการออกหน่วยแต่ละครั้ง คือเรื่องที่พัก จุดหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อดีสำหรับการออกหน่วยครั้งนี้คือ มีการแจกเอกสารที่บอกว่าใครพักกับใครใน 35 ห้อง แต่จุดเดียวกันที่คิดว่าเป็นข้อดีของคนหนึ่ง ก็กลายเป็นข้อเสียของผู้จัด เพราะผู้เข้าพักท่านอื่นๆ ได้เห็นรายชื่อผู้พักแต่ละห้องทำให้เกิดการเปรียบเทียบ...เรื่องที่เปรียบเทียบ เช่น บางห้องมีแอร์ บางห้องไม่มีแอร์ บ้านพักบางหลังพักแค่สองท่าน บางหลังพักสามท่าน ในขณะที่บางหลังพักเป็นสิบ เป็นต้น
ผู้ที่จะเป็นผู้ประสานงานที่ดีได้ ต้องอดทนต่อเสียงบ่นต่างๆ และต้องช่วยแก้ปัญหาให้บรรเทาเบาบางลงไป ถ้าผู้ที่ร่วมออกหน่วยเข้าใจ ครั้งต่อไปก็มาร่วมออกหน่วยฯ อีก แต่ถ้าไม่เข้าใจ..ก็มาแค่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความประทับใจหรือขมขื่น)
ความจริงท่านอาจารย์วิบูลย์ (ผศ.ดร.วิบูลย์ วัฒนาธร) รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและประกันคุณภาพ ผู้ซึ่งดูแล Mobile Unit (ชื่อเป็นทางการคือ "หน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อพัฒนาสุขภาพและอาชีพประชาชน") ท่านให้นโยบายไว้ว่า "อยากให้บุคลากร ทำตัวสบายๆ เหมือนไปทำงานให้บริการประชาชนด้วย และได้พักผ่อนไปด้วย"
ภาคปฏิบัติจริงๆ แล้ว ไม่ง่ายนัก ที่จะทำให้ทุกๆ คนมองเห็นอะไรคล้ายๆ กัน เนื่องจากผู้ให้บริการแต่ละท่าน ล้วนมีพื้นฐานและมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน......
บนโต๊ะอาหาร (ที่เหลือกันแค่ 3 คน) ดร.สุระพล เสนอแนะการปรับปรุงบริการแก่คุณวิภาหลายข้อ หนึ่งในข้อเสนอแนะคือ การลงทะเบียนผู้ร่วมเดินทางออกหน่วยฯ วันแรกตรงโรงรถคณะแพทย์ฯ เป็นเพราะว่าการจะมาประกาศถามหาทางโทรโข่งว่า "ท่านใดมาหรือยัง" (บนรถ) บางครั้งอาจจะใช้สรรพนามผิดไปบ้าง..อาจจะดูไม่เหมาะสมและอาจทำให้บางท่านรำคาญได้..ดร.สุระพล กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "มันจะยากแค่ตอนแรกๆ แต่ต่อไปจะสบายขึ้น"
![]() |
|
มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์ |

รออ่านตอนต่อจากนี้ค่ะ อาจารย์
วันพุธนี้ ไม่ทราบว่าเราจะได้พบกันไหมค่ะ ที่ ร.พ.พุทธฯ อ่ะคะ รบกวนอาจารย์แจ้งให้ทราบในบล๊อกก๊วนคุณสะอาดสองแควด้วย
ขอบคุณค่ะ
นักการเมี่ยง
สวัสดีค่ะอาจารย์ beeman
ผมชอบหลักการทำงาน ของครูช่างวิศวะอุตสา เป็นกันเองดีอารมย์ดีแบบงายๆๆด้วยคร้บอยากให้ไปบ่อยจังเลย ได้ความรู้จากท่านทางช่างด้วยคร้บ ขอบคุณคร้บ
ขอบคุณ คนมอง ทีทำให้ ดิฉันนึกว่ายังมีครูช่างออกโมบายอยู่ ทุกครั้งทีครูช่างไปสอนไปซ่อมทางด้านช่าง ท่านต้องเอาเครื่องทางไปแจกพวกเราทุกทีประเภท ค้อน ที่ตักขยะโดยฝีมือเด็กวิศวะทำเองค่ะ ยากให้มีทีมงานอย่างนี้ไปนานๆๆเพระได้ความรู้ใหม่ๆๆดีมากเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ความจริงเรื่องนี้ยังเขียนไม่จบครับ คุณคนมอง