กองทุนสวัสดิการชุมชนน่าจะโยกเงินไป "จ้ดการศึกษาตามอัธยาศัย" ซึ่งชุมชนมีศักยภาพทำได้ดีมากกว่า และเพราะแม้ชุมชนจะให้ทุน ก็ให้ได้เพียงไม่กี่ทุน และไม่ชัดเจนว่า ชุมชนเองจะได้ประโยชน์จากการสนับสนุนการศึกษาในระบบเพียงใด

โดยปกติ  ชุมชนจะจัดสวัสดิการแบบครบวงจรชีวิต ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย    การที่บันทึกนี้พิจารณาเฉพาะสวัสดิการด้านการศึกษาอาจเหมือนการแยกส่วน  แต่เหตุที่ทำเช่นนี้ เพราะเห็นว่าจะได้เจาะลึก และเห็นประเด็นชัดเจนขึ้นในแต่ละด้าน (7 ด้าน) ที่กล่าวถึงใน พรบ.สส.การจัดสวัสดิการสังคม   ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานหนุนเสริมได้เห็นช่องทางการส่งเสริมชัดเจนขึ้น   เพราะคิดว่า การหนุนเสริมเพียง "การจ่ายเงินสมทบ" นั้น "ไม่น่าจะเพียงพอ" ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสวัสดิการชุมชน

จากการอ่านรายงานของ พอช.เพิ่มเติม  จะพบรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการจัดสวัสดิการด้านการศึกษา   จึงขอขยายความเพิ่มเติมจากบันทึกที่แล้ว

กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา

บันทึกที่แล้วกล่าวถึงกองทุนของชุมชนบ้านเกาะ ที่ล้มไปแล้ว เพราะกองทุนคิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมร้อยละ 10  สู้ไม่ได้กับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐที่เกิดขึ้นในภายหลัง

อย่างไรก็ดี  ปัจจุบัน ยังมีชุมชนที่จัดกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา  คือ  กลุ่มสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1  บาทเพื่อทำสวัสดิการภาคประชาชน ของครูชบ ยอดแก้ว และกลุ่มอื่นๆบางกลุ่มที่นำแนวคิดของครูชบไปปฏิบัติ  เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน ที่ตำบลบ้านปาล์ม อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

ตามรายงานของ พอช. กองทุนดังกล่าวทั้งสองพื้นที่ ให้สมาชิกยืมกองทุนฯได้ 30% โดยไม่มีดอกเบี้ย  งานเขียนของ พอช. ไม่ระบุชัดเจนว่า  30% ของอะไร  จึงยากที่จะทำความเข้าใจ  (หากท่านใดเข้าใจ กรุณาช่วยขยายความด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง)  แต่ที่น่าสนใจคือ  การไม่คิดดอกเบี้ย  ทำให้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาของชุมชนหนุนเสริมกันได้กับกองทุนกู้ยืมของรัฐ  (ต่างกับกรณีบ้านเกาะ ที่ดอกเบี้ยสูงกว่าของรัฐ)

การให้เปล่า (ทุนการศึกษา)

พบว่า มีการให้ทุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละชุมชน  เช่น

  • ทุนการศึกษาเด็กกำพร้า  600 บาท/คน/ปี (ต.สะนอ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี)
  • ทุนการศึกษาตามลำดับชั้นเรียน ไม่เกิน 800 บาท/ครอบครัว/ปี (ต.พ้อแดง อ.หลังสวน จ.ชุมพร)
  • ทุนการศึกษา 500 บาท/ครอบครัว/ปี (ต.ตาลเตี้ย อ.เมือง จ.สุโขทัย)
  • ทุนการศึกษา 500 บาท/คน/ปี  กำหนดไว้ 12 ทุน (ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี)

         เป็นต้น

ข้อสังเกตคือ 

  • แทบจะทุกกองทุนระดับตำบลในภาคใต้จะจัดสวัสดิการด้านการศึกษา ในขณะที่กองทุนชุมชนในภาคอื่นๆ จัดบ้างไม่จัดบ้าง (จะอธิบายอย่างไร)
  • ชุมชนจัดทุนการศึกษาได้ในวงเงินจำกัด ดังเห็นได้จากมักมีการจำกัดจำนวนทุนการศึกษาไว้ 

จึงเป็นที่น่าสนใจว่า  หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนมองประเด็นเหล่านี้อย่างไร  การหาช่องทางสนับสนุนทำได้ไม่ยากหากรู้จำนวนเด็กในชุมชน  หรืออาจมีการหนุนเสริมภาคเอกชนให้มาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งน่าจะหาแนวทางทำได้เพราะเอกชนจะได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี  เป็นต้น

โดยส่วนตัวคิดว่า  หากรัฐและเอกชนเข้ามาหนุนเสริมได้  กองทุนสวัสดิการชุมชนน่าจะโยกเงินไป "จ้ดการศึกษาตามอัธยาศัย" ซึ่งชุมชนมีศักยภาพทำได้ดีมากกว่า  และเพราะแม้ชุมชนจะให้ทุน  ก็ให้ได้เพียงไม่กี่ทุน และไม่ชัดเจนว่า ชุมชนเองจะได้ประโยชน์จากการสนับสนุนการศึกษาในระบบเพียงใด (ดูบันทึกก่อนหน้านี้)  จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐและเอกชนมากกว่า  ผู้เขียนเห็นว่า ชุมชนน่าจะลงทุนในประโยชน์ที่ตกกับชุมชนโดยตรงคือ การจัดการศึกษานอกระบบ หรือจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่

  • การจัดเวทีเรียนรู้สำหรับสมาชิกในชุมชน การทำแผนชุมชน
  • การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการศึกษาดูงานของสมาชิก กรรมการ  เยาวชน แม่บ้าน
  • การจัดศูนย์เรียนรู้  โรงเรียนชาวนา
  • การจัดวิทยุชุมชน

      เป็นต้น

ชุมชนบ้านสวนโหนด ต.ชุมพล อ.เมือง จ.พัทลุง เป็นตัวอย่างกองทุนที่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยโดยจัดเป็นกองทุนย่อยสำหรับการศึกษาดูงานของสมาชิกแต่ละกลุ่ม