เมื่อเช้า ผมนึกทบทวนประเด็นเรื่องสวัสดิการ จะลองวิเคราะห์ตัวเองดูว่า สวัสดิการหมายถึงอะไร และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง

เริ่มจากบ้านพักที่ทำให้ผมได้นอนหลับอย่างอุ่นสบายจนถึงรุ่งเช้า ผมซื้อบ้านจัดสรรหน้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมสร้างเองไม่ได้ มีคนรับจัดการสร้างบ้านจัดสรร เราแบ่งงานกันทำ  ทั้งแรงงาน และวัสดุ อิฐ หิน ดิน ทราย จนกลายเป็นบ้าน ถือเป็นระบบแลกเปลี่ยนที่มีวงจรหมุนเวียนยาวไกลมากโดยกระทำผ่านระบบเงินตรา
            การซื้อบ้านหลังนี้ ผมไม่มีเงินทุนมากพอ  จึงต้องกู้จากสหกรณ์และธนาคารออมสิน สหกรณ์เป็นองค์กรการเงินภายในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่พนักงานร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อจะได้ช่วยเหลือพึ่งพากัน เป็นสวัสดิการในยามจำเป็น และผมก็ได้ใช้บริการหลังจากที่ได้ช่วยให้คนอื่นๆได้ใช้บริการมาก่อนหน้านี้แล้ว เงินกู้จากสหกรณ์ไม่พอ ก็ต้องกู้จากธนาคารออมสินซึ่งถือเป็นสวัสดิการของรัฐในรูปสถาบันการเงินเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์     

ตื่นนอนตอนเช้า แต่ละคนต้องดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ถ้ามีลูกอ่อนก็ต้องดูแลลูกด้วย การดูแลตนเองและครอบครัวถือเป็นการจัดสวัสดิการภายในที่สำคัญมาก ผมเริ่มโดยการนั่งสมาธิตอนเช้าตรู่ตามแนวทางอานาปานสติที่เรียนรู้มาจากสวนโมกข์นานาชาติเกือบทุกวัน ทั้งตอนเช้าและก่อนนอน รวมทั้งในกิจวัตรประจำวันหรือในช่วงทำงานเมื่อระลึกได้ก็จะตามลมหายใจตามรู้ไปด้วยขณะทำภารกิจต่างๆ

ความรู้เก่าแก่สอนว่าลมหายใจยาวจะช่วยให้ร่างกายรำงับ ร่างกายรำงับจะช่วยให้จิตใจรำงับไปด้วย เมื่อจิตใจรำงับจะเกิดความสุข ความสุขจึงหาได้ไม่ยากเลย นึกได้เมื่อไร หายใจให้ยาวขึ้นและตามรู้ไปด้วย ความสุขและการตื่นรู้ก็จะคุ้นเคยอยู่ในตัวเรา

เสร็จจากนั่งสมาธิ ผมจะออกมาแกว่งแขน ซึ่งเป็นความรู้จากจีนประมาณ400-500ครั้ง ก่อนนี้เคยออกมาเดินทุกเช้าวันละ30-45นาที และรำไทเก๊กที่เรียนจากหนังสือและวีซีดีจำนวน24ท่าครั้งละ2-3รอบ ผมเห็นว่าการรำไทเก๊กก็คือการเดินจงกรมอย่างมีท่วงทำนองนั่นเอง จากนั้นจะรดน้ำต้นไม้ ช่วยกิจวัตรในบ้าน เช่น ซักผ้า

ตอนนี้ลูกชาย2คนโตพอจะช่วยตัวเองได้มากขึ้นแล้ว  แต่ก็ต้องให้แม่ช่วยดูแลในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่คอยดูอยู่ห่างๆ  การไปโรงเรียนของลูกได้ใช้บริการรถรับส่งของมหาวิทยาลัย ถือเป็นสวัสดิการที่ผู้ปกครองร่วมจ่ายในส่วนของเบี้ยเลี้ยงคนขับและค่าน้ำมัน

โรงเรียนของลูก2คนก็เป็นสวัสดิการของรัฐและเอกชนซึ่งรัฐสนับสนุนเงินสมทบบางส่วน โดยโรงเรียนเรียกเก็บจากผู้ปกครองบางส่วน ผมทำงานในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีสวัสดิการที่พักอาศัยที่ใช้หมดไปแล้ว ต้องให้คนอื่นๆต่อไป สวัสดิการเงินสำรองเลี้ยงชีพ รักษาพยาบาลทั้งตัวเองและลูก สวัสดิการค่าเล่าเรียน

นอกจากนี้แล้ว ผมยังทำฌาปนกิจของกระทรวงศึกษา(ชพค.)และประกันชีวิตจากอุบัติเหตุของบริษัทเอกชนที่เพื่อนร่วมงานคะยั้นคะยอให้ทำด้วย เผื่อเป็นอะไรไปครอบครัวจะได้ไม่เดือดร้อนมากนัก เนื่องจากผมต้องเดินทางในหน้าที่การงานค่อนข้างบ่อย

สำหรับในที่ทำงานที่ศูนย์บริการวิชาการ เราได้ตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์วันละ1บาทขึ้นมาด้วย เก็บเงินทุกเดือนไม่จำกัดจำนวนจากการหยอดกระปุกของแต่ละคนเพื่อเป็นสวัสดิการกู้ยืมกันภายใน ค่าบำรุงที่ได้ไม่มีการปันผล เก็บไว้ใช้เป็นสวัสดิการต่างๆ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าจำหน่ายเครื่องดื่มอยู่ในตึก มีโต๊ะปิงปองที่พนักงานมีส่วนร่วมค่อนข้างมากทั้งในตอนเที่ยงและหลังเลิกงาน เป็นสวัสดิการที่ช่วยสร้างเสริมความสามัคคีและสุขภาพของพวกเราเป็นอย่างดี มีการชั่งน้ำหนักและวัดรอบเอวสมาชิกทุกเดือน นอกจากนี้ ยังมีการนำกับข้าวมากินด้วยกันในตอนเที่ยง โดยซื้อข้าวสารมาหุงในที่ทำงาน ซึ่งผมก็ร่วมอยู่ในวงสังสรรค์ร่วม10คนนี้ด้วย

ตอนเย็นหลังเลิกงาน ผมจะตีปิงปองจนเหงื่อโชก กลับไปบ้านก็รดน้ำต้นไม้ ตกแต่งสวนหน้าบ้านที่มีอยู่นิดหน่อย ตอนนี้จะปลูกผักไว้กินด้วย ถือเป็นสวัสดิการนันทนาการและการออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆที่คนในครอบครัวช่วยกันดูแล นอกนั้นก็ช่วยงานบ้านนิดๆหน่อยๆ รวมทั้งเล่นไพ่กับลูกในบางครั้ง

ลูกชายรับผิดชอบไปทิ้งขยะ การกำจัดขยะถือเป็นสวัสดิการของเทศบาลที่เรายินดีจ่ายสมทบด้วย วันอาทิตย์มีตลาดนัดถือเป็นการแลกเปลี่ยนปัจจัย 4 ด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในสัปดาห์ บางเสาร์อาจจะแวะเข้าห้างซื้อของใช้ตุนไว้ในรอบเดือน เช่น ผงซักฟอก น้ำมันพืช ส่วนนี้ถือเป็นสวัสดิการผ่านตลาด ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านระบบเงินตราที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน

ผมมีบ้านในสวนด้วย ซึ่งมีสภาพเป็นชุมชนมากกว่าบ้านจัดสรรแห่งใหม่นี้ โชคดีหน่อยที่คนในบ้านจัดสรรส่วนใหญ่เป็นพนักงานในมหาวิทยาลัย จึงรู้จักกันดี แต่ก็ไม่ได้มีกิจกรรมร่วมกัน ไม่เหมือนบ้านในสวนที่ยังคงมีเครือญาติที่ผูกพันเป็นสายใยยึดโยงกันผ่านพิธีกรรมทางศาสนาในวันสำคัญต่างๆ เราเคยไปวัดใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยในวันพระ มีชาวบ้านประมาณ5-6คนยกปิ่นโตไปถวาย  พระซึ่งมีอยู่ 2 รูป แต่มีประชากรสุนัขนับ10ตัว      สิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ในวัดค่อนข้างพร้อมและกว้างขวางร่มรื่น แต่มีพระสงฆ์จำนวนน้อยเกือบทุกวัด

การไปวัดเป็นสวัสดิการทางจิตใจในพิธีกรรมทั้งการถวายภัตตาหาร และกรวดน้ำร่วมกันในหมู่คนที่เพิ่งรู้จัก เสมือนหนึ่งการได้ร่วมเป็นญาติเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันผ่านกระแสน้ำที่อุทิศให้ผู้มีพระคุณและสัตว์น้อยใหญ่ รวมทั้งเทวดา มาร พรหมในสากลจักรวาล

ผมมีโอกาสเข้าอบรมอานาปานสติที่สวนโมกข์นานาชาติ ถือเป็นสวัสดิการของมหาวิทยาลัยที่ให้โอกาสพนักงาน และการดำเนินงานของสวนโมกข์นานาชาติ โดยมูลนิธิธรรมทาส ก็ถือเป็นการร่วมกันจัดสวัสดิการทางจิตวิญญาณของสังคมทั้งเพื่อคนไทยและคนต่างประเทศทั่วโลก

สวัสดิการจึงมีความหมายกว้างขวาง และเมื่อทบทวนดูแล้ว อาจจะตั้งต้นที่ความเชื่อหรือทิฐิของเราต่อความหมายหรือเป้าหมายของสวัสดิการ ถ้าจะดูกันที่ความหมายข้างต้น คือ ความจำเป็นขั้นพื้นฐานหรือปัจจัย 4  คุณภาพชีวิตที่ดี หรือ ความสุข ความผาสุก และสุดท้ายคือความมั่นคงของชีวิตและสังคม โดยดำเนินการผ่านระบบหรือหน่วยจัดการที่หลากหลายมากซึ่งมีตัวเราที่เป็นทั้งผู้จัดและผู้รับสวัสดิการทั้งดำเนินการโดยส่วนตัว ภายในครอบครัว ชุมชน ภายในหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ

สวัสดิการจะมีหน้าตาอย่างไร? ส่วนหนึ่งอยู่ที่ความหมายที่เรามีต่อ
ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน คุณภาพชีวิตที่ดี และความสุข ในระดับบุคคล
และความหมายต่อ
ความสามัคคี และความมั่นคง ในทางสังคม 
เพราะการแสวงหาทั้งการจัดการด้วยตนเอง ร่วมกันทำภายในครอบครัว ภายในชุมชน กลุ่มองค์กร หน่วยงาน ย่อมเป็นไปตามเสียงเพรียกหาจากภายในต่อความเข้าใจหรือความหมายที่เราให้ไว้นั่นเอง