เดินทีละก้าว กินข้าวทีคำ ทำทีละอย่าง จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว

              เมื่อการงานไหลเข้ามาให้จัดการมาก ๆ ชักจะเวียนหัวจึงได้ขออนุญาตท่านเกษตรจังหวัดชัยนาท       (นายรังสรรค์  กองเงิน) เพื่อไปพักผ่อนก็ได้รับการอนุญาตด้วยดี (แต่ก็ผิดศิลไปบ้างเพราะบอกว่าจะไปตามงานขอข้อมูลจากอำเภอ ) เมื่อขี่รถจักรยานยนต์ไปเรื่อยชมนก   ชมไม้   และชมสาวๆ ที่น่ารัก    แต่เมื่อพบพี่วิยัตติ       กลีบเอม และคณะซึ่งอยู่กับเกษตรกร จึงแวะเข้าไปหา เพื่อเรียนรู้ถึงการดำเนินชีวิตและสร้างสรรค์ผลผลิต    การเกษตรบนพื้นฐานหลักเศรษฐกิจพอเพียงของเกษตรกร

              ผลของการแวะเวียนอย่างไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน   ทำให้ได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรว่าเขาเข้าใจและมีความยึดมั่นในคำสอนและคติประจำใจที่ได้รับรู้เพื่อมาใช้เป็นกำลังใจให้ได้ก้าวเดินควบคู่กับหลักเศรษฐกิจพอเพียง  คือ  รู้ประมาณ  มีเหตุผล  และภูมิคุ้มกัน  คุณธรรมและวิชาการ

                        เดินทีละก้าว  กินข้าวทีคำ  ทำทีละอย่าง  จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวทำ   จะสูงจะต่ำอยู่ที่ทำตัว  เป็นสิ่งที่   นายวิรัตน์  ตรีนัย  เกษตรกรวัย  53  ปี  บ้านหนองแค  หมู่ที่ 8  ต.นางลือ  อ.เมือง   จ.ชัยนาท   ยึดมั่นมาใช้ใน

การดำเนินชีวิต  รวบรวมข้อมูล  คิด  วิเคราะห์ก่อนทำเสมอ  ตามความรู้ความสามารถที่จะสามารถทำได้

                คุณวิรัตน์  กล่าวว่า  เพื่อลดรายจ่ายเพื่อเป็นค่าอาหารในเบื้องต้นได้  ปลูกพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน  เลี้ยงปลาดุกในบ่อขนาดเล็ก  แต่ในส่วนของรายได้หลักได้ปลูกมะละกอ  3  ไร่  มะระจีน  1  ไร่  และแตงกวา  2  งาน  เนื่องจากเป็นพืชผักที่เป็นที่ต้องการของตลาด  และได้ดำเนินงาน  ดังนี้

               หาข้อมูลเพื่อการวางแผนและสร้างความเข้าใจ  มะละกอให้ผลผลิตที่ดีประมาณ  1  ตัน/ปี/ไร่  อายุการเก็บเกี่ยว  2  ปี  รวมผลผลิตประมาณ 6 ตัน  ในพื้นที่  3  ไร่  ตลอดอายุของมะละกอราคาจำหน่าย  5-15  บาท/กก.  และมะละกอพันธุ์แขกนวลเป็นที่ต้องการของตลาด  เพราะผู้บริโภคนิยมนำไปแปรรูปเป็นอาหารคาวหรือส้มตำ  แต่ปัญหาที่สำคัญของการปลูกมะละกอคือโรคไวรัสวงแหวน  ซึ่งเป็นโรคที่รักษาให้หายยากหรือไม่สามารถรักษาได้เลย  การป้องกันจึงดีกว่าการกำจัดด้วยการบำรุงพืชให้แข็งแรง  และการป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เป็นพาหะ  โดยใช้สารสมุนไพรที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเกษตรกรเอง

                      

       เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นพื้นที่ปลูกข้าว  ดินขาดความอุดมสมบูรณ์จึง
ปรับปรุงโดยใช้รถไถดะตากแดดทิ้งไว้ 15 วัน  ใส่ปุ๋ยคอก 2 ตัน  และแกลบดิบ  (เก่าที่ผุแล้ว)  จำนวน  2  รถบรรทุก 6 ล้อ  ก่อนไถพรวน  ยกร่องเล็ก ๆ  ทิ้งไว้ 7 วัน  ก่อนปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ทั้ง 2 ชนิดมีราคาแพง  คือมะละกอ  500  บาท/กก.  มะระจีนประมาณเมล็ดละ  2  บาท  จึงทำการเพาะกล้าก่อนปลูก  สิ่งที่สร้างความมั่นใจคือดินที่มีความอุดมสมบูรณ์จะส่งผลให้พืช แข็งแรง  ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช

           การรู้พอประมาณและความมีเหตุผลช่วยให้สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลโดยมีคุณธรรมและวิชาการเป็นปัจจัยสนับสนุนป้องกันความผิดพลาด  ดังนั้นจึงทยอยปลูกผักแซมในสวนมะละกอ  ลดต้นทุนการผลิตและสร้างความสมดุลให้กับสภาพแวดล้อม  โดยใช้น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่และผัก  การใช้สารสะเดาและน้ำส้มควันไม้เพื่อการขับไล่แมลงศัตรูพืช

             จากการใช้การป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานด้วยการปรับปรุงบำรุงดิน  การใช้น้ำหมักชีวภาพ  สารสกัดจากสะเดาและน้ำส้มควันไม้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก ปัจจุบันต้นทุนการปลูกมะละกอจำนวน 7,000  บาทจากปุ๋ยคอก  2,000  บาท  แกลบดิบผุ  800  บาท  พันธุ์มะละกอ  500  บาท  พันธุ์มะระจีน  1,960  บาท  ค่าเตรียมดิน 2,240  บาท  รายจ่ายในช่วงต่าง ๆ  ไปส่วนใหญ่จะเป็นค่าหลัก  ตาข่ายและอื่น ๆ  ปุ๋ยเคมีเพียงเล็กน้อย  ค่าแรงงาน  กระดาษห่อผลมะระจีนป้องกันศัตรูพืช  และถุงบรรจุรายได้  มะละกอเพียงอย่างเดียวก็คงจะคุ้มค่ากับต้นทุนและรายได้จากผักอื่น ๆ  ที่จะปลูกหมุนเวียนต่อไปเป็นรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว  แต่สิ่งที่ได้รับคือความสุขจากการทำงานที่มิได้หวังเพียงกำไรแต่สุขใจที่ได้ช่วยสร้างความสมดุลให้แก่สภาพแวดล้อม  ความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและแก่ตนเองรวมทั้งคนในครอบครัว  สำหรับเรื่องนี้ขอขอบพระคุณท่านเกษตรจังหวัดชัยนาท (นายรังสรรค์  กองเงิน)  ที่เปิดโอกาสให้ไปเที่ยว และ 
คุณวิยัติติ  กลีบเอม  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร 6   มา ณ โอกาสนี้ที่ได้นำพามารับรู้เรื่องดี ๆ  มาฝากท่านผู้อ่านครับ