“ชาวนาไม่มีทางรอด หากความรู้ในสถาบันการศึกษายังรับใช้ระบบทุนนิยม ยังสอนแบบนักวิชาการที่เรียนมาแบบฝรั่ง คือสอนให้พึ่งพา...”

การถอดบทเรียนการทำงานของโครงการนำร่องเกษตรกรรมยั่งยืนที่ได้ดำเนินการเป็นเวลา ๓ ปี ครอบคลุม ๑๙ ภูมินิเวศน์เกษตรทั่วประเทศ ได้ทำให้พวกเราเรียนรู้ว่า เกษตรกรรมยั่งยืนที่แท้จริงนั้นเป็นเรื่องราวของ ภายในเป็นเรื่องของอุดมการณ์และจิตวิญญาณ เป็นการทำการเกษตรด้วยความรัก โดยมุ่งเกื้อกูลทั้งต่อตัวเอง ต่อสิ่งแวดล้อม และต่อทุกผู้คนในสังคม 

การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากระบบเกษตรกรรมแบบพึ่งพาสารเคมีไปสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน...จึงจำต้องสร้างขบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายใน หากทว่าสิ่งที่เรียกกันว่า กระบวนทัศน์ ที่ฝังลึกอยู่ในตัวเกษตรกรนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนได้โดยง่าย 

พี่เดชาได้อธิบายถึงเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์เราฟังว่า

แต่ความแปลกก็คือ ๑๐ ปีมาแล้วที่คุณชัยพรทำ แต่ไม่มีใครทำตาม…”

เป็นเพราะทำ ใจ ไม่ได้ ออกจาก โปรแกรม นี้ไม่ได้ เสียงพี่เดชาเล่าปนหัวเราะต่อไปอีกว่าถ้าไม่ฉีดยาแล้ว นาข้างบ้านทำ มันนอนไม่หลับ...ถ้าไม่ใส่ปุ๋ย แล้วข้างบ้านใส่ ก็นอนไม่หลับ... 

มิน่าเล่า ครูบาอาจารย์ถึงสอนนักหนาว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว และสิ่งที่อยู่เหนือนายอีกชั้นหนึ่งนั้น ก็คือ นิสัย นั่นเอง... อะไรที่เราทำซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ ทำจนกลายเป็น ความเคยชิน นั่นแหละคือนิสัย ซึ่งถ้าหากไม่ได้ทำสิ่งนั้นแล้ว...จะเกิดความรู้สึกว่าไม่มีความสุขหรือไม่สบายใจ เช่น การที่เราสวดมนตร์ไหว้พระและนั่งสมาธิก่อนนอนเป็นประจำทุกคืน ถ้ามีคืนไหนที่ไม่ได้ทำ ก็อาจจะนอนไม่หลับ...

ชาวนาก็คงเหมือนกันนั่นแหละนะ ด้วยความเคยชิน ความที่เคยทำแบบนี้มานาน ถ้าจะให้เปลี่ยนนิสัย คงต้องใช้เวลาไม่น้อย... 

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ชาวนาให้หลุดพ้นจากความเชื่อ...หลุดพ้นจากการโฆษณาที่มีมานานกว่า ๓๐ ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายมาถึงตรงนี้ พี่เดชาโยนคำถามท้าทายมายังสถาบันการศึกษา "ชาวนาไม่มีทางรอด...หากความรู้ในสถาบันการศึกษายังรับใช้ระบบทุนนิยม ยังสอนแบบนักวิชาการที่เรียนมาแบบฝรั่ง คือสอนให้พึ่งพา... 

อีกประโยคต่อมาของพี่เดชาที่ โดนใจ เราเข้าเต็ม ๆ อาจารย์หากินกับบริษัท ตั้งบริษัทเองก็มี แล้วอย่างนี้ ชาวนาจะรอดได้อย่างไร?” 

ทำไมไม่ใช้เครื่องดำนาล่ะ? เพราะขัดผลประโยชน์...พวกขายพันธุ์ข้าวไม่เอา พวกขายยาฆ่าหญ้าไม่เอา พวกขายปุ๋ยก็ไม่เอา...ถ้าหว่านใช้ปุ๋ยเยอะ ถ้าดำใช้ปุ๋ยน้อย...พี่เดชาอธิบายถึงเหตุผลที่ไม่มีการศึกษาค้นคว้าเท่าที่ควรเกี่ยวกับเครื่องจักรกลที่ใช้ในการดำนา ทั้ง ๆ ที่เครื่องดำนานี้เองที่เป็น ตัวคลิก ในการพัฒนาระบบการปลูกข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครัวเรือนเกษตรและชุมชนชนบทที่กำลังขาดแคลนแรงงาน

ถ้าชาวนาทำนาแล้วลดต้นทุนแบบนี้ บริษัทก็จะเดือดร้อน กำไรขายปุ๋ยประมาณ ๑ เท่าตัว คือ ประมาณ ๘ หมื่นล้าน ยาอีกประมาณ ๒-๓ หมื่นล้าน ...เกษตรกรไม่ซื้อเสียอย่าง ใครจะมาบังคับเราคิดไว้นานแล้วว่า น่าจะมีใครช่วยทำการศึกษาวิจัยระบบธุรกิจสารเคมีการเกษตรนะ ข้อค้นพบจากงานวิจัยจะได้นำสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย ...แต่คงไม่มีใครกล้าให้ทุน หรือถึงให้ทุนก็คงไม่มีใครให้ข้อมูลนักวิจัยเป็นแน่  

โรงเรียนชาวนาจึงเปลี่ยน ความคิด ชาวนา......

และการจะปรับเปลี่ยนความคิดหรือกระบวนทัศน์ได้นั้น ต้องใช้กระบวนการเรียนรู้กับกระบวนการกลุ่มเป็นเครื่องมือ 

ภาพและเรื่องราวของโรงเรียนชาวนาในวิดิทัศน์ว่าด้วยเครือข่ายการจัดการความรู้ของมูลนิธิข้าวขวัญที่ลูกศิษย์ได้ดูในชั่วโมงเรียนก่อนหน้านี้แล้วนั้น คงช่วยให้ลูกศิษย์รับรู้สิ่งที่พี่เดชาเล่าได้ชัดเจนขึ้น 

ก่อนจากกันวันนั้น พี่เดชาได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายกับลูกศิษย์เราไว้ว่า 

ฟังแล้วคิดได้บ้างไหม... ที่มาสอนก็เพราะเชื่อว่า อาจมีนิสิตที่มาทำงานด้านนี้... มาเป็น NGO ...สักคนสองคน

ไม่ต้องห่วงชาวนาก็ได้ แต่ควรห่วงตัวเอง ดูแลตัวเองให้ดี...เอาตัวให้รอดก่อน ค่อยช่วยชาวนา...ไม่รู้จบแล้วพวกเราจะไปเป็นอะไร?”

“ต้องยกระดับจิตใจ...ฟังเพลงต่ำ ใจก็ต่ำ ดูหนังดีหรือหนังรุนแรง ใจก็ต่างกัน ...เราเสพแต่ของแย่ ๆ เราจึงเป็นคนคุณภาพต่ำ แม้จะเรียนสูง....

นั่นซินะ...ด้วยสิ่งที่เราเลือกเสพนี้เองเราจึงเป็นคนคุณภาพต่ำ... แม้จะเรียนสูง

ลูกศิษย์เราสมควรต้องไปเข้าเรียนใน โรงเรียนชาวนา เสียแล้วกระมัง

เพราะในสถาบันการศึกษาที่พวกเขาเรียนอาจไม่ได้สอนพวกเขาในเรื่องเหล่านี้ ???