การวัดผลการเรียนรู้เรื่องราวของเกษตรกรและระบบโครงสร้างสังคมไทยช่วง Midterm ที่ผ่านมา เราให้ลูกศิษย์แสดงความคิดเห็นโดยตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยสามารถผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรได้ทั้งประเทศ อีกทั้งผลผลิตทางการเกษตรสามารถส่งเป็นสินค้าออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก รัฐมีนโยบายที่จะให้ประเทศไทยเป็น “ครัวโลก” ขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรกรจัดเป็นกลุ่มที่มีการขึ้นทะเบียน “คนจน” มากที่สุดของประเทศ.... นิสิตคิดว่าข้อความนี้เป็นจริงหรือไม่ เพราะเหตุใด”
ถ้าลูกศิษย์เราได้ฟังสิ่งที่พี่เดชากำลังเล่าอยู่นี้ก่อนทำข้อสอบ ลูกศิษย์คงทำคะแนน Midterm ได้ดีกว่านี้
“ชาวนาถูกกำหนดให้เปลี่ยนแบบแผนการผลิตจากการทำนาพื้นบ้านเพื่อบริโภคเป็นหลัก มาเป็นการทำนาสมัยใหม่ที่เน้นการขายเป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “การปฏิวัติเขียว” เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการปลูกข้าวของชาวนาไทยอย่างสิ้นเชิง”
“ชาวนากลายเป็น “ฟันเฟือง” ตัวเล็ก ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนไปตามกระแสตลาดและเศรษฐกิจโลกโดยกำหนดอะไรไม่ได้เลย….ชาวนาถูกเอารัดเอาเปรียบตลอดมา”
ภาพเพื่อนชาวอาฟริกาใต้ผุดขึ้นในความคิดคำนึง สมัยเรียนที่ฝรั่งเศสเพื่อนเล่าให้ฟังเสมอถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่บ้านเพื่อน ภาคการเกษตรที่ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก เรานึกถึงคำสอนของครูที่กล่าวถึงทฤษฎีการพัฒนาการเกษตรและการเกษตรเปรียบเทียบ นึกถึงสูตรและสมการต่าง ๆ ที่พวกเราใช้คิดคำนวณเพื่อสร้างโมเดลเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตของระบบเกษตรกรรมแต่ละรูปแบบ นึกถึงกระบวนการสะสมและล่มสลายของครัวเรือนเกษตรกรในภูมิภาคต่าง ๆ จากหลายประเทศทั่วโลกที่พวกเรานำเสนอกันในชั้นเรียน...
ใช่แล้ว การปฏิวัติเขียวไม่เพียงแต่ทำให้ระบบการผลิตทางการเกษตรเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ได้ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนภายใต้ระบบการผลิตนี้เปลี่ยนตามไปด้วย...
เสียงพี่เดชากล่าวย้ำ “ชาวนาต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุด ต้องลดต้นทุนทุกอย่างจะได้มี "เหลือ" ”
“เพราะราคาขายเราควบคุมไม่ได้ เราจึงต้องคุมต้นทุนให้ได้”
"พันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา ไม่ซื้อ ใช้เครื่องจักรให้น้อยที่สุด ไม่ต้องไถ ใช้แรงงานให้น้อย แต่ผลผลิตต้องมาก”
เรานึกถึงรูปแบบการผลิตในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นการผลิตที่พยายามใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุดหรือที่ภาษาวิชาการเรียกกันว่า “Low Cost Sustainable Agriculture”
“นาที่มูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรี ไม่ฉีดอะไรเลย ๑๖ -๑๗ ปีมาแล้ว เลิกยาฆ่าแมลง ใช้สะเดาก่อน พอแมลงดี ๆ คุมกันอยู่ ก็ไม่ต้องฉีดอะไรเลย...”
“เอาฟางไว้ ใส่จุลินทรีย์ ก็จะได้ปุ๋ยหมักเป็นตัน ที่มูลนิธิใช้ปุ๋ยหมัก ๒๐๐ กิโลต่อไร่ ฤดูต่อไปก็ลดลง จนไม่ต้องใช้เลย...ไม่เผาฟางอย่างเดียว เพราะนา ๑ ไร่จะได้ฟาง ๑ ตัน...อย่าปล่อยให้เผาฟาง...ใครเผาฟางจับ”
พี่เดชาอรรถาธิบายให้ลูกศิษย์เราฟังถึงวิธีการทำนาแบบลดต้นทุนเพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก และโยงต่อถึงประเด็นเชิงนโยบาย
"ยารักษาคนยังมีภาษี แต่ยาฆ่าแมลงไม่มีภาษี"
“ทุกประเทศเก็บภาษีปุ๋ยเคมีและสารเคมี แต่ประเทศไทยไม่เก็บภาษี ไม่มีภาษีทั้งปุ๋ย ทั้งยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ...ไทยเอาปุ๋ยเข้าประเทศในราคา ๔ หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ภาษีไม่เก็บ ...เดิมเคยเก็บ แต่ปี ๒๕๓๔ มีคนเสนอให้เลิกเก็บ...”
เราเคยได้รับรู้ข้อมูลเชิงลึกของเรื่องราวเหล่านี้มาแล้วจากการได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่างพรบ.เกษตรกรรมยั่งยืนพ.ศ.... ที่ได้เสนอให้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาทบทวนนโยบายด้านภาษีสารเคมีการเกษตร...แต่ก็นั่นแหละนะ...พรบ.นี้คงไม่ผ่านง่าย ๆ หรอก...ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหน
“รัฐไม่เก็บภาษี แต่ส่งเสริมการขาย ให้ไปต่างประเทศ...ไปจ้างโฆษณา มอมเมาชาวบ้าน”
เรานึกถึงรุ่นพี่รุ่นน้อง เพื่อน ๆ และบรรดาลูกศิษย์เกษตรที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่ทำธุรกิจด้านนี้ ลูกศิษย์ที่กำลังเรียนก็น่าจะมีจำนวนไม่น้อยที่เมื่อจบแล้ว คงก้าวเข้าสู่อาชีพ “เซลล์แมน” ที่เงินเดือนสูง เบี้ยเลี้ยงดี มีรถขับ และโบนัสงาม
“คุณชัยพร เกษตรกรดีเด่นปี ๒๕๓๘ ลดต้นทุนทำนาจาก ๓,๐๐๐ บาทเหลือประมาณ ๑,๕๐๐ บาทต่อไร่ ผลผลิตเท่าหรือดีกว่าเดิม....”
“เดิมเช่านา ๖๐ ไร่ ของตัวเอง ๓๐ ไร่ ...ปี ๓๘ ได้ตัวเลขกำไรสุทธิปีละ ๕ แสนบาท...ไม่ต้องไถ ไม่ต้องฉีดยา เอาน้ำขึ้นนา เลิกปุ๋ย เลิกยา เหลือเวลาทำงาน และสุขภาพดี....”
“ตั้งแต่ปี ๓๘ ซื้อนาที่เช่าปีละ ๑๐ ไร่ ปัจจุบันมีนา ๑๐๕ ไร่ เดินสายเป็นวิทยากร...ลูกมาเรียนที่เกษตร เป็นลูกศิษย์อาจารย์ตุ้มนี่แหละ...”
พี่เดชาอ้างอิงข้อมูลและตัวเลขละเอียดยิบ ลูกศิษย์เราที่นั่งฟังคำบรรยายคงนึกสงสัยแล้วซิว่า... ก็ถ้ามีรายได้ดีขนาดนี้ ทำไมชาวนาทั้งประเทศไม่ปรับเปลี่ยนมาทำนาแบบนี้กันบ้างล่ะ...ชาวนาจะได้หายลำบากยากจนเสียที ...
เรื่องราวของชาวนาคงยังจบไม่ได้ในตอนนี้แล้วละค่ะ เป็นว่าขอจบในตอนหน้าแล้วกันนะคะ
ตอนนี้คงจะไม่ใช่แค่ชาวนาอาชีพเดียวกระมังครับที่ต้องลดต้นทุนและหาวิธีที่สามารถทำให้ได้ผลผลิตจำนวนมากที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมในสถานการณ์โลกปัจจุบันนี้ กระผมคิดว่าหลายๆอาชีพก็คงเริ่มตระหนักถึงการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วซึ่งจะกระทบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอาชีพทางด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง หรือด้านอื่นๆที่เกียวข้องกับการเกษตร เพราะจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อปัจจุบันและอนาคต การพึ่งพาผู้อื่นส่งผลให้เราต้องสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองจนกระทั่งประสบปัญหาขาดทุน หรือบางรายถึงขนาดหมดที่ทำกิน แล้วหันไปเป็นแรงงานให้กับโรงงานหรือภาคธุรกิจต่างๆ แม้แต่นักศึกษาด้านการเกษตรก็เข้าสู่ภาคธุรกิจมากกว่าที่จะไปประกอบกิจการเกษตร อาจเนื่องด้วย
-ไม่มีทุน(ที่ดิน เงิน และอื่นๆ)
- ไม่อยากทำงานที่ลำบาก
- ยังอยากหาประสบการณ์
- หรือตามสถานการณ์ ตามกระแส ตามเพื่อน
ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตามสิ่งที่ตามมาคือผลกระทบที่เกิดกับการพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ต้องพึงพาประเทศอื่น ทั้งๆที่ประเทศเรามีความพร้อมทางภูมิปัญญาด้านการเกษตร แต่ปัจจุบันนี้ภูมิปัญญาด้านการเกษตรได้ถูกระบบธุรกิจเข้ามาทำให้เกิดผลกระทบหลายๆอย่าง วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตอนนี้หลายๆฝ่ายเริ่มกลับมาคิดว่าจะแก้ไขกันอย่างไร สำหรับกระผมอยากให้คิดวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งระบบและวางแผนป้องกันในอนาคตไว้ด้วยก็จะยิ่งดีครับ
เรื่องภาษีปุ๋ยที่รัฐไม่เก็บอาจเป็นเพราะอยากให้ปุ๋ยราคาถูกเพื่อช่วยเกษตรกรหรือเปล่าครับ แต่ปัจจุบันถ้าเราพึ่งพาปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตเอง การเก็บภาษีอาจเป็นการบังคับทางอ้อมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ผลิตเอง ก็อาจจะส่งผลให้ประหยัดเงินที่จะต้องนำเข้าปุ๋ย แต่อาจกระทบกับผู้นำเข้าหรือพ่อค้าบ้าง แต่เพื่อส่วนรวมครับ ถึงยังไงกระผมยังมั่นใจว่ายังมีเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ขนาดปัจจุบันยังมีข้อมูลว่ามีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่มีการรณรงค์หรือมีการกีดกันทางการค้าโดยการห้ามใช้สารควบคุมหรือสารต้องห้ามต่างๆ แต่ก็ยังไม่วายมีการนำเข้ามาให้ใช้จนสินค้าเกษตรหลายรายการต้องถูกตีกลับหลายๆครั้ง อันนี้ก็ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ส่งออกและชื่อเสียงของประเทศ เป็นเรื่องที่น่าคิดเช่นกันครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะว่าเราต้อง "คิดวางแผนแก้ไขปัญหาทั้งระบบและวางแผนป้องกันในอนาคตไว้ด้วย "
โจทย์คือว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเชิงนโยบายและภาคปฏิบัติมักไม่มองเป็น "ระบบ" ค่ะ บางทีพวกเรามีคำพูดแหย่กันเล่น ๆ ว่า เมื่อไหร่จะเลิกทำงานแบบ "ม้าลำปาง" เสียที...คุณวุฒิชัยเคยไปลำปาง เห็นม้าลำปางไหมคะ? นั่นแหละค่ะ ....ถูกเอาที่ครอบตาไว้ ให้มองเฉพาะแต่ถนนที่ต้องวิ่งไป...แล้วจะเห็นอะไรได้มากกว่านั้น
เรื่องที่ว่ารัฐไม่อยากเก็บภาษีปุ๋ยเพราะอยากให้ปุ๋ยราคาถูก เพื่อช่วยเกษตรกรนั้น เอาเป็นว่าขอไม่วิพากษ์ตรง ๆ นะคะ แต่อยากให้ลองสอบถามค่าตอบแทนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบธุรกิจปุ๋ยเคมี...ไม่แน่ใจว่าจะมีใครยอมให้ตัวเลขหรือเปล่า เท่าที่ทราบ...เพื่อนสมัยเรียนที่ทำงานอยู่บริษัทขายปุ๋ยนั้น ณ วันนี้ ค่าตอบแทน คือ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส ปีหนึ่ง ๆ นับหลายล้านบาทค่ะ ....เรื่องนี้คงต้องคุยยาว คิดว่าคงได้มีโอกาสเขียนเล่าเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในโอกาสต่อไปนะคะ
รัฐช่วยใครหรือไม่ อย่างไร คนที่เป็นรัฐ ย่อมรู้ดีที่สุดค่ะ