<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ดิฉันนั่งครุ่นคิดว่าทำไมคนไทยโดยทั่วไปมีทัศนะในด้านลบเกี่ยวกับคนอินเดีย </p>
ประเทศอินเดีย ขนาดได้รับการฝังหัวกันมาตั้งแต่เด็กว่าให้ตีแขกก่อนตีงู ดิฉันมี
ประสบการณ์ตรงกับชาวอินเดียมาบ้างแม้จะไม่มากมายเหมือนที่หลายๆ คนไปประสบ
มาที่ประเทศอินเดีย หรือเคยทำงานกับคนอินเดียก็ตาม จากการอ่านข้อความของคน
หลายๆ คนจาก weblog บางแห่ง ก็มีแต่ทัศนะในด้านลบทั้งสิ้น ดังนั้น หลายคน
จะปฏิเสธอินเดียโดยที่อาจจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ รู้จัก และทำความเข้าใจเพราะปิด
ประตูใจไปแล้วซึ่งดิฉันบอกได้เลยว่าน่าเสียดาย ดิฉันไม่ได้มาประชาสัมพันธ์เพื่อ
ให้ท่านชอบอินเดียหรือคล้อยตาม แต่อยากแบ่งปันประสบการณ์เพื่อแสดงทัศนะ
ที่แตกต่าง หลากหลาย และมองอย่างผู้มีใจเป็นกลาง ผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้ผู้อื่น
สังคมอื่นที่มีความแตกต่างไปจากเรา
ดิฉันมีทัศนะว่าเราคนไทยในฐานะคนนอกที่จะเข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรม
อินเดียไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ต้องเข้าใจภูมิหลัง ความเป็นมาก่อนว่า
อินเดียก็เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมของ
ประเทศตะวันตก เจ้าอาณานิคมไม่เคยปรานีใคร ท่านลองไปศึกษาประวัติศาสตร์
ของเพื่อนบ้านเราดูก็ได้ ดิฉันทำงานกับประเทศเวียดนามมานานเข้าใจคนเวียดนามดี
อินเดียก็ไม่ต่างกัน เขาถูกอังกฤษปกครองแบบเอารัดเอาเปรียบมาไม่น้อยกว่า
สองร้อยปี การที่ชาวอินเดียยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็นแบบฝรั่งได้ก็ต้องตั้งคำถาม
แล้วว่าสองร้อยปีนี่ไม่นานพอที่จะกลืนชาวอินเดียให้พูดอังกฤษแบบมาตรฐาน
ของเจ้าของภาษาได้เลย เพราะอะไร การที่คนถูกกดขี่เป็นเวลานานๆ การที่สังคม
มีการแบ่งชั้นวรรณะ การที่ประเทศมีพลเมืองมากกว่าพันล้านคน การที่
ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่ไม่อาจสั่งหันซ้ายหันขวาได้เหมือนประเทศ
สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ การที่ประเทศมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล การที่มีคน
หลากหลายกลุ่ม หลากหลายภาษามาอยู่รวมกัน การที่เจ้าหน้าที่ นักการเมืองจำนวนหนึ่ง
คอรัปชั่นจำนวนหนึ่งเพื่อประโยชน์ส่วนตนต่างๆ เหล่านี้ทำให้อินเดียเป็น
อย่างที่เราเห็น ซึ่งถ้าเราเข้าใจถึงภูมิหลัง ความเป็นมาต่างๆ เหล่านี้ก็จะทำให้เรามอง
ด้วยใจที่เป็นกลางไม่มีอคติ (เอาใจเขามาใส่ใจเรา) และมองด้วยความเข้าใจ เห็นใจ
ในชะตากรรม และรู้เท่าทัน แต่หากเราใช้สายตาคนนอก ใช้ภาพพจน์ในด้านลบ
ที่ฝังหัวมาตั้งแต่สมัยไหนไม่ทราบ (เพียงเพราะได้ยินมา หรือโดนมากับตนเองบ้าง)
เพื่อมาตัดสินอินเดีย ดิฉันบอกได้คำเดียวว่าน่าเสียดาย และน่าสงสาร การที่ท่านปิด
ตัวเองที่จะเรียนรู้ความจริงแท้ของชีวิตจากอินเดีย ท่านจะรู้จักอินเดียแต่เพียง
ผิวเผินเท่านั้น พอมีสิ่งกระทบที่ไม่เป็นไปตามวิถีปฏิบัติของท่านๆ จะด่วนตัดสิน
ไปเลยว่าตีแขกก่อนตีงูกระนั้นหรือ? ประเทศไหนๆ ในโลกนี้ก็มีทั้งคนดี คนไม่ดีทั้งนั้น
ประเทศไทยมีขนาดเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับประเทศอินเดีย พลเมืองทั้ง
ประเทศยังน้อยกว่ารัฐบางรัฐของอินเดียเสียอีก ท่านลองนึกภาพดูว่าการจัดการ
บริหารแบบไหนจะยากง่ายกว่ากัน หากจะเอาความหรูหรา ทันสมัย สะอาดสะอ้าน
ของกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ ใดๆ ในโลกไปเปรียบกับมาตรฐานของอินเดียท่าน
ก็ต้องผิดหวังแน่นอน เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ในอินเดีย เราจะเห็นทั้งสิ่งสวยงาม
อลังการ และความไม่สะอาด ไม่เป็นระเบียบ (ในสายตาของคนนอก) อยู่ทั่วไป ในความ
น่าดูก็มีความไม่น่าดูเหมือนเหรียญสองด้านเสมอ แต่ดิฉันสังเกตเห็นว่าคนอินเดีย
อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนและเข้าใจ ไม่ทำตัวแปลกแยก เช่น
การรับประทานอาหารด้วยมือ ชาวอินเดียใต้รับประทานอาหารด้วยมือเป็นเรื่องปกติ
ไม่ว่าจะทานที่บ้านหรือทานที่ร้านอาหาร ก่อนทานอาหารเขาจะล้างมือก่อน
ร้านอาหารจะมีอ่างล้างมือพร้อมสบู่ให้ด้วย แถมบางร้านมีถ้วยใส่น้ำมะนาวมาให้ท่าน
ล้างมือหลังอาหารก่อนที่จะไปล้างมือจริงๆ ที่อ้างล้างมืออีกครั้ง อย่าลืมว่าคนไทยใน
อดีตก็เปิบข้าวด้วยมือ คนต่างจังหวัดที่ทานข้าวเหนียวทุกวันนี้ก็ยังปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว
ด้วยมือ บางที่ใช้ใบไม้สะอาดๆ แทนจานใส่อาหารด้วยซ้ำ ทานเสร็จเก็บทิ้งได้เลย
ไม่ต้องเสียเวลาล้างถ้วยชาม หากล้างไม่สะอาดน้ำยาล้างจานก็เป็นพิษกับคนกินกับ
สิ่งแวดล้อม หากเราเข้าใจอย่างนี้แล้วมันจะแตกต่างกันตรงไหน ในเมื่อเขายังสามารถ
รักษาวิถีปฏิบัติไว้ได้ เมื่อมองในแง่ของความประหยัดเราใช้มือเป็นช้อนธรรมชาติ
ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ยกเว้นค่าน้ำกับสบู่ล้างมือก่อนและหลังอาหารเท่านั้น ดิฉันไปพักบ้าน
เพื่อนซึ่งไม่มีช้อนส้อมสำหรับทานอาหาร มีแต่ช้อนชงชา กาแฟ ทัพพีตักแกง
พอเพื่อนต่างชาติคนนี้ไปพักด้วยแต่ไม่ถนัดกับการเปิบข้าวด้วยมือ วันแรกๆ
ใช้ช้อนชาของเพื่อนตักข้าวทาน เพื่อนคงเห็นแล้วว่ามันเล็กกว่าปากดิฉันมาก
เพื่อนต้องควักกระเป๋าไปซื้อช้อนส้อมใหม่ๆ 1 คู่เพื่อให้ดิฉันได้ใช้ เพื่อนซื้อ
เฉพาะช้อนคันเดียวสำหรับตัวเอง (ไม่มีส้อม) เวลาเราทานข้าวด้วยกันเพื่อนก็พยายาม
ทานด้วยช้อนซึ่งดูแล้วเพื่อนไม่ถนัดเหมือนทานด้วยมือ แต่เพราะเพื่อนชาวอินเดีย
มีน้ำใจต่อเพื่อนชาวไทยก็พยายามปรับตัวให้เข้ากัน ดิฉันซึ้งในน้ำใจเพื่อน
ชาวอินเดียคนนี้มาก แต่เราเองต่างหากมิใช่หรือที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรม
ฝรั่งที่เราไปเลียนแบบเขามาแล้วทิ้งวิถีปฏิบัติแบบเดิมของเรา จนลืมไปเลยว่าเราเอง
ก็เคยมีวิถีปฏิบัติแบบเดียวกับที่ชาวอินเดียยังปฏิบัติอยู่มานานแสนนานและยังรักษา
ไว้ได้ แต่ในสายตาคนไทยจำนวนไม่น้อยที่กลับมองในเชิงลบ และแฝงไปด้วยอคติ
อินเดียเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรทานอาหารเจ หรือมังสวิรัติมาก
ประเทศหนึ่งของโลก ด้วยข้อปฏิบัติของผู้ที่นับถือศาสนาฮินดู ที่ไม่ต้องการเบียดเบียน
สิ่งมีชีวิต เราแทบไม่ได้ยินข่าวเรื่องไข้หวัดนกในอินเดียเลยเพราะเขาบริโภคเนื้อสัตว์
น้อย ดังนั้นตั้งแต่เกิดมาคนอินเดียก็จะคุ้นเคยกับการทานอาหารมังสวิรัติ ดิฉันสังเกต
ว่าอินเดียไม่ค่อยมีผักที่กินใบมากนัก อาจแตกต่างไปตามท้องถิ่น ชาวอินเดียไม่รับประทาน
ผักสดเหมือนคนไทยไม่ใช้สรรพซ้อสปรุงรสเหมือนคนไทย แต่ใช้เกลือแทน
สิ่งที่เรียกว่าผักสดของคนอินเดียคือ หอมแดง แครอท มะเขือเทศ แตงกวา หัวไชเท้า
เขารับประทานอาหารสุกหมด อาหารอินเดียอุดมไปด้วยสมุนไพร เครื่องเทศจำนวนมาก
และใส่ในอาหารทุกอย่างซึ่งไม่คุ้นลิ้นคนไทยเลย เราจะรู้สึกฉุนและทานได้ไม่มาก
บางคนทานไม่ได้เลยต้องพกบะหมี่สำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋องไปทานด้วย ดิฉันไป
อินเดียไม่กี่ครั้ง แต่เริ่มคุ้นเคยกับอาหารอินเดีย รับประทานอาหารอินเดียด้วยความรู้สึก
ที่อยากเรียนรู้ และเข้าใจว่าเป็นอาหารสมุนไพรที่มีประโยชน์ เมื่อมีทัศนคติเชิงบวก
เรื่องยากจึงกลายเป็นเรื่องง่ายไปหมด แต่ชาวอินเดียที่เดินทางออกมานอกประเทศจะ
กลายเป็นคนที่ทานอาหารยาก (ในสายตาคนไทย) เพราะเขาจะไม่ชินกลิ่น รสชาติ
เรื่องกลิ่นนี้ท่านคงจะสัมผัสได้ไม่ยาก เพราะกลิ่นเครื่องเทศ กลิ่นเนื้อสัตว์จะมีกลิ่น
เฉพาะตัว คนที่ไม่คุ้นเคยจะไวต่อกลิ่นทันที เราคนไทยส่วนใหญ่เป็นพวกทานเนื้อสัตว์
ดังนั้นเราจะคุ้นเคยกับกลิ่นอาหารคาวๆ แต่ไม่คุ้นเคยกับกลิ่นเครื่องเทศ ท่านที่ไม่ทาน
เนื้อสัตว์มาเป็นเวลานานๆ จะยิ่งรู้สึกได้กลิ่นคาวจากอาหารไทยทันที หลายคนได้
กลิ่นคาวของอาหารมาตั้งแต่ขึ้นเครื่องบินแล้ว บางคนมาเมืองไทยทานได้แต่ผลไม้
หรือต้องไปทานที่ร้านอาหารอินเดียแทน (ถ้ารู้ที่) หากเราเข้าใจว่าคนอินเดียเป็นเช่นนี้เอง
เราก็จะไม่โกรธเคือง หรือรำคาญมากนัก และจัดอาหารให้เขาทานได้อย่างเหมาะสม
(หากเราต้องเป็นเจ้าบ้านหรือเจ้าภาพ) คนอินเดียกินอยู่ไม่ฟุ่มเฟือย เขากินอาหารเพื่อ
อยู่จริงๆ เพื่อนดิฉันทำอาหารเจให้ทานทุกวัน แต่ความที่เพื่อนอยู่คนเดียวหรือเปล่า
ไม่ทราบ เพื่อนทำอาหารมื้อละอย่างเท่านั้น หากเป็นข้าวก็มีแกงหนึ่งอย่างเสริฟ
มาในถ้วยสแตนเลสใบเล็กๆ หากหมดมีให้เติม อาหารผัดก็มี แต่ก็ทำเพียงอย่างเดียว
(นี่ถ้าดิฉันสามารถปฏิบัติได้แบบเพื่อนคนนี้ ดิฉันคงเก็บเงินได้มากมายทีเดียว) ดิฉัน
รู้สึกเอร็ดอร่อยกับอาหารง่ายๆ ของเพื่อนทุกมื้อ อาหารอินเดียภาคใต้จะเค็มกว่า
อาหารภาคเหนือซึ่งถูกปากดิฉัน อีกอย่างอาหารที่เพื่อนทำให้กินส่วนใหญ่คล้ายซุป
รสชาติเครื่องเทศไม่มากนัก กำลังอร่อย ความเอื้ออาทรเอาใจใส่ของเพื่อนยิ่งทำให้ดิฉัน
รู้สึกว่าอาหารแต่ละมื้อที่เป็นฝีมือเพื่อนอร่อยเสมอ หากทานน้อยเพื่อจะลดความอ้วน
เพื่อนก็จะน้อยใจว่าเราไม่ชอบอาหารเขาหรือจึงทานน้อย การได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านเพื่อน
เพียงไม่กี่วันทำให้ดิฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่ต้องกลับมาทบทวนการดำเนิน
ชีวิตของเราบ้างแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้จากการทานอาหารอินเดียกับเพื่อนๆ ชาวอินเดีย
ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าชีวิตคนไทยกินอยู่ฟุ่มเฟือยเกินไป พูดง่ายๆ ว่าเรามีกินกันเหลือเฟือ
กินทิ้งกินขว้าง กินเกินจนป่วย ร้านอาหารผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด โดยทั่วไป เราทาน
อาหารแต่ละมื้อไม่น้อยกว่า 1 อย่าง ยกเว้นอาหารจานเดียว จานด่วน ตัวดิฉันคิดว่าจะ
ลดการทานเนื้อสัตว์ใหญ่ลง เพราะการทานอาหารมังสวิรัติทำให้รู้สึกเบาท้องมาก
ดีต่อสุขภาพ นอกจากเรื่องอาหารแล้ว มิตรภาพที่เพื่อนๆ ชาวเชนไนมอบให้ดิฉัน
ดิฉันสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเพื่อนๆ อินเดียเหล่านี้มีนิสัยดีมากๆ หากจะเหมา
ว่าเจอแขกตีแขกก่อนตีงู คงใช้ไม่ได้แล้ว เพราะท่านจะต้องเสียใจที่มีอคติเช่นนั้น
ดิฉันแอบทราบจากเพื่อนคนอื่นภายหลังว่าในแต่ละเดือนเพื่อนอินเดีย
(เจ้าของบ้าน) คนนี้เก็บเงินเดือนไว้เพื่อส่งเสียเลี้ยงดูเด็กกำพร้าหลายคนโดย
ไม่ต้องโอ้อวดในการทำความดี ไม่คิดถึงความสุขสนุกสบายของตนแต่ฝ่ายเดียว
แต่รักและเอื้ออาทรเพื่อนมนุษย์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก น้ำใจของเธอช่างงดงามยิ่งนัก
ที่อินเดียใต้ หากสั่งอาหารอินเดียเป็นชุด เขาจะเสริฟอาหารทุกชนิดมา
ในถาดพร้อมกันทีเดียวครบทุกอย่าง อาหารใส่ในถ้วยสแตนเลสใบเล็กๆ
ราว 5-6 อย่าง พร้อมปูรี (แป้งทอดพองๆ) 2 อันทานเป็นออร์เดิฟ พอทาน
อาหารพร่องไป พนักงานชายจะเติมอาหารที่พร่องให้จนกว่าเราจะอิ่ม
และพอ เขาทานด้วยมือกันอย่างคล่องแคล่ว อาหารทุกมื้อต้องปิดท้ายด้วย
นมเปรี้ยวที่ทำเองทุกบ้านซึ่งจะช่วยย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี คนอินเดีย
ทานอาหารเสร็จเร็วเพราะไม่ต้องรออาหารเหมือนคนไทย ทานเสร็จลุก
ไปล้างมือ กลับมามีของว่างเช่นไอศกรีมเป็นของหวานหรือขนมหวานอย่างอื่น
ให้ ปิดท้ายด้วยสมุนไพรที่เสริฟฟรีเพื่อดับกลิ่นปาก หอมมาก มีทั้งรสหวาน
รสเผ็ด รสเค็ม แตกต่างกันไปในแต่ละที่ การทานอาหารของคนอินเดีย
ไม่เกิน 1 ชั่วโมงเสร็จเรียบร้อย คนไทยสั่งอาหารหลายอย่าง แต่ละอย่างทยอย
มา รอกันนานบ้าง ช้าบ้างแล้วแต่ร้าน กว่าจะทานเสร็จไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
หากมีเหล้าเบียร์ด้วยก็ไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง ดิฉันเคยไปทานร้านอาหารแบบ
จานด่วนที่เดลลี ปรากฎว่าในร้านมีแต่โต๊ะให้คนยืน ไม่มีเก้าอี้ เราคงต้องทำ
ความเข้าใจว่าประเทศที่มีพลเมืองเยอะๆ จะกินจะอยู่ก็ต้องให้ง่ายและเร็วเข้าไว้
เพื่อแบ่งปันโอกาสให้คนอื่นได้กินด้วย เจ้าของร้านคงมีแนวคิดเช่นนี้ การยืน
กินยืนได้ไม่นานเหมือนนั่ง เพราะฉะนั้นแขกจะเวียนเข้าออกร้านในเวลา
ไม่นานนัก เป็นกลวิธีที่ดีเหมือนกัน แต่คงใช้ไม่ได้กับประเทศไทยแน่!
ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจเรื่องราวของอินเดียที่ประสงค์จะศึกษาต่อใน
ระดับปริญญาโท ขณะนี้สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา
ชนบท และบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังเปิดรับสมัคร
นักศึกษารอบสอง หลักสูตรอินเดียศึกษา ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 8 มีนาคม
2551 กรุณาสมัครด่วน ท่านอาจจะได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญา
เอกที่ประเทศอินเดีย หากมีผลการเรียนในระดับปริญญาโทดี
(www.lc.mahidol.ac.th) โทร. 02-800-2308-14 ต่อ 3308, 3101
</span></span><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText"></p></div>
อาจารย์โสภนาครับ
เห็นด้วยครับในเรื่องเหรียญสองด้าน และทัศนะคติของคนไทยที่มีต่อคนอินเดียหรือแขก
คงต้องใช้เวลา กว่าที่จะรู้ว่า ในสิ่งที่เห็นว่าไม่ดีนั้น มีอะไรดีอยู่มากมาย
ผมและอาจารย์คงเป็นคนส่วนน้อยที่จะช่วยกันเผยแพร่อีกด้านหนึ่งของเหรียญนี้ ให้คนไทยได้รับทราบบ้าง
การเรียนรู้ในโลกนี้ แม่นอน ถ้าถามว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศ ประเทศไหน ส่วนใหญ่จะบอกว่าอยากไปยุโรป อเมริกาหรือออสเตรเลีย เป็นต้น หรืออาจจะเป็นจีน แต่คงไม่มีที่จะบอกว่าอยากไปอินเดีย นอกจากคนนั้นจะปฏิบัติธรรมและอยากจะไปสังเวชนียสถาน
การที่คนไทยต้องการไปประเทศที่พัฒนาแล้วเพราะอยากจะไปดูความเจริญ ความทันสมัยด้านวัตถุนิยมของเขา อยากจะไปดูสิ่งที่เจริญหูเจริญตา ซึ่งพอไปเห็นแล้วก็มักจะ มองกลับมาดูประเทศไทยด้วยความเศร้าหรือหดหู่หรืออาจจะดูแคลนประเทศไทยด้วยซ้ำไป และมักจะอยากให้สังคมไทยเป็นเช่นนั้นบ้าง
ทุนนิยมระดับประชาชน วัตถุนิยมจึงขยายและเผยแพร่ไปได้รวดเร็วเช่นนี้ หลายคนจึงทำให้ประเทศไทยเป็นเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้ดูว่าภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมและคนส่วนใหญ่ไม่เหมือนกัน
ประเทศไทยจึงดูเจริญกว่าอินเดียในหลายด้าน คนไทยจึงถือตัวว่าดีกว่าอินเดีย
การพีฒนาสังคมไทยอย่างรวดเร็วกับพัฒนาอย่างช้าๆ แบบอินเดีย อะไรจะยั่งยืนกว่ากัน ต้องคอยดูกันต่อไปครับ
แต่ผมกับอาจารย์คงจะเห็นพ้องกันว่า ในความที่ไม่น่าดู น่ารังเกียจ มีอะไรที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตได้เสมอ ถ้าไปมเข้าไปศึกษา สัมผัส จะรู้สิ่งดีๆ เหล่านี้ได้อย่างไร
คนเราจะทำตัวอยู่ในที่สูงๆ อย่างเดียวคงไม่ได้ จะต้องรู้จักลงมาติดดินด้วย อินเดียเป็นประเทศที่ติดดินแต่เขาก็สามารถขึ้นไปสูงได้ ได้มากกว่าเราเสียอีก
ถ้าศาสนาอื่นมีการแสวงบุญไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สากล ชาวพุทธน่าจะมีบ้างที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ซึ่งผมก็เห็นมีเพียงที่อินเดียที่จะเป็นเช่นนั้นได้
แต่ทุกวันนี้ ชาวพุทธไทยไปอินเดียน้อยมาก
ทำอย่างไรจะให้คนไทยได้ไปสัมผัสอินเดียมากกว่านี้ เพื่อที่จะได้เกิดใหม่ทางความคิด และทางจิตวิญญาน
ผมเองก็หวังว่าอินเดียศึกษาของอาจารย์จะได้รับความสนใจจากนักศึกษาไทยด้วยดีและเข้ามาเรียนกันเยอะๆ
ขอให้โครงการประสบความสำเร็จนะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
เรียน คุณพลเดชที่เคารพ
ขอบพระคุณมากๆ ค่ะ ที่กรุณาเพิ่มเติมความคิดเห็นให้สมบูรณ์ขึ้น เราคงต้องช่วยกันทำหน้าที่สะกิดความรู้สึกของคนในสังคมให้ตื่น รู้จักตนเอง และพยายามเปิดใจเรียนรู้ผู้อื่นอย่างเข้าใจและรู้เท่าทัน มิใช่หลับหูหลับตาเลียนแบบร่ำไปโดยมิได้ดูพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรมของเราเองนะคะ
สวัสดีค่ะอ.โสภณา
เป็นการเตรียมตัวที่ดี กับคนที่กำลังจะไปอินเดีย แม้จะได้อยู่และเรียนรู้ ระยะสั้น แต่ใจจริงไม่เคยคิดรังเกียจคนอินเดียเลย บทคามของอาจารยื ช่วยรู้สภาพความเป็นอยู่หลายๆอย่าง ดีจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
สวัสดีค่ะ อ.โสภณา
ดิฉันขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยนะคะ เนื่องจากเพิ่งจะผ่านประสบการณ์เยือนอินเดีย 7 วัน โดยไปส่งลูกชายไปเรียนที่ Doon Valley เมือง Dehradun มาค่ะ สาเหตุที่ส่งลูกไปเรียนที่อินเดีย เพราะคิดว่า (เชื่อว่า) จะได้ภาษาอังกฤษแน่นอน ถึงแม้ว่าจะเป็นอังกฤษแบบอินเดียก็ตาม และไม่ต้องการให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมสังคมเมืองกรุงเทพในปัจจุบันที่เด็ก ๆ เล่นแต่เกมส์ จับกลุ่ม คิดแต่เรื่องแต่งตัว เที่ยว ไม่มองอนาคต (ซึ่งวันแรกที่ไปถึงโรงเรียน ก็โดนครูแขกสัมภาษณ์ว่าทำไมเด็กไทยถึงติดพ่อแม่ ตัดสินใจเองไม่ได้ ไม่คิดอะไรยาว ไม่มองไปข้างหน้า โอยเจ็บแปลบเลยค่ะ)และคิดว่าอย่างน้อยอินเดียก็เป็นตะวันออกเหมือนเรา วัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ดีกว่าให้ลูกไปเอาวัฒนธรรมแบบฝรั่งมา แล้วถ้าลูกสามารถอยู่รอดผ่านชีวิตที่อินเดียได้ ก็เชื่อได้เลยว่าลูกจะสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ สังคมทุกวันนี้
วันแรกที่ไปถึง ยอมรับค่ะว่า "รับไม่ค่อยไม่ได้ เริ่มมีความคิดว่าคิดถูกหรือผิดที่ส่งลูกมาเรียนที่อินเดีย เอาลูกมาลำบากหรือเปล่า"
วันต่อ ๆ มา จากที่ได้ไปเที่ยวและสัมผัสเมืองต่าง ๆ (ใช้เวลาให้คุ้มค่ะ)ได้สัมผัส สังเกตุ การใช้ชีวิตประจำวันของชาวอินเดีย เปิดดูประวัติของเขา เริ่มคิดได้ค่ะว่า เราจะเอาอะไรกันนักหนา ในเมื่อประเทศเขามีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล คนเขาก็เยอะมาก ๆ ๆ ๆ วัฒนธรรมขนาดอยู่ในประเทศเดียวกันยังหลากหลาย แต่ละรัฐ ก็แตกต่างกัน
แต่ที่สัมผัสได้แล้วย้อนกลับมามองดูตัวเราจริงอย่างที่อาจารย์พูดค่ะ ที่เรารู้สึกรับไม่ได้ในตอนแรก เป็นเพราะเราเคยอยู่อย่างสุขสบายเกินไปหรือเปล่า อาหารการกิน เราฟุ่มเฟือยกันจริง ๆ ค่ะ
ส่วนที่ว่าแขกขี้โกง ชอบเอาเปรียบ ฉวยโอกาส ก็จริงค่ะ โดนตลอดเหมือนกันขนาดรู้ทันและระวังแล้วนะคะ แต่ถ้าเรามองว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเพื่อการเอาตัวรอด เพราะคนเขาเยอะ แย่งกันกิน แย่งกันใช้ แย่งงานกันทำ ก็ควรเห็นใจค่ะ เพราะหากเปรียบเทียบจริง ๆ แล้ว โกงแบบแขก ก็เป็นเพียงการโกงแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ เผื่อจะได้เท่านั้น ซึ่งเห็นได้จากหากเราโวยวาย ไม่ยอม รู้ทัน เขาก็ไม่เอา แล้วก็ไม่โกรธเราด้วยที่เราเสียงดังหรือโวยใส่เขา แต่บางประเทศเห็น ๆ กันอยู่โกงแบบเนียน ๆ ไม่เห็นใจด้วย แบบนี้น่ากลัวกว่า เพราะไม่เอาน้อย แต่มันจะเอาไปหมดทั้งประเทศเลย (ไม่คิดส่งลูกไปเรียนที่นั่นเป็นอันขาด)
แล้วสิ่งที่เห็นได้อีกอย่างหนึ่งคือ การให้อภัยกัน เขามีมากกว่าเราแน่นอนค่ะ (เป็นความคิดส่วนตัวนะคะ บางท่านอาจไม่เห็นด้วย) เพราะสังเกตุจากการขับรถ 7 วันที่อยู่ก็รับไม่ได้เลยค่ะ บีบแตรกันตลอดเวลา ข้างหน้าช้าก็บีบไล่ จะเลี้ยว จะแซง ก็บีบ แล้วก็แซงกันได้ตลอดเวลา มีช่องว่างเป็นไปหมด ขับรถแบบไม่มีเลนกันเลย เป็นบ้านเราคงมีการยิงกันตายหลายศพแน่ แต่ที่นี่แปลกค่ะ แซงกันยังไง ถ้าเมื่อถึงเวลาที่ต้องหลบ เหมือนเขาจะรู้ตัวกันดีว่าใครต้องหลบ (เป็นบ้านเราไม่ยอม) แล้วบีบแตรใส่ก็ไม่โกรธกันด้วยแปลก ได้เห็นรถจักรยานเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซด์ ยืนเหมือนจะทะเลาะกันแบบเอาเป็นเอาตาย เหมือนจะต่อยกันให้ได้ รถก็ติด คิดในใจเดี๋ยวคงมีมวย แต่ปรากฎว่าสุดท้ายก็ช่วยกันเก็บของที่ตกหล่นจัดใส่รถ งงไปเลย
7 วัน ได้รู้ว่า การใช้ชีวิตของเราในปัจจุบันมันมากเกินไปหรือเปล่า เห็นเขาแล้วต้องมองย้อนดูตัว เขาอยู่แบบพอเพียงจริง ๆ ค่ะ เราเอาแต่สบายไว้ก่อน ไม่คิดถึงผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น
ได้รู้ว่าคำว่า "ทั้งรัก ทั้งเกลียดอินเดีย" หรือ "เจอแขก เจองูให้ตีแขกก่อน" ก็จริงอีกน่ะแหล่ะค่ะ มันจะเป็นขึ้นมาในบางโอกาส เป็นช่วง ๆ ตามสถานการณ์ที่เราเจอ (ก็เป็นคนนี่คะ ลืมตัวก็มี)
แต่ที่แน่ ๆ พอคิดมาก ๆ ๆ คิดจริง ๆ ๆ ๆแล้ว คำว่า "แปลก มหัศจรรย์" เกิดขึ้นได้ในอินเดียนี่ชัวร์แน่นอนค่ะ มีเรื่องให้แปลกใจ งง ขำ โกรธ สนุก เซ็ง และกลิ่นเหม็น ได้ตลอดเวลา
หากใครอยากผจญภัยแนะนำค่ะ ที่เที่ยวก็มีเยอะ ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงค่ะ มีอะไรให้แปลกใจเยอะดี และที่แน่ ๆ ไปเพื่อสะท้อนตัวเองบ้างก็ดี จะได้เลิกไขว่คว้า เลิกหา รู้จักคำว่า "พอ" ได้มากขึ้น
ขอบคุณค่ะ
เรียน คุณพิมพ์พิศา
ขอบพระคุณค่ะสำหรับประสบการณ์สนุกๆ ดิฉันว่าอินเดียนี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มันจริงๆ ดิฉันสนุกกับการไปอินเดีย ได้เรียนรู้ตลอดเวลา ดิฉันมีทัศนะเดียวกับคุณพิมพ์พิศาที่ไม่อยากให้ลูกถูกครอบงำทางความคิดและวิถีแบบตะวันตกที่เอาเปรียบ เห็นแก่ตัวและทำร้ายประเทศอื่น (โดยเฉพาะตะวันออก) อินเดียจะสอนให้เด็กๆ (ลูกๆ) อดทน พอเพียง คิดเป็นและช่วยตัวเองได้ค่ะ ที่สำคัญจะได้ความเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น ภาษาอังกฤษแม้จะเป็นแบบอินเดียก็ดีกว่าแบบไทยมิใช่หรือคะเพราะใช้งานได้ในระดับนานาชาติ
หากมีอะไรที่จะแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับอินเดียก็กรุณาส่งมาเรื่อยๆ นะคะ
ดีจังครับ
เรื่องเล่าของคุณพิมพ์พิศาสะท้อนความคิดได้ดีทีเดียว
ถ้าคนไทยเก่งภาษาอังกฤษแบบคนอินเดียบ้าง ประเทศเราคงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศได้อีกมากครับ
เคยไปอินเดียแล้วครับ สองครั้ังห้าเดือนครึ่ง เที่ยวหลายเมืองทั้งเดลีและทางเหนือ รวมทั้สี่สังเวฯด้วย ไปแล้วชอบและรักอินเดียมาก เมื่อก่อนเป็นคนใจคับแคบไม่ค่อยยอมรับเขาเดียวนี้ เข้าใจเขามากขึ้น ไม่กล้าตัดสินเขาด้วยใจเราครับ เหมือนเเมื่อก่อน อยากไปอีกครับ ประทับใจมากครับ
ที่ผมได้ประสบมากับตัวเองโดยตรงเกี่ยวกับคนอินเดียนั้น ผมคิดว่า ที่คนอินเดียถูกมองไม่ดี ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของนิสัย
สภาพบ้านเมือง ความรวยจน ภาษา วัฒนธรรมนั้นก็มีส่วนบ้าง แต่โดยมาก เป็นเรื่องของนิสัย คนอินเดียไม่ค่อยน่าเชื่อถือ
ทำอะไรหน้ามึน เท่าที่ชีวิตผมได้เกี่ยวข้องกับคนอินเดียด้วยตัวเอง มิใช่ฟังมา (แต่ที่ฟังมาก็มิได้ผิดกับที่เจอด้วยตัวเองเท่าไหร่เลย)
สิ่งที่ อ.โสภณา เขียนถึงนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องวิถีปฏิบัติ กิจวัตรประจำวัน ซึ่งผู้มีใจเปิดกว้างและเป็นธรรมย่อมไม่ติเตียนเพียงเพราะ
เป็นสิ่งที่แตกต่างจากที่ตัวเองทำ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองคนอินเดียแง่ลบนั้นคือเรื่องของนิสัย ซึ่งเป็นสิ่งอันสากล ทุกชาติย่อมมองเห็นนิสัยที่ดีและไม่ดีเหมือนกัน คงไม่มีชาติใดที่เห็นว่านิสัยพูดอย่าง ทำอย่าง รับปากแล้วไม่ทำ เป็นสิ่งดี (ซึ่งผมเจอกับตัวเองมาบ่อยครั้งกับคนอินเดียที่มีการศึกษา มิใช่อินเดียกาไก่ข้างถนน) เช่นกัน ความตรงไปตรงมาในคำพูดของคนยุโรป ความหนักแน่นน่าเชื่อถือในคำรับปากของคนญี่ปุ่น ก็เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาจริง (ผมเองก็ได้เจอมาโดยตรงกับคนญี่ปุ่น)
ที่ อ.โสภณา เขียนว่า คนไทยมีทัศนคติด้านลบกับอินเดียนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องนิสัยคนอินเดียเสียมากกว่า ซึ่งมันคือความจริงที่ไม่อาจเรียนรู้หรือปรับตัวเข้าหากัน (ใครเล่าจะอยากคบหาคนปลิ้นปล้อน) แต่นั่นเป็นคนละเรื่องกับการท่องเที่ยว อินเดียมีอะไรที่น่าเที่ยว
อันนี้เห็นด้วย200% แต่คนอินเดียอย่างไรก็ไม่คบ
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า เรามองอินเดียเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไปเที่ยวให้สนุกก็พอ เรื่องทำงานหรือศึกษาต่อกับอินเดียเห็นจะเหมาะเท่าประเทศอื่น (ผมเองก็เรียน ป.โท กับมหาลัยอินเดีย บอกตามตรงว่า ใช้ได้แค่มีตัวเลขเกรดสวยๆ ไว้สมัครเรียนต่อหรือขอทุนเท่านั้น)