อักษรสัมผัสที่อ่านด้วยปลายนิ้ว
นายอุดมศักดิ์ ข้าวหอม
“มืดมนเหมือนคนตาบอด” เป็นถ้อยวลีที่คุ้นหู ซึ่งมักจะพูดกันในยามที่คนเราตกอยู่ในภาวะที่อับจนสิ้นคิดสิ้นหวัง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในทัศนะของคนทั่วไปเห็นว่า “การตาบอด” เป็นความมืดดับอับแสง อับปัญญา เป็นความสิ้นหวังสิ้นพลังแห่งชีวิต เป็นความสูญเสียและเป็นความตาย (ทั้งเป็น) เมื่อเป็นเช่นนี้ “คนตาบอด” จึงถูกมองว่าเป็นคนแห่งโลกมืด (มนทางปัญญา) เป็นคนเซ่อโง่เง่าเพราะขาดไร้การศึกษาอบรม และเป็นเสมือนขยะของสังคมที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาและถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามยถากรรม มีร่างกายสกปรก เดินเปะปะ เงือะ ๆ งะ ๆ เที่ยวเดินเร่ร่อนซมซานไปอย่างไร้จุดหมาย และเนื่องด้วยขาดผู้ดูแลและไร้การศึกษา ดังนั้นจึงต้องดำรงชีวิตด้วยการแบมือและถือกะลาเพื่อขอเศษเงินและอาหารเพื่อเลี้ยงชีวิตไปวันหนึ่ง ๆ อันเป็นภาพน่าเวทนาต่อผู้ได้พบเห็น อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงสิ่งที่เคยเป็นจริงสำหรับคนตาบอดส่วนใหญ่ในอดีต อย่างน้อยเมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน แต่วันหนึ่ง โลกมืดก็พลันบังเกิดแสงสว่าง เป็นประกายแสงแห่งชีวิต แห่งความหวังและปัญญาที่นำพาคนตาบอดสู่อนาคตอันสดใส ถูกจุดขึ้นด้วยมือของคนในโลกมืดชาวฝรั่งเศส ชื่อ “หลุยส์ เบรลล์” (Louis Braille) ผู้ประดิษฐอักษรนูนด้วยจุดสำหรับคนตาบอด หรือที่เรียกกันทั่วไปตามชื่อของท่านว่า “อักษรเบรลล์”ซึ่งทำให้คนตาบอดสามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ นับตั้งแต่การอุบัติขึ้นของอักษรชนิดนี้เป็นต้นมา ชีวิตของคนตาบอดก็เปลี่ยนแปลงไป จากโลกมืดสู่โลกสว่างทางปัญญา จากมือที่ถือกะลา มาถือตำรา จากชีวิตที่ไร้คุณค่าสู่ชีวิตที่เปี่ยมด้วยอนาคต เกียรติและศักดิ์ศรีเหมือนมนุษย์คนอื่นในสังคม ระบบวิธีของหลุยส์ เบรลล์ค่อย ๆ ได้รับการยอมรับและใช้กันแพร่หลายในยุโรป ต่อมาในอเมริกาและในที่สุดก็ทั่วโลกในหลายร้อยภาษา สำหรับเมืองไทย ผู้ที่นำส่งต่อแสงสว่างให้คนตาบอดไทย คือ “แหม่มเจนิวีฟ คอฟิลด์” สตรีตาบอดชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งใจเปี่ยมด้วยเมตตาและห่วงใยต่อคนตาบอดในดินแดนโพนทะเล ได้นำอักษรเบรลล์เข้ามาใช้ในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2482 และริเริ่มการศึกษาสำหรับคนตาบอดขึ้น ทั้งนี้ด้วยความช่วยเหลือและร่วมมือของคุณหมอฝน สายสินแก้ว จากอดีตสู่ปัจจุบันอันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์เกือบทุกแง่ทุกมุม แต่อักษรเบรลล์ก็ไม่ได้ลดความสำคัญลงเลย คนตาบอดทั้งโลกล้วนเป็นหนี้บุญคุณต่อหลุยส์เบรลล์เพราะเขาได้สร้างและฝากอักษรเบรลล์ มากอันล้ำค่าชิ้นนี้ไว้ให้คนตาบอดจะทำอะไรได้ และจะเรียนหนังสือได้อย่างไร เป็นสิ่งที่หลายคนสงสัย ในฐานะคนตาบอดที่เคยตาดี ข้าพเจ้าเข้าใจสภาวะทั้งสองได้ค่อนข้างดี เมื่อแรกที่ตาบอดตอนอายุ 9 ขวบและทางครอบครัวส่งไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดจังหวัดขอนแก่น ภายใต้การดูแลของมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ข้าพเจ้าเองก็ลังเลสงสัยเช่นกัน แต่พอได้เริ่มเรียนเขียนอ่านอักษรเบรลล์ ข้าพเจ้าก็ต้องถึงบางอ้อ และนับวันตระหนักชัดถึงคุณประโยชน์ของอักษรสัมผัสชนิดนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนรักการอ่านและมักหอบหนังสือเบรลล์ไปนั่งอ่านตามมุมต่าง ๆ ของโรงเรียนที่เห็นว่าสงบสบาย โดยไม่ไยดีต่อความมืดหรือสว่าง เพราะไม่ใช่อุปสรรค (สำหรับคนตาบอด) จะลืมตาหรือหลับตาก็ไม่ใช่ปัญหาเช่นกัน มีเพียงมือที่สัมผัสและหนังสือเบรลล์ก็เพียงพอแล้ว กลางหนังสือ ปลายนิ้วชี้วางทาบทาไปบนบรรทัดที่ขรุขระด้วยอักษรจุด เลื่อนเคลื่อนนิ้วไปตามแนวแถวตัวอักษร จากตัวหนึ่งสู่อีกตัว อย่างรวดเร็ว จิตพลันรับรู้เข้าใจความหมายด้วยการสัมผัส ดื่มด่ำกับความรู้และความเพลิดเพลินที่อักษรเรียงร้อยสื่อผ่านปลายนิ้วน้อย บางครั้งสายลมเย็นก็โชยมาต้องตัว ซึ่งพาให้กายสบายและใจยิ่งอิ่มเอิบเบิกบานด้วยความหวังกำลังใจ ด้วยความคิดความฝันลุกโชนติดขึ้นภายในใจ นึกขอบพระคุณ Louis Braille ผู้ประดิษฐ์สร้างอักษรและทุกคนทุกฝ่ายที่ส่งต่อมาถึงข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าได้ออกไปเรียนร่วมกับเด็กตาดีที่โรงเรียนบ้านคำไฮหัวทุ่งประชาบำรุง ตามระบบที่เรียกกันว่า “การเรียนร่วม” เป็นเวลาสองปีคือระหว่างปี พ.ศ. 2526 - 2527 ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4 โดยพักอยู่ในโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่น ปีต่อมา ข้าพเจ้าขอกลับไปเรียนร่วมที่โรงเรียนวัดบ้านธาตุที่จังหวัดอุบลราชธานี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายที่โรงเรียนเบญจมมหาราช จนสอบเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวนเวียนในมหาวิทยาลัยริยงค์ ประเทศฝรั่งเศศ เป็นเวลาถึง 6 ปี ตลอดเวลาข้าพเจ้าใช้อักษรสัมผัสและเรียนเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างเต็มภาคภูมิกับคนตาดีซึ่งใช้อักษรสิ่งพิมพ์ปกติ โดยมีมูลนิธรรมิกชนฯ คอยช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทความสำคัญของอักษรเบรลล์ที่มีต่อคนตาบอด ซึ่งสะท้อนความจริงตามที่หลุยส์ เบรลล์ได้กล่าวไว้ว่า “... ความสามารถในการสื่อสารในความหมายที่กว้างที่สุดก็คือหนทางสู่การแสวงหาความรู้ และนั่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดสำหรับเรา หากเราไม่ต้องการมีชีวิตอยู่โดยถูกเหยียดหยามหรือต้องพึ่งการอุปการะจากคนตาดีผู้มีเมตตาจิตอยู่ร่ำไป เราไม่ต้องการความเวทนาสงสาร ทั้งเราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาพร่ำเตือนว่า เราไร้สมรรถภาพ เราพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม และการสื่อสารคือหนทางให้เราได้บรรลุถึงสิ่งนี้...” แม้จะมีเงื่อนไขและปัจจัยมากมายที่ทำให้ข้าพเจ้ามายืน ณ จุดนี้ได้ แต่ปัจจัยสำคัญสิ่งหนึ่งนั้นก็คืออักษรเบรลล์ และถ้าไม่มีหลุยส์ เบรลล์ ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์ อักษรสัมผัสชนิดนี้ก็อาจไม่มีวันนี้สำหรับข้าพเจ้า
หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) ผู้ประดิษฐ์อักษรสำหรับคนตาบอด และผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นวีระบุรุษแห่งฝรั่งเศสในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ชาวโลก ท่านเกิดเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1809 (พ.ศ. 2352) เป็นบุตรในครอบครัวช่างทำเครื่องหนัง ณ หมู่บ้านกูพเฟร (Coupvray) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกห่างจากกรุงปารีสราว 40 กิโลเมตร ท่านมีพี่สาวสองคนและพี่ชายหนึ่งคน ส่วนหลุยส์ เบรลล์เป็นบุตรสุดท้อง โดยอุบัติเหตุอันเนื่องจากความซุกซนของวัยเด็ก แอบเข้าไปเล่นในห้องทำงานของพ่อและถูกของมีคมบาดตา จึงทำให้ตาข้างหนึ่งเสียไปตอนอายุ 3 ขวบ (ค.ศ. 1812) และด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในสมัยนั้นยังล้าหลังจึงทำให้ตาอีกข้าติดเชื้อและบอดสนิทเมื่ออายุ 5 ขวบ (ค.ศ. 1814) ในช่วงปี ค.ศ. 1816 และ ค.ศ. 1818 ท่านได้ไปเรียนหนังสือร่วมกับเด็กตาดีที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ทั้งนี้ด้วยความช่วยเหลือของบาทหลวงปาลลุย Palluy) ผู้มีจิตเมตตาและเห็นแววฉลาดของเด็กตาบอดคนนี้ และเบอเชอเรท์ (Becheret) ครูใหญ่ของโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหนุ่มไฟแรง มีความเห็นอกเห็นใจและกล้าตัดสินใจอนุญาตให้เด็กหลุยส์เข้าไปนั่งเรียนตามคำขอร้องของบาทหลวงปาลลุย หลุยส์เรียนด้วยการฟังและส่อแววอัจฉริยภาพ เพราะเป็นคนเข้าใจไวและจำอะไรได้ดี เมื่อหลุยส์มีอายุ 10 ขวบ ท่านถูกส่งไปเรียนที่สถาบันช่วยเด็กตาบอดในพระบรมราชูปถัมภ์ (L’Institut Royal Des Jeunes Aveugles de Paris) ที่ปารีส สถาบันแห่งนี้น่าจะเป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งแรกของโลกจัดตั้งขึ้นโดยวาลันติน อาวี (Valentin Hauy) ณ โรงเรียนแห่งนี้ หลุยส์ได้เรียนงานฝีมือประเภทจักสาน ดนตรีและการอ่านหนังสือ หนังสือดังกล่าวเขียนขึ้นด้วยอักษรนูนชนิดหนึ่งที่วาลองแตงได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยวางอยู่บนพื้นฐานของอักษรตาดี กล่าวคือ เขาใช้กระดาษแข็งเปียกชื้นวางกดทับลงไปบนอักษรโลหะ เมื่อกระดาษแห้งก็จะนูนคงรูปร่างของตัวอักษรตัวนั้น อักษรชนิดนี้มีข้อบกพร่องหลายประการ ประการแรก ผลิตยากและใช้เวลานาน ดังนั้นจึงผลิตได้น้อยเล่ม ประการที่สอง คนตาบอดอ่านได้ช้ามากเพราะต้องใช้เวลาในการผสมอักษรที่มีขนาดใหญ่ ประการที่สาม คนตาบอดไม่สามารถเขียนอักษรชนิดนี้ได้เอง ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 1822 มีนายทหารแห่งกองทัพฝรั่งเศสชื่อชาร์เลอ บาร์บิเย (Charles Barbier) ได้นำเอาระบบอักษรนูนด้วยจุดที่วางอยู่พื้นฐานของการออกเสียง จึงเรียกระบบนี้ว่าโซโนกราฟฟี่ (la Sonographie) ประกอบด้วย 12 จุด ซึ่งเป็นระบบอักษรที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเพื่อการสื่อข่าวสารทางทหารในเวลากลางคืน เขาจึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนตาบอด ดังนั้นเขาจึงนำเอาระบบนี้มาเผยแพร่และสอนให้คนตาบอด ระบบนี้ดีกว่าวิธีของวาลันติน เพราะอ่านได้เร็วขึ้นบ้างและที่สำคัญ คนตาบอดสามารถเขียนสื่อสารได้เองหลุยส์เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของเขา หลุยส์ตื่นเต้นกับระบบวิธีของบาร์บิเยมากและเกิดความเชื่อมั่นว่านี่น่าจะเป็นทางออกสู่อนาคตที่สดใสของคนตาบอดอย่างเขาและเพื่อน ๆ อย่างไรก็ตามระบบนี้มีข้อเสียบางประการที่สำคัญ ซึ่งหลุยส์ได้นำเสนอต่อนายบาร์บิเยเพื่อการปรับปรุงแก้ไข แต่บาร์บิเยไม่เห็นพ้องด้วย หลุยส์จึงลงมือค้นคว้าเอง ข้อบกพร่องดังกล่าวคือ ประการแรก ระบบดังกล่าวยังเทอะทะ เพราะประกอบด้วย 12 จุด ทำให้การอ่านและเขียนเป็นไปได้ช้า ประการที่สอง เนื่องจากระบบดังกล่าววางอยู่บนพื้นฐานของการออกเสียง เพราะฉะนั้นคนตาบอดจึงไม่สามารถทราบตัวสะกดของคำ หลุยส์เด็กหนุ่มผู้มีความมานะพากเพียรและมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้า ทุ่มเวลาเพื่อการพัฒนาระบบอักษรนูนด้วยจุดจนกระทั่งหลุยส์ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1824 ตอนนั้นเขามีอายุ 15 ปี ผลงานของเขาคือ สามารถลดขนาดของอักษร จาก 12จุด เหลือ 6 จุด และสามารถกำหนดให้แต่ละสัญลักษณ์แทนอักษรตาดี ดังนั้นคนตาบอดจึงสามารถรู้ตัวสะกดด้วย นอกจากนี้หลุยส์ยังเพิ่มเติมตัวเลข เครื่องหมายวรรคตอนและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ต่อมาในปี ค.ศ. 1828 โดยอาศัยระบบวิธีดังกล่าว หลุยส์ได้ประดิษฐ์สัญลักษณ์โน้ตดนตรีขึ้นมาด้วย หลุยส์ยังคงศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆของระบบของท่านจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1837 นับแต่นั้นมา ระบบวิธีของหลุยส์ก็ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักและยอมรับกันแพร่หลายทั่วโลกโดยรู้จักกันในชื่อ “อักษรเบรลล์” หลุยส์สุขภาพทรุดโทรมลงด้วยอาการของวัณโรค (Tuberculose) ในปี ค.ศ. 1835 และสิ้นชีวิตในวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1852 ด้วยวัยเพียง 43 ปี ในเบื้องแรก ศพของหลุยส์ถูกฝังไว้ ณ หมู่บ้านกูพเฟร (Coupvray) ต่อมาเนื่องในโอกาสงานรำลึกวันครบรอบหนึ่งร้อยปีแห่งวันมรณกรรมของหลุยส์เบรลล์ในปี ค.ศ. 1952 ศพของท่านได้นำไปฝังที่สุสานปองเตอง (Pantheon) ซึ่งเป็นที่ฝังศพของวีระบุรุษและวีระสตรีของประเทศฝรั่งเศส แม้หลุยส์เบรลล์จะได้ล่วงลับไปนานแล้ว แต่อักษรเบรลล์ยังคงอยู่และยังคุณประโยชน์แก่คนตาบอดทั่วโลกอย่างจะหาคำเปรียบเทียบไม่ได้ “อักษรเบรลล์” สิ่งประดิษฐ์ที่ดูเหมือนเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความมหัศจรรย์ อักษรเบรลล์เป็นระบบอักษรนูนด้วยจุด ซึ่งแต่ละตัวประกอบด้วยจุดไม่เกิน 6 จุด โดยแบ่งออกเป็น 2 แถวในแนวตั้ง แถวละ 3 จุด สองจุดบน เปรียบเสมือนไหล่ทั้งสองข้างของเรา สองจุดตรงกลางเสมือนตะโพกและสองจุดข้างล่างเสมือนหัวเข่าทั้งสอง ระยะห่างระหว่างจุดสองจุดเพียงประมาณ 2 ถึง 2.5 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดเหมาะเจาะพอดีที่คนตาบอดจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นตัวอะไรเมื่อวางปลายนิ้วชี้ลงไปบนหนึ่งสัญลักษณ์ โดยอาศัย 6 จุดพื้นฐานนี้แล้วเขียนสลับไปมา เราจะได้ 63 สัญลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันเลย แต่ละสัญลักษณ์ดังกล่าว เราสามารถกำหนดแทนอักษรตาดีแต่ละตัว ตลอดจนเครื่องหมายอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้อักษรเบรลล์จึงสามารถนำไปดัดแปลงใช้กับภาษาต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด อุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้เขียนมีเพียง 2 ชิ้น คือสเลต (Slate หรือ tablette ในภาษาฝรั่งเศส) และ สไตลัส (stylus หรือ poincon ในภาษาฝรั่งเศส) ซึ่งท่านจะเห็นได้จากภาพข้างล่างนี้
จากจุดกำเนิดของอักษรเบรลล์สู่ยุคปัจจุบันอันถือกันว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ (globalization era) ซึ่งทำให้วิวัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของโลกเป็นไปอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว อักษรเบรลล์และอุปกรณ์ที่ใช้สร้างก็มีวิวัฒนาการไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง สะดวกสบายและรวดเร็ว ในแง่ของอักษรเบรลล์ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมเข้าไป เช่น อักษรเบรลล์ย่อ ทั้งนี้เพื่อให้การอ่านและการเขียนอักษรเป็นไปได้เร็วขึ้นและประหยัดกระดาษในการผลิต ในแง่ของอุปกรณ์ มีการพัฒนาอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติมเข้ามา เช่น เครื่องพิมพ์ดีดเบรลล์ (Brailler) เครื่องปริ้นเบรลล์ (Braille printer) เป็นต้น และความก้าวหน้าไปไกลถึงขั้นว่า คนตาดีสามารถผลิตอักษรเบรลล์ได้โดยที่เขาไม่ต้องเรียนระบบวิธีเขียนเลย โดยเพียงพิมพ์ข้อความเข้าไปในคอมพิวเตอร์ตามวิธีปกติแล้วใช้โปรแกรม (translation software) แปลออกมาเป็นเบรลล์ได้เลย ถึงแม้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากในยุคปัจจุบัน แต่ก็หาได้ลดความสำคัญของอักษรเบรลล์ลงไปไม่ อักษรเบรลล์ยังคงเป็นอักษรสำหรับคนตาบอดต่อไป เหมือนกับที่คนตาดีใช้อักษรของพวกเขา เทคโนโลยีเพียงเข้ามาช่วยเสริมทำให้การใช้อักษรเกิดประสิทธิ์ภาพสูงขึ้นเท่านั้น
“อักษรเบรลล์” มรดกอันล้ำค่าที่หลุยส์ เบรลล์ฝากไว้ให้คนตาบอดทั้งโลก ถ้าเราพิจารณาสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ของหลุยส์เบรลล์ให้ลึกซึ้งแล้ว จะเห็นได้ว่ามันไม่ได้มีความสำคัญยิ่งหย่อนไปกว่างานประดิษฐ์หลอดไฟของเอดิสัน เพราะอักษรสัมผัสนี้เป็นตัวจุดประกายแสงสว่างทางปัญญาให้กับคนตาบอดที่ถูกทึกทักเอาว่าเป็นคนในโลกมืด แม้ว่า “การมองเห็น” จะเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาและหวงแหน เพราะมันเอื้ออำนวยประโยชน์ให้มากมาย แต่อย่างไรก็ตาม “การตาบอด” ก็ไม่ใช่ปัญหาอุปสรรคใหญ่อันจะถือเอาเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นมนุษย์ในสังคม ท่านธรรมปิฎกได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่ไม่ได้รับการฝึกหรือไม่ได้รับการศึกษาก็อาจไม่ต่างจากสัตว์หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่า อักษรเบรลล์เป็นเสมือนกุญแจที่คนตาบอดใช้ไขออกจากโลกมืด (ทางปัญญา) และเปิดประตูเข้าสู่โลกการศึกษาทัดเทียมเสมอกับคนตาดี ดังนั้นการตาบอดไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญอีกต่อไปสำหรับคนตาบอด มีผู้นำคนตาบอดท่านหนึ่งกล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของคนตาบอดไม่ได้อยู่ที่การมองไม่เห็น แต่อยู่ที่ความเข้าใจผิดและทัศนคติที่ติดลบต่อคนตาบอด ซึ่งอาจมาจากคนตาดีหรือบางทีก็อาจมาจากคนตาบอดบางคน แท้จริงแล้วหากคนตาบอดได้รับการฝึกฝนอย่างถูกวิธี พวกเขาจะมีโอกาสประกอบกิจต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ได้รับการยอมรับและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ที่ถูกแล้วคนตาบอดก็คือคนปกติที่มองไม่เห็นก็ในเมื่อเขามีสมอง มีความคิดจิตใจ มีหูที่ได้ยิน และมีปากที่พูดได้ สิ่งที่ต่างประการเดียวคือการมองเห็น แต่เมื่อมีอักษรเบรลล์ ช่องว่างต่าง ๆ ยิ่งถูกลดลงจนแทบไม่เหลือ เพราะเขาสามารถศึกษาหาความรู้และมีโลกทัศน์ที่กว้างขวาง โลกทุกวันนี้ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอักษรเบรลล์และยอมรับในสิทธิและบทบาทของคนตาบอดยิ่งขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ สหประชาชาติได้มีมติเห็นควรที่จะทำเอกสารต่าง ๆ เป็นอักษรเบรลล์โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวกับคนตาบอด นอกจากนี้รัฐสภาของสหรัฐอเมริกากำลังพยายามผลักดันให้ออกกฎหมายเพื่อสร้างเหรียญที่ระลึกครบรอบสองร้อยปีมรณกรรมของหลุยส์เบรลล์ เพื่อเป็นเกียรติแด่บุรุษผู้สร้างคุณประโยชน์อเนกอนันต์ให้กับชาวโลก แม้หลุยส์เบรลล์จะได้ล่วงลับจากพวกเราไปนานแล้ว แต่อักษรเบรลล์ก็จะยังคงอยู่คู่คนตาบอดตลอดไปตราบนานเท่านานและชื่อของเขาจะไม่มีวันลบเลื่อนจากใจของคนตาบอดได้เลย ขอได้รับความขอบคุณจากข้าพเจ้า ลูกแม่โดม