วิวัฒนาการ และความเป็นมาขององค์กรการเงินชุมชน จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ในวันนี้ก็ได้รับเกียรติ
จาก อาจารย์ที่มีประสบการณ์และคร่ำหวอดอยู่ในองค์กรการเงินชุมชน
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา
อ.จำนงค์ แรกพินิจ มาให้ความรู้เกี่ยวกับองค์กรการเงินชุมชน
ประเด็นในวันนี้เรื่องที่จะคุยกันคือเรื่องสำคัญเรื่ององค์กรการเงินชุมชน
องค์กรการเงินที่ทำขึ้นมาโดยชาวบ้าน คนที่เริ่มก่อตั้งเริ่มแรก
คิดว่าทำกันแบบเล็กโดยไม่ได้คิดว่าองค์กรการเงินมันจะพัฒนาอย่างรวดเร็วเหมือนในปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงองค์กรการเงินชุมชน
เรื่องที่จะเล่าให้ฟังก็คือ การรวมกลุ่ม การสนับสนุนให้ประชาชน
ได้รวมตัวกันเป็นองค์กร เป็นกลุ่มต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมานานมากแล้ว
แต่มันไม่โต และทุกคนก็รู้จักสหกรณ์ดี สหกรณ์ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2454
สมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรก เริ่มมีการออม
ซึ่งตอนนี้ก็มีอายุ 95 ปี การดำเนินงานก็ยังเป็นเหมือนเดิม
แต่เมื่อมาเทียบกับองค์กรการเงินที่ทุกคนทำอยู่ในวันนี้ ปี 2517
เป็นปีแรกที่กลุ่ม ออมทรัพย์เพื่อการผลิตเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
เกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2517 อ.สารภี จ.เชียงใหม่
เป็นกลุ่มแรกของกลุ่มออมทรัพย์
และเป็นฐานให้มาปรับและพัฒนามาเป็นกองทุนหมู่บ้าน องค์กรการเงินชุมชน
จาก 2517 จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา 32 ปี ความเจริญเติบโตเร็วมาก
แต่เมื่อเทียบกับ 95 ปี ของสหกรณ์ เทียบกันไม่ได้
การตั้งสหกรณ์ในสมัยก่อนที่บ้านเรา ในสมัยรัชกาลที่ 6
เราตั้งขึ้นตามความต้องการของเจ้านาย ของขุนนาง
ที่เห็นว่าชาวไร่ชาวนาสมัยนั้นเป็นหนี้นายทุนชาวจีน คนจนมาก
สมัยรัชกาลที่ 5 – 6 ประเทศไทยเราอาชีพหลักคือทำนา ขายข้าว
ขายน้ำตาลจากอ้อย ซึ่งตอนนั้น ข้าวและน้ำตาลก็มีราคาแพง
คนก็เร่งปลูกเพื่อที่จะได้ขายได้มาก ๆ เมื่อไม่มีทุน
ก็ไปยืมเงินลงทุนจากนายทุนชาวจีน เพื่อนำมาลงทุน ทำการเพาะปลูก
แต่สุดท้ายแล้วก็มีหนี้สิน เป็นหนี้ชาวจีน ในรัชการที่ 6
ก็เห็นว่าเกษตรกรเป็นหนี้นายทุนจีนกันเยอะมาก
ก็ได้หาวิธีแก้โดยการศึกษา และให้เกษตรกรมาร่วมมือกัน พึ่งพาอาศัยกัน
กู้ยืมกันเอง โดยไม่ต้องไปกู้เงินจากนายทุนชาวจีน เหตุผลที่ อ.จำนงค์
ได้เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพื่อที่ทุกคนจะได้ทราบเรื่ององค์กรการเงินนั้นเกิดขึ้นมานานแล้วไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น
แต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อเห็นเกษตรกรเป็นหนี้ และทุกข์ยาก
ก็ได้ศึกษาว่ามีประเทศใดบ้างที่ทำเกี่ยวกับองค์กรการเงินที่มีลักษณะให้เกษตรกรมารวมกัน
แล้วช่วยเหลือพึงพาอาศัยกันเอง ก็พบว่าประเทศอังกฤษ และในแถบยุโป
ก็ได้ทำกัน เจ้านาย ขุนนาง เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงในสมัยนั้น
ก็เริ่มไปศึกษา เริ่มเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามา
ให้คำแนะนำรัฐบาลในสมัยนั้นว่า ถ้าอยากจะแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร
ควรจะทำอย่างไร
แสดงให้เห็นว่าปัญหาหนี้สินเกษตรกรเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว
และใช้เวลาในการแก้ไขปัญหามาเป็นเวลา 100 ปี ก็ยังแก้ไม่ได้
เพราะว่าในปัจจุบันนี้เกษตรกรก็ยังคงเป็นหนี้สินอยู่
คนไทยได้เริ่มจัดตั้งสหกรณ์โดยการเรียนรู้จากประเทศอังกฤษ
ศึกษาว่าสหกรณ์เขาทำกันอย่างไร และในแถบยุโรปเติบโตเร็วมาก
และมีกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันและต่อต้าน
ได้ไปจัดตั้งกลุ่มเล็กขึ้นมา และมีบริหารจัดการกันเอง
ในประเทศมีการจัดตั้งสหกรณ์ในแบบร้านค้า
โดยมีการซื้อสินค้ามาขายให้กับกรรมกรในโรงงาน
สำหรับฝรั่งเศสจะเก่งในเรื่องสหกรณ์การรวบรวมปัจจัยการผลิต
เนเธอร์แลนด์ เก่งในเรื่องการแปรรูป เช่นแปรรูปนม
สำหรับประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเกษตรกรเป็นหนี้สิน
ประเทศไทยก็ต้องไปศึกษาในเรื่องการเงิน
ประเทศไหนจัดตั้งสหกรณ์เกี่ยวกับการเงิน
ประเทศไทยก็ไปได้มาจากประเทศเยอรมัน สหกรณ์ที่ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 6
คือสหกรณ์วัดจันทร์ โดยการเลียนแบบมาจากเยอรมันเรียกว่าสหกรณ์ หาทุน
หรือเรียกว่าเครดิต จัดตั้งสหกรณ์โดยให้ประชาชนนำเงินมาออมรวมกัน
และให้สมาชิกกู้ ก็เหมือนกับการทำออมทรัพย์ในปัจจุบัน
แต่ในตอนนั้นเมื่อตั้งสหกรณ์ขึ้นมาประชาชนก็ไม่มีเงินที่จะนำมาออม
เมื่อไม่มีเงินออมรัฐบาลก็ต้องกู้แบงค์สยามกัมมาจล
(ธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน) มา 300,000 บาท
หลังจากนั้นสหกรณ์ก็ตั้งขึ้นมา
มีแนวคิดกันว่าก็ไปเอาเงินของรัฐบาลมาปล่อยกู้กันเองในหมู่สมาชิก
แล้วเก็บดอกเบี้ยส่งให้สมาชิก
ซึ่งเป็นแนวคิดของสหกรณ์ที่ติดมาจนถึงปัจจุบันนี้
การคิดแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรมีมาแล้วเป็น 100 ปี
วิธีการก็ไม่แตกต่างกับปัจจุบัน
เป็นการเน้นให้เกษตรกรพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
แต่วิธีการจัดการไม่เหมือนกัน
สมัยก่อนรัฐบาลลงไปจัดตั้งสหกรณ์ให้เกิดขึ้น
แต่ผลที่ออกมาก็คือสหกรณ์ก็ไปขึ้นกับกระทรวงเกษตร
เมื่อสหกรณ์เกิดขึ้นแล้วและก็เติบโตไปเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2
กรมการพัฒนาชุมชน จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต
เป้าหมายก็เพื่อต้องการให้เกษตรกรออมเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ
เพื่อเป็นทุนในการผลิต ไม่ได้คิดว่ามันจะใหญ่โต
กลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งเป็นกลุ่มแรกเมือปี 2517
คือกลุ่มออมทรัพย์ อ.สารภี จ.เชียงใหม่
และได้ขยายความคิดนี้ผ่านพัฒนากรในอำเภอต่าง ๆ
กลุ่มคนที่เข้าไปส่งเสริมในช่วงแรก คือพัฒนากร ซึ่งในช่วงแรก ๆ
ก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะระเบียบการดำเนินงานต่าง ๆ
เขาก็ได้ร่างมาเรียบร้อยแล้ว และนำมาปฏิบัติ บางที่ก็ปฏิบัติได้
บางแห่งก็เจอปัญหาแต่ก็ยังดำเนินการอยู่ บางแห่งก็เลิกทำ
เพราะว่าเมื่อสมาชิกกู้เงินไปแล้วแล้วก็ไม่คืน
บางหมู่บ้านก็ประสบกับปัญหา เพราะในตอนนั้นระเบียบต่าง ๆ
มาจากส่วนราชการ
จากปี 2517
แนวความคิดก็ได้ขยายไปทั่วประเทศ สำหรับภาคใต้
กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2520
คือกลุ่มออมทรัพย์บ้านคลองหวะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
กลุ่มออมทรัพย์กลุ่มนี้ก็เป็นแบบอย่างให้กับภาคใต้
กลุ่มนี้เมื่อเกิดขึ้นไม่ได้ทำตามแบบของกรมพัฒนาชุมชน โดยใช้เวลา 2 ปี
ในการพูดคุยกับกรมพัฒนาชุมชนกว่าจะได้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์
เพราะคนที่ตำบลคลอหวะ บอกว่า ถ้าคนออมเงินกันแล้วให้ไปฝากธนาคาร
เวลาจะกู้ยืมเงินดก็ต้องไปกู้เงินธนาคาร และมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
กลุ่มออมทรัพย์เมื่อก่อนเมื่อออมแล้วก็นำไปฝากกับธนาคาร
ถ้าสมาชิกต้องการกู้ยืมก็ให้ยืมเงินธนาคาร
แต่เอาเงินของกลุ่มเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินที่เรายืมจากธนาคาร
กลุ่มออมทรัพย์ในช่วงแรกก็มีการทำกันในลักษณะนี้
แต่พอมาถึงที่บ้านคลองหวะ
อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก็ไม่ทำตามแบบที่ราชการออกมาให้
เพราะถ้าทำตามวิธีของราชการที่ออกมา
เป็นการสร้างความร่ำรวยให้กับธนาคาร
แต่ที่บ้านคลองหวะจะออมเงินกันเองและจะให้กู้ถ้ามีเงินเหลือ
โดยไม่ต้องนำเงินไปฝากธนาคาร มีการถกเถียงกับพัฒนาชุมชนเป็นเวลา 2 ปี
และอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนก็ได้ลงพื้นที่ไปคุยกับสมาชิก
แต่สมาชิกก็ไม่ยอม
อธิบดีกรมพัฒนาชุมชนก็บอกว่าถ้าชาวบ้านอยากจะทำตามแบบของเขาก็ให้เขาทำตามความพอใจ
ปัจจุบันนี้กลุ่มออมทรัพย์ที่ใหญ่ ๆ
เป็นกลุ่มออมทรัพย์ที่อยู่ในภาคใต้
นักวิชาการมักจะคิดว่าคนในภาคใต้ร่ำรวยกว่าคนภาคเหนือภาคอีสาน
แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ความได้เปรียบในการจัดการเงินเงินทุน
คนใต้จะเก่งกว่าคนภาคอีสานในการบริหารจัดการเงินทุนเป็นเวลา 30 ปี
คนใต้ก้าวหน้ากว่าคนอีสาน 30 ปี ภาคเหนือ 20 ปี
เหตุผลเพราะคนในภาคใต้มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเป็นแหลมติดต่อกับประเทศจีนและอินเดีย
คนที่ทำการค้าขายก็จะเดินทางผ่านเพื่อไปค้าขายที่ประเทศจีนและอินเดีย
เรือสินค้าต่างชาติก็จะมาแวะหลบมรสุม เพราะในภาคใต้เป็นเมืองท่าเรือ
จึงมีประสบการณ์ในการค้าขาย
คนใต้จะเก่งในเรื่องการบริหารจัดการเงิน
เมื่อคนใต้บริหารจัดการเงินเป็นก็ทำให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
ออมทรัพย์ในบ้านเราก็เติบโตตามไปด้วย
ไม่ได้เป็นเพราะคนใต้รวยแต่เป็นเพราะการบริหารจัดการเงินเป็น
เมื่อกลุ่มออมทรัพย์แพร่หลายไปทั่วประเทศ ปี 2529
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศว่า กลุ่มออมทรัพย์เป็นธนาคารเถื่อน (
ชาวบ้านทำอะไรก็เถื่อนหมด น้ำผึ้งก็น้ำผึ้งเรา ไฟก็ของเรา น้ำก็ของเรา
หม้อก็หม้อเรา พอเราต้มเหล้า เขาก็เรียกว่าเหล้าเถื่อน )
ปี 2526 ครูชบ ยอดแก้ว ที่บ้านน้ำขาว
ได้คิดค้นการออมทรัพย์แบบใหม่ คือการออมทรัพย์แบบการพัฒนาครบวงจรชีวิต
คือการออมทรัพย์แบบมีสวัสดิการ
เดิมทีสวัสดิการภาคประชาชนไม่ได้แยกมาจากกลุ่มออมทรัพย์
แต่ได้เอากำไรส่วนหนึ่งในกลุ่มออมทรัพย์มาจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก
ซึ่งหลักการณ์ก็เกิดขึ้นในปี 2526 ที่ตำบลน้ำขาว
หลังจากนั้นแนวคิดสวัสดิการก็ได้แพร่ขยายไปเรื่อย ๆ ไปทั่วประเทศ
แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับ
กลุ่มออมทรัพย์ไม่มีการจดทะเบียน
และไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับกลุ่มออมทรัพย์
แต่ถ้าจดทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะเป็นเครดิตยูเนียน
และเคยมีคนไปถามครูชบว่าทำไมไม่จดทะเบียน ครูชบก็บอกว่า
เราอยากเป็นออมทรัพย์ ไม่ได้อยากเป็นสหกรณ์
หากถามว่าไม่จดทะเบียนจะผิดกฎหมายหรือไม่
ก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะไม่มีกฎหมายสำหรับกลุ่มออมทรัพย์
แต่จะมีกฎหมายมาเกี่ยวข้องสำหรับการทำความผิดของสมาชิก
ปี 2540
เป็นปีที่การจัดการองค์กรการเงินชุมชนได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย
หลังจากการเกิดวิกฤตทางการเงิน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540
ตอนนั้นชุมชนที่มีกองทุนอยู่และมีการบริหารจัดการโดยไม่มีผลกระทบ
หรือได้รับผลกระทบไม่ได้รุนแรงมากนัก
วันนี้เรามีกองทุนหมู่บ้านละล้านเกิดขึ้นมาแล้ว
และมีกฎหมายควบคุมอยู่ องค์กรการเงินชุมชนมีอยู่ 2 ลักษณะคือ
เป็นเงินที่เกิดจากการรวบรวมการออมของชาวบ้านเอง เช่น ออมทรัพย์
องค์กรการเงินแบบกลุ่มออมทรัพย์ภาครัฐจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว
เพราะถือว่าเป็นเรื่องของประชาชนต้องจัดการกันเอง
องค์กรการเงินที่เราได้เงินมาจากรัฐ เช่น กองทุนหมู่บ้านละล้าน
หรือกองทุนแบบอื่นที่เราต้องกู้เงินบางส่วนมาจากภาครัฐสมทบไปกองทุนของเรา
องค์กรแบบนี้ต่อไปต้องขึ้นทะเบียนทั้งหมดและต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข
เพราะกองทุนหมู่บ้านเป็นกองทุนหนึ่งที่เกิดจากการสนับสนุนจากภาครัฐบาล
แม้ว่าตอนหลังเราจะมีการออมกันเอง
ซึ่งตอนนี้เงินออมของกะหรอก็มีอยู่ประมาณ 1,300,000 บาท
แต่เป็นเงินที่เริ่มต้นจากเงินของรัฐ จึงจะต้องมีกฎเกณฑ์
และระเบียบลงมา