มหาวิทยาลัยพายัพจัดกิจกรรม “มุ่งสู่โลกกว้าง” ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ในภาคการศึกษาที่ ๒ ของทุกปีการศึกษา วัตถุประสงค์ก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาในการเผชิญกับโลกกว้างหลังจากพ้นชีวิตในวัยเรียน “ความพร้อม” ที่ว่านี้ เป็นความพร้อมทางด้านจิตใจ หาใช่เป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านการเตรียมเอกสาร หรือวิธีการเขียน resume แต่อย่างใดไม่ ซึ่งความพร้อมด้านกายภาพดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัย และทางคณะวิชาได้จัดอบรมให้นักศึกษาต่างหากอยู่แล้ว ที่น่าสนใจของที่นี่ คือ การเตรียม “ความพร้อมด้านจิตใจ” ต่างหาก
กิจกรรมมุ่งสู่โลกกว้างจัดขึ้น ณ ดอยขุนตาน จังหวัดลำพูน ซึ่งไม่ไกลจากเชียงใหม่เท่าไรนัก เราออกจากมหาวิทยาลัยประมาณแปดโมงครึ่ง ถึง ย.๑ (สอบถามได้ความว่า ย. หมายถึงยอด แต่ถ้าใครทราบว่ามีความหมายเป็นอย่างอื่น ขอความกรุณาช่วยแก้ไขค่ะJ) ประมาณสิบโมงสิบห้านาที จากนั้นเดินขึ้นยอดดอย จาก ย.๑ ถึง ย.๓ ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง
หลายปีที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ เพราะจัดเวลาไม่ลงตัว แต่ปีนี้ตั้งใจว่าจะขึ้น...จะลากสังขารขึ้นให้ได้ เชิญชวนนักศึกษาปี ๔ ให้ขึ้นดอย เพราะมหาวิทยาลัยจัดให้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็มีหลายๆ คนอิดออดไม่ไป เราก็คงบังคับไม่ได้ ส่วนนักศึกษาที่คุ้นเคยกันหน่อยก็จะพูดแกมบังคับว่า ต้องขึ้นนะ เพราะต้องคอยแบกครูขึ้นดอย..ฮ่าๆ
ช่วงแรก จาก ย.๑ ถึง ย.๒ ค่อนข้างชันและลื่น เพราะใบไม้กับเศษหินดินทรายอยู่บ้าง แต่ก็ไปรอดปลอดภัยดี ถึงแม้จะพักเป็นช่วงๆ ก็ตาม จาก ย.๒ ถึง ย.๓ เดินไปเรื่อยๆ แบบสบายๆ พอไปถึงบ้านพัก ก็เอ๊ะ...ไม่เหนื่อยอย่างที่คิด ทำเอาหลงตัวเองไปนิดนึงเหมือนกันว่า เรายังไม่แก่นี่หว่า ดอยนี้สูงสุดอยู่ที่ ย.๔ แต่บ้านพักอยู่ ย.๓ ถ้าใครอยากชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก แนะนำให้ขึ้น ย.๔ ซึ่งทางหฤโหดมากกว่า ย.๑ ถึง ย.๒ (เดากันเองแล้วกันว่าป้าต๊อกขึ้นไป ย.๔ หรือเปล่า)
กิจกรรมนี้มีกำหนดวันครึ่งกับอีกหนึ่งคืน รอบนี้คณะที่เข้าร่วม คือ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ นักศึกษาทั้งหมดประมาณ ๑๐๐ คน อาจารย์และเจ้าหน้าที่อีกประมาณ ๒๐ คน กิจกรรมช่วงแรก คือ ละลายพฤติกรรม ปรากฏว่าไม่ต้องใช้เวลาเลย นักศึกษาฮาเฮ และทำความรู้จักกับเพื่อนต่างคณะอย่างรวดเร็ว จากนั้นเข้าฐานต่างๆ ที่เตรียมไว้ ๓ ฐาน ซึ่งการเข้าฐานนั้น เน้นให้นักศึกษา “คิด” โดยผ่านการเล่าของผู้รับผิดชอบฐานบ้าง การแสดงออกในรูปแบบต่างๆ บ้าง และรวบยอดด้วยการให้ข้อคิด
ตัวป้าต๊อกเป็นผู้รับผิดชอบฐานกับเขาด้วย ๑ ฐาน ณ ขณะที่พูดคุยกับนักศึกษา เราไม่ทราบว่านักศึกษา “ได้ หรือ เก็บ” อะไรไปจากเราบ้าง แต่ช่วงค่ำคืนนั้น มีการแสดงของกลุ่มต่างๆ ป้าต๊อกนั่งน้ำตาซึม เมื่อพบว่า สิ่งที่เราพูดคุย แลกเปลี่ยนกับนักศึกษานั้น พวกเขาสะท้อนออกมาในการแสดง เช่น ชีวิตคนเรามีทั้งเศร้าและสุข อย่าจมกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงด้านเดียว หรือเราอาจเป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้รับ อย่ารอรับแต่อย่างเดียว ควรจะให้ด้วย โลกจึงจะน่าอยู่ เป็นต้น
เสร็จสิ้นจากการแสดง มีข้าวต้มรอบดึกรออยู่ ระหว่างที่กิน ได้พูดคุยกับนักศึกษาถึงความรู้สึกจากการเข้ากิจกรรม ว่าเหมือนอย่างที่เขาคิดไว้ก่อนขึ้นดอยหรือไม่ เขาตอบว่า ไม่เลย เพราะคิดว่าคงเป็นการอบรมจริยธรรม วิธีการหางานทำ ฯลฯ ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ แต่เป็นแบบนี้ก็ดีมาก เขาชอบ เพราะได้ผ่อนคลาย และไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไร เขาจะมีโอกาสกลับมารวมกันอีก ได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างนี้
ป้าต๊อกได้ยินแล้วนึกถึงสำนวนที่ว่า “สายน้ำไม่ไหลกลับ” หรืออะไรที่ใกล้เคียงสำนวนดังกล่าว เพราะถึงแม้นักศึกษาจะรวมตัวกันได้ แต่วัยก็ไม่เหมือนเดิม ความรู้สึกนึกคิดย่อมเปลี่ยนไป สิ่งที่นักศึกษามีประสบการณ์ร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นความทรงจำที่ติดตัวตลอดไป วันใดที่รู้สึกแย่เหลือเกินกับชีวิต ความทรงจำที่อบอุ่นและสนุกสนาน คงจะเป็นยาชูกำลังให้กลับมาดำเนินชีวิตต่อไป
แม้จะเป็นกิจกรรมของนักศึกษา แต่ป้าต๊อกว่า อาจารย์เองก็ได้อะไรต่อมิอะไรจากกิจกรรมในครั้งนี้นะ ไม่ว่าจะเป็น
-- รู้จักเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น จากที่เคยเห็นหน้ากันว้อบแว้บในมหาวิทยาลัย ก็จะเห็นหน้ากันเยอะขึ้น เพราะต้องอยู่บนดอยด้วยกัน
-- ได้สัมผัสมุมมองของนักศึกษาที่เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขารู้สึก และมีความคิดเห็นเช่นนี้ เรียกได้ว่า นักศึกษาเป็นผู้เปิดโลกทัศน์ให้กับอาจารย์ก็ว่าได้
-- และในที่สุด ก็ได้รู้ถึงศักยภาพทางด้านร่างกายของเราว่าแข็งแรงหรือไม่ จากการขึ้นและลงดอย
“การมีสุขภาพที่ดี เป็นลาภอย่างที่สุด”
ดีใจด้วยค่ะที่เอาบันทึกขึ้นประชาคมโกทูโนได้แล้ว
อาจารย์คะ
ส่งความเห็นเร็วมากเลยค่ะ แสดงว่าอาจารย์อยู่หน้าจอ ^_^
ระบบอินเตอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยติดๆ ขัดๆ มา 2-3 วันค่ะ วันนี้ลองเข้าดู ก็พบว่าเขาช่วยแก้ไขให้แล้ว ต้องกริ๊งไปขอบคุณหน่อย
จุด ย. นี้มีความหมายว่าจุดยุทธศาสตร์นะครับ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นะครับ