"คนปลูกคงไม่ใช่ปัญหาเพียงด้านเดียว คนกินนั่นแหละสำคัญกว่า น่าจะมีการพัฒนาคนกินบ้าง ไม่ใช่ว่าจะเลือกแต่ผักที่สวยงาม เพราะผักที่ไม่ใช้สารเคมมีนั้นจะไม่ค่อยสวย แต่คนกินจะไม่ให้ใช้สารเคมีแต่จะกินแต่ของสวย ซึ่งมันเป็นไปยาก"
         เมื่อวันที่ 21  มกราคม  2551 ผมได้ไปเยี่ยมสวนของคุณสมเกียรติ  พุทธโศภิษฐ์  กับ อ.เขียวมรกต  และในช่วงบ่ายเลยได้แวะไปที่ตำบลคลองพิไกร  อำเภอพรานกระต่าย  เพื่อไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัย  ที่หมู่ที่ 4  ตำบลคลองพิไกร  เพื่อเยี่ยมเยียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรผู้ปลูกผัก

          เหตุที่ทำให้เราต้องไปเยี่ยมเยียนก็เนื่องมาจากการไปร่วมสัมมนาของ อ.เขียวมรกต  และได้รับข้อมูลเบื้องต้นมาว่าปัญหาของการใช้สารเคมมีในปัจจุบันนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการใช้สารเคมี    ทำให้มีการใช้สารเคมีที่ไม่ถูกต้องและส่งผลกระทบต่อคนกินและสภาพแวดล้อม

          ที่ว่าส่งผลกระทบต่อคนกิน และสิ่งแวดล้อมนั้น  คงไม่ต้องถกเถียงกันให้เสียเวลา  แต่ในวันนั้นผมและ อ.เขียวมรกก็เลยลองสุ่มไปสอบถามข้อมูลว่าเหตุใดหนอ...เกษตรกรผู้ผลิตจึงยังคงใช้สารเคมี    ใช้กันอย่างไร  และหากจะไม่ใช้ผลที่ตามมาน่าจะเป็นอย่างไรบ้าง 

            แปลงแรกที่เราไปเยี่ยมเยียน เป็นเกษตรกรที่ปลูกผักเป็นอาชีพครับ  มีการปลูกพืชผักหลายชนิด หมุนเวียนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล และความต้องการของตลาด  ที่น่าสนใจก็คือมีการปลูกพืชแบบผสมผสานและเกื้อกูลกัน  ที่เห็นภาพด้านล่างนี้จะเป็นแปลงปลูกมะระจีน  ระหว่างต้นก็จะปลูกผักคื่นฉ่ายและผักชี  (ในทางวิชาการนั้น การปลูกพืชผักแบบผสมผสานนั้นก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายจากแมลง)

            ก็เลยได้มีโอกาสสอบถามและได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า  ในการใช้สารเคมมีของเกษตรกรผู้ปลูกนั้น  ยังมีการใช้จริง แต่ว่าจะไม่เก็บจนกว่าจะถึงระยะที่ปลอดภัยของคนกิน คือต้องอย่างน้อย 5-7 วันไปแล้วจึงจะเก็บผักนั้นไปขาย  ยกเว้นมะระจีนที่มีการห่อลูกมะระ   เอ.... ปัญหาที่เราคิดว่าเกิดจากผู้ปลูกไม่มีความรู้นั้นชักจะลังเลเสียแล้ว  และพี่ท่านก็ให้ข้อมูลมาอีกว่า  หากมีคนมาซื้อผัก (รถตัดผัก) ก็จะไม่ยอมตัดหากผักยังไม่อยู่ในระยะปลอดภัย  แต่สำคัญพี่เขาบอกว่า "อยู่ที่คนที่มาซื้อผักต่างหาก  ไม่สนใจว่าจะอยู่ในระยะที่ปลอดภัยหรือไม่ เขาจะซื้อหากได้ของยังไม่พอ....."    นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน

 

          จากนั้นเราก็ไปต่อกันที่แปลงที่ 2 ซึ่งเป็นแปลงของพี่อำพร  สุดตา  เกษตรกรที่ปลูกผักที่ปลอดภัย  และเป็นตัวแทนนำผลผลิตของกลุ่มฯ ไปจำหน่ายที่ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยที่หน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดทุกเช้าวันอาทิตย์  พี่อำพร ปลูกผักในแปลงใกล้ๆ บ้าน  มีพืชผักหลายชนิดในแปลงเดียวกันที่เห็นอยู่มีทั้งพริก  โหระพา  ผักกาด ผักบุ้ง ผักชี ฯลฯ


แปลงปลูกผัก  หลายๆ ชนิดสลับกันไป

         ในขณะที่เราไปถึง พี่อำพรกำลังถางหญ้าในแปลงปลูกผักอยู่พอดี  ก็เลยได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  พี่อำพรก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ผักที่จะนำไปจำหน่ายนั้นรับรองว่าปลอดภัยกับผู้บริโภค  เพราะไม่ค่อยใช้สารเคมี  ถึงใช้ก็จะต้องทิ้งระยะจนปลอดภัยแล้วจึงจำเก็บไปจำหน่าย  ทำให้ผักที่นำไปจำหน่ายไม่สวยงาม และกลับมาเป็นปัญหาของคนปลูกอีกว่าขายไม่ค่อยออก  ได้ราคาไม่ดี  สู้ผักที่ใช้สารเคมีไม่ได้ผักจะสวยกว่า  คนซื้อก็จะชอบซื้อมากกว่า

             เอ.....เราได้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งแล้วละซี  และพี่อำพรยังแนะนำมาอีกว่า   "คนปลูกคงไม่ใช่ปัญหาเพียงด้านเดียว  คนกินนั่นแหละสำคัญกว่า  น่าจะมีการพัฒนาคนกินบ้าง  ไม่ใช่ว่าจะเลือกแต่ผักที่สวยงาม  เพราะผักที่ไม่ใช้สารเคมมีนั้นจะไม่ค่อยสวย  แต่คนกินจะไม่ให้ใช้สารเคมีแต่จะกินแต่ของสวย  ซึ่งมันเป็นไปยาก" 


อ.เขียวมรกต ลปรร.กับพี่อำพร  สุดตา

           ในขณะที่เรากำลังพูดคุยกันนั้น  ผมก็ได้ยินเสียงจากวิทยุของพี่อำพร  ซึ่งเป็นรายการที่เกี่ยวกับการเกษตร  การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์  สลับกับการเปิดเพลง มีการให้คำแนะนำต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลการปลุกพืช  เอ๊ะ....เกษตรกรของเราก็ใช่ว่าจะไม่สนใจที่จะเรียนรู้เลยนะครับ  เพราะแม้จะทำงานอยู่หูก็ยังฟังเพื่อรับรู้ข่าวสาร และความรู้อยู่ตลอดเวลา



วิทยุที่มีทั้งข่าวสาร ความรู้ และเพลงเพื่อความบันเทิง ในระหว่างการทำงานฯ

         บันทึกนี้ผมนำมาบอกเล่าผ่านบล็อก  คงไม่สรุปหรือตัดสินว่าประเด็นของการใช้สารเคมีนั้น ใครถูก ใครผิด  แต่นำข้อมูล และบางส่วนของคนปลูกผักที่เขาได้สะท้อนมาให้พวกเราเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล  เพราะหากเราต่างก็เรียนรู้ซึ่งกันและกัน   แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน  การลด - ละ - เลิกการใช้สารเคมีในการผลิตพืชผักนั้น คงจะแก้ไขได้อย่างไม่ยากเย็น  จากบันทึกนี้นจะเห็นได้ว่า พืชผักที่ปลอดภัยนั้นไม่เฉพาะแต่คนปลูกเท่านั้นที่จะต้องร่วมกันดูแล  คนจำหน่าย  และคนกินผักเองก็มีส่วนด้วยกันทั้งสิ้น  และอาจจะมีอีกหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกมากมาย   คนที่ควบคุม  คนตรวจสอบ  คนขายปัจจัย ฯลฯ

         ปัญหานั้นทุกฝ่ายก็คงจะมี  และแตกต่างกันออกไป  ผมคิดว่าการจะแก้ไขในเรื่องเหล่านี้ น่าจะอยู่ที่ว่า  ทุกๆ ฝ่ายคงจะต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน   และมาเจอกันอย่างพร้อมเพรียง ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด  ต่างคนต่างทำ   เอาปัญหาของส่วนรวมหรือสังคมของคนส่วนใหญ่เป็นแกนกลางหรือเป็นที่ตั้ง  เรื่องเหล่านี้คงแก้ไขได้ 

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.ครับ

วีรยุทธ  สมป่าสัก  29 มกราคม  2551