เขาพระวิหาร----จะเป็นมรดกโลก
กำลังเกิดกระแสความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา
โดยการปลุกกระแสชาตินิยมทั้งฝั่งไทย-กัมพูชา เราควรมาทำความเข้าใจดังนี้
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงกรณีข่าวความขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารว่า ท่าทีของฝ่ายไทยต่อกรณีดังกล่าวเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวจนเกินไป ทำให้เรื่องซึ่งน่าจะเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมจับเข่าคุยกันจะกลายเป็นเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียว เหมือนการก่อเหตุเผาสถานฑูตไทยในประเทศกัมพูชาเมื่อปี 2546
'ฝ่ายไทยเป็นประเทศใหญ่และแข็งแรง ต้องสุขุมและใช้สติปัญญามากกว่านี้ เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศ และเรื่องมรดกโลกก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวการมีส่วนร่วม ถ้ามีปัญหาอะไรก็ต้องคุยเป็นการภายใน ไม่ใช่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต รัฐบาลไทยจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก เราไม่ควรไปยุ่งกับเขามาก อย่าลืมว่าทั้งในทางประวัติศาสตร์และในทางนิติศาสตร์ ฝ่ายไทยต้องยอมรับว่าตัวปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ตามคำพิพากษาของศาลโลกในปี 2505 ด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 เสียงให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ส่วนไทยเรามีสิทธิเพียงในส่วนที่เป็นเขตอุทยานซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ติดกัน' นายชาญวิทย์กล่าว
ส่วนกรณีที่พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของโฆษกกระทรวงกลาโหมนั้น นายชาญวิทย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่มีการออกมายอมรับว่า เกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากลุกลามบานปลายก็จะเป็นปัญหาที่น่าวิตกกระทบต่อชื่อเสียง การทำธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ทำให้กัมพูชามองไทยไม่ดีอย่างแน่อน และจะทำให้ประเทศอื่นมองไทยในทางไม่ดีด้วย
ด้าน ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้รับทราบข้อมูลว่า เรื่องการบริหารจัดการเรื่องเขาพระวิหารไม่น่าเป็นห่วง อีกทั้งก่อนหน้านี้ตนก็ได้หารือกับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่เป็นอดีตเอกอัครราชทูตประจำประเทศกัมพูชาก็ได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเรื่องนี้ตนจึงมองว่า น่าจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นมาอีก 1.ในประเทศกัมพูชากำลังจะมีการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงหยิบยกประเด็นชาตินิยมขึ้นมาหาเสียง เพราะไทยถือเป็นประเทศที่มีบทบาททางด้านเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม เหนือกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นประเด็นคล้ายกับการเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา ดังนั้นจึงเลือกจะใช้ประเทศไทยเป็นประเด็นหาเสียงทางการเมือง
นายปณิธาน กล่าวอีกว่า 2.อาจเกิดปัญหาในการบริหารจัดการเขาพระวิหาร เพราะทางขึ้นทางลงเขาพระวิหารนั้นมีทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย ซึ่งที่ผ่านมาไทยเคยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการหลายอย่าง อาทิ การตัดตั้งไฟฟ้า ฯลฯ ดังนั้นจึงอาศัยเวทีระหว่างประเทศโดยใช้ยูเนสโกด้วยการเป็นทางผ่านเพื่อกดดันและให้การขอเจรจากับไทยได้ผลตามที่ต้องการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้พล.ท.พิชษณุ ปุจฉาการ โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ประเทศกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยมีการสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเท็จเพื่อสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายของกัมพูชาและจะทำให้ดินแดนปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา