<dd>
เช้าๆ กาแฟร้อนสักถ้วนก็พอ… </dd><dd>คุณเป็นอย่างนี้เหมือกับอีกหลายล้านคนทั่วโลกหรือเปล่า ปัจจุบันการดื่มกาแฟเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และกลายเป็นวัฒนธรรมที่คุ้นเคยทั่วทุกมุมโลก และไม่ใช่เพียงหนึ่งในกิจกรรมยามเช้าเท่านั้น หลายๆ ครั้งในหนึ่งวันของใครหลายคนก็ไม่พ้นกาแฟ <p> </p>
</dd><dd>
แม้จะรู้กันดีถึงโทษ แต่คนมากมายก็ยังพิสมัยในกลิ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ส่งผลให้ปัจจุบันตัวเลขการบริโภคกาแฟเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มนักดื่มกาแฟตัวยงมีอายุน้อยลง เริ่มต้นกันที่อายุ 18 เลยทีเดียว (อ้างจากผลการสำรวจทั่วโลกของสถาบันเอ็นซีเอ สหรัฐฯ) <p> </p>
</dd><dd>และด้วยจำนวนผู้บริโภคกาแฟในแต่ละวันของประเทศไทยอยู่ที่สิบล้านคน ทำให้กาแฟเข้ามาเกี่ยวข้องกับมูลค่าทางการค้ามหาศาลของประเทศชาติ ผลิตภัณฑ์กาแฟรูปแบบต่างๆ จึงเดินพาเหรดมาร่วมขบวนเพิ่มความคึกคักในตลาดกาแฟยิ่งขึ้น! <p> </p>
</dd><dd>ในมุมกลับกัน วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์เริ่มตีพิมพ์ผลการศึกษาวิจัย ที่เอ่ยถึงประโยชน์บางด้านของกาแฟชนิดที่คอกาแฟพอมีข้อแก้ตัวสำหรับการดื่มครั้งต่อไปได้ <p> </p>
</dd><dd>ขณะที่บางคนบอกว่ากาแฟเป็นสิ่งเสพติด แค่บางคนบอกว่า ขาดกาแฟ…แทบขาดใจ </dd><dd>แล้วคุณล่ะ…ว่าไง? <p> </p>
</dd><dd>
|
|
กรุ่นกลิ่นตามรายทาง |
</dd><dd>ว่ากันว่ามนุษย์รู้จักดื่มกาแฟมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ในแถบทวีปแอฟริกา โดยคนเลี้ยงแกะในเอธิโอเปีย สังเกตเห็นแพะที่เขาเลี้ยงกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานเมื่อกินผลไม้สีแดงๆ เขาจึงลองกินดูก็รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ต่อมาได้มีการนำไปถวายพระ แล้วพระได้นำไปเผาไฟเพื่อหวังลดอำนาจของผลไม้นี้ลง แต่กลับมีกลิ่นหอมน่าพิสมัย จึงนำมาทุบและใส่น้ำเพื่อดับไฟ เมื่อลองดื่มน้ำนั้นก็รู้สึกสดชื่นจึงมีการบอกต่อ และกาแฟได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวตะวันออกกลาง จนพวกพ่อค้านำออกไปเผยแพร่ <p> </p> </dd><dd>ชาวยุโรปเริ่มรู้จักกาแฟเมื่อศตวรรษที่ 17 โดยนักเดินทางแสวงโชค หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมีการนำกาแฟไปขยายพันธุ์ตามอาณานิคมต่างๆ จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจถึงปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยมีบันทึกว่า การปลูกกาแฟเริ่มตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่นิยมอย่างแพร่หลายในสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณรัชกาลที่ 3 และ 4 <p> </p> </dd><dd>
|
|
แหล่งปลูกและเพาะพันธุ์ |
</dd><dd>กาแฟเป็นพืชไม้พุ่มแถบแอฟริกา ในสกุล coffee วงศ์ Rubiaceae ผลของกาแฟจะมีขนาดเล็ก มีสีแดงเหมือนเชอร์รี่เลยเรียกกันว่า coffee Cherries เม็ดแก่คั่วแล้วบดใช้เป็นเครื่องดื่ม ปัจจุบันเมล็ดกาแฟที่มีขายกันอยู่ในปัจจุบันมี 3 พันธุ์คือ พันธุ์โรบัสต้า พันธุ์อาราบิก้า และพันธุ์ไลเบริก้า <p> </p> </dd><dd>หากสำรวจทั่วทุกมุมโลกที่มีการปลูกกาแฟนับรวมได้ว่า ขณะนี้มีกาแฟอยู่ประมาณ 500 สายพันธุ์ และยังสามารถแบ่งย่อยได้อีกว่า 6,000 ชนิด แต่หากจัดเป็นกลุ่มใหญ่อาจแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ <blockquote>
</blockquote> </dd><dd>บราซิลเป็นแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟรายใหญ่ โดยเฉลี่ยปีหนึ่งผลิตได้ถึง 4 ล้านตัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของผลผลิตกาแฟทั่วโลก แหล่งผลิตที่สำคัญอื่นๆ เช่น โคลัมเบีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และไอเวอรี่โคสต์ที่ถือว่าเป็นแหล่งผลิตกาแฟติดอันดับ Top 5 ของโลก <p> </p> </dd><dd>สำหรับประเทศไทยมีการปลูกทั้งพันธุ์อาราบิก้า และโรบัสต้า โดยพันธุ์อาราบิก้านิยมปลูกกันมาก บนที่ราบสูงตอนเหนือของไทย ส่วนพันธุ์โรบัสต้าปลูกกันมากทางภาคใต้ของประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีผลผลิตประมาณ 40,000 ตันต่อปี แต่ความต้องการในการผลิตกาแฟสำเร็จรูป มีประมาณ 60,000 ตัน <p> </p> </dd><dd>กาแฟคล้ายกับองุ่นที่ใช้ทำไวน์ตรงที่ รสชาติจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าปลูกที่ไหน รสชาติของกาแฟจึงถูกกำหนดโดยความสูงของพื้นที่ปลูก น้ำฝน ชนิดของดิน อุณหภูมิ ความร้อน ฯลฯ… ดังนั้น แต่ละแหล่งปลูกก็จะได้กลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกัน <p> </p> </dd><dd>
|
|
หลากหลายอารมณ์ |
</dd><dd>นอกจากการนับตามพันธุ์กาแฟดั้งเดิมแล้ว หากแบ่งตามประเภทของกาแฟที่เห็นกันอยู่ทั่วไป จะมีดังนี้ <blockquote><ul>
</ul></blockquote>
</dd><dd>
|
|
คาเฟอีน ชื่อเสียงหรือชื่อเสีย ? |
|
|
กาแฟ-ไม่ได้มีแค่คาเฟอีน
|
ก็มีโอกาสเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว หัวใจวายหรือโรคเกี่ยวกับหัวใจได้ โดยผลวิจัยบอกว่า เสี่ยงในอัตรา 2.8 เท่าของคนที่ไม่ดื่มกาแฟ แต่หากวันหนึ่งๆ ดื่มกาแฟชงแก่ๆ 5-6 ถ้วยต่อวันก็อาจมีอาการ Caffeinism ขึ้น โดยจะกระวนกระวาย ปวดศีรษะ และหัวใจเต้นแรงเร็ว เพราะปริมาณคาเฟอีนจะสูงขึ้นมากกว่า 600 มก. ส่วนคาเฟอีนขนาดที่ทำให้เสียชีวิต มีรายงานจากอย. กระทรวงสาธารณสุขของไทยว่า คาเฟอีนประมาณ 10 กรัม หรือเท่ากับกาแฟแก่ๆ 80-100 ถ้วยหรือโคล่า 200 กระป๋องที่ต้องดื่มให้หมดภายในครึ่งชั่วโมง <p> </p> </dd><dd>ในด้านการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนหลังจากดื่มกาแฟเข้าไปแล้วนั้น ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าคาเฟอีนออกฤทธิ์ไวก็จริง แต่ฤทธิ์ก็หมดไวเหมือนกัน <p> </p> </dd><dd>” คาเฟอีนออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว จากการศึกษาพบว่าระดับคาเฟอีนสูงสุดที่ถูกดูดซึมในพลาสม่า จะอยู่ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ยิ่งถ้าดื่มกาแฟช่วงท้องว่างๆ นี่ 15-30 นาทีก็ออกฤทธิ์แล้ว การออกฤทธิ์จะทำให้เรารู้สึกหรือไม่รู้สึกก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่เราดื่ม ถ้าเราดื่มรวดเดียวก็ออกฤทธิ์มาก คนแต่ละคนก็จะมีความไวต่อคาเฟอีนไม่เท่ากัน บางคนไวมาก ดื่มเข้าไปนิดเดียวก็รู้สึกใจสั่น บางคนก็ทน ดื่มเข้าไปเท่าไรก็เฉย” <p> </p> </dd><dd>ส่วนข้อถกเถียงอันไม่รู้จบที่ว่า คาเฟอีนเป็นสารเสพติดหรือไม่นั้น ดร.ทรงศักดิ์ มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ขึ้นอยู่กับความเคยชินมากกว่าเป็นสารเสพติด <p> </p> </dd><dd>” เป็นความเคยชินมากกว่า เคยชินจนเป็นนิสัยส่วนตัว สิ่งที่จะเรียกว่าติดได้ คือจะต้องรับเป็นประจำ และปริมาณต้องเพิ่มขึ้น อย่างคนสูบบุหรี่ส่วนใหญ่เริ่มจากปริมาณน้อยๆ มวนสองมวน แล้วก็เพิ่มมากขึ้น แต่กับกาแฟมันไม่ได้ทำให้ต้องการมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือมีอาการทางสรีรวิทยา เช่น สิ่งเสพติดหากไม่ได้รับนี่ทนไม่ไหว ลงแดง แต่ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟ ก็จะไม่มีผลอย่างนี้ ฉะนั้นเขาถึงบอกว่าคนที่ต้องดื่มกาแฟเป็นประจำไม่ใช่การติดแต่เป็นนิสัย จะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนคนที่ดื่มกาแฟสกัดคาเฟอีน เขาก็ยังต้องดื่มอยู่เลย” <p> </p> </dd><dd>สำหรับสูตรกาแฟเพื่อสุขภาพ ดร.ทรงศักดิ์ ให้ความเห็นว่า </dd><dd>” ก็แล้วแค่เราจะตีความว่า สุขภาพของเราขีดวงแค่ไหน จะบอกว่าสุขภาพหมายถึงเรื่องของโภชนาการ กาแฟก็คงไม่มีประโยชน์ด้านนี้เลย แต่ถ้าจะบอกว่าดื่มเพื่อความกระชุ่มกระช่วย บางคนบอกว่า เช้าขึ้นมาไม่ได้ดื่มกาแฟก็จะรู้สึกไม่ตื่น บางคนแค่ถ้วนเดียวตอนเช้าก็สดชื่น บางคนซึมๆ ง่วงๆ ดื่มแล้วก็กระปรี้กระเปร่า อย่างนี้ก็ช่วยเรื่องของสุขภาพอีกด้านนึงไหม” <p> </p> </dd><dd>อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครกล้าที่จะฟันธงถึงด้านร้ายๆ มากนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ใดๆ ก็ตามล้วนมีด้านดี-ด้านเสียด้วยกันทั้งนั้น วิวาทะครั้งนี้ก็คงไม่ประสบผลหากไม่มีประโยชน์ และโทษของกาแฟมาเทียบให้เห็นกันชัดๆ กรุณาวางใจเป็นกลางแล้วลองพิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านี้ดู <p> </p>
| กาแฟ VS ภาวะต่างๆ | ข้อกล่าวหา | ข้อเท็จจริง |
|---|---|---|
| โรคกระเพาะอาหาร |
คาเฟอีนจะไปเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือแผลในกระเพาะอาหารอาจกำเริบหรือลุกลามมากขึ้น | ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าคาเฟอีนแค่ไหนจึงจะส่งผลต่อโรคกระเพาะอาหาร แต่คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นกระเพาะอาหารให้หลั่งกรดออกมาเพื่อช่วยย่อยอาหารอยู่แล้ว |
| โรคไต |
คาเฟอีนจะไปกระตุ้นการถ่ายปัสสาวะ ซึ่งก็คือการเพิ่มภาระให้ไตที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ให้ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น | กาแฟมีคุณสมบัติเป็นยาระบายและยาขับปัสสาวะอย่างอ่อนๆ อยู่แล้ว การดื่มในปริมาณที่มากเกิน 2-3 แก้วต่อวัน อาจสร้างปัญหากับไตได้ |
| โรคหัวใจ |
มีความเชื่อกันว่า ผู้ป่วยหรือผู้ที่เคยมีอาการหัวใจพิบัติ (Heart Attack) ห้ามดื่มกาแฟโดยเด็ดขาด และปัจจุบันก็ยังคงเชื่อเช่นนี้อยู่ในหลายๆ คน |
ผลการศึกษาในอังกฤษและสหรัฐพบว่า การดื่มกาแฟที่ชงแบบกรอง (Filtered coffee) ไม่ได้เป็นสาเหตุทำให้หัวใจเต้มผิดปกติในผู้ที่เคยมีอาการหัวใจพิบัติมาก่อน แต่เมื่อเราดื่มกาแฟสักถ้วยหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น และความดันโลหิตจะสูงขึ้นเล็กน้อยเป็นปกติ |
| การนอนหลับ |
สารคาเฟอีนในกาแฟเป็นตัวกระตุ้นให้ตาสว่าง และทำให้สมองตื่นตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้ |
แค่เลี่ยงกาแฟตั้งแต่ช่วงบ่าย ร่างกายจะสามารถปรับสภาวะได้ เนื่องจากคาเฟอีนจะถูกขับออกจากร่างกาย ในรูปแบบของปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ และกระตุ้นให้ตาสว่างเพียง 2-3 ชั่วโมง หลังจากที่ดื่มกาแฟเข้าไปแล้วเท่านั้น |
| โรคซึมเศร้า |
เพราะคาเฟอีนกระตุ้นให้ตาสว่าง ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการนอนไม่หลับอยู่แล้ว คาเฟอีนในกาแฟยิ่งกระตุ้นให้ตาสว่าง ก็อาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น | การดื่มกาแฟเกินวันละ 4 ถ้วย อาจทำให้ได้รับคาเฟอีนมากเกินไปและอาจส่งผลให้อาการซึมเศร้าแย่ลงได้จริง จึงไม่ควรดื่มชาหรือกาแฟตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นไป |
| อาการปวดศีรษะ |
ปริมาณคาเฟอีนที่มากเกินไปอาจทำให้ปวดศีรษะ เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของเลือดที่ส่งไปสมอง การถอนคาเฟอีนอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง กระสับกระส่าย และง่วงนอน |
การดื่มกาแฟไม่เกิน 2-3 ถ้วยต่อวัน ทำให้ปริมาณคาเฟอีนไม่เป็นโทษต่อร่างกาย การดื่มกาแฟแต่น้อยช่วยแก้อาการปวดศีรษะบ่อยๆ ได้
งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐชี้ว่า คาเฟอีนอาจช่วยรักษาอาการปวดศีรษะจากความเครียด โดยเป็นตัวเร่งให้ยาแก้ปวดชนิดไอบิวโพรเฟนออกฤทธิ์ไวขึ้น |
| อาการปวดหลัง |
นักดื่มกาแฟหลายคนรู้สึกว่า เมื่อดื่มกาแฟแล้วรู้สึกปวดหลังมากขึ้น |
หากมีอาการปวดหลัง ควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้ปลายเส้นโลหิตฝอยตีบลง ซึ่งจะทำให้เลือดและสารอาหารต่างๆ ไหลไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของกระดูกสันหลังได้น้อยลง อาจทำให้หายจากอาการปวดหลังได้ช้าลง |
| วิตกกังวล |
การได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้กระวนกระวาย ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่ไวต่อสารคาเฟอีน อาจทำให้อาการวิตกกังวลแย่ลง | ยอมรับว่าการดื่มกาแฟในปริมาณมากเกินไปส่งผลต่อความวิตกกังวลได้จริง ผู้ดื่มกาแฟจึงควรสังเกตตัวเองว่า ไวต่อคาเฟอีนแค่ไหน แล้วค้นหาปริมาณกาแฟที่เหมาะสมกับตนเอง |
| กระดูกพรุน |
คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์ขับแคลเซียมออกจากกระแสโลหิต อาจทำให้ผู้หญิงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากขึ้น |
ยอมรับว่าคาเฟอีนในปริมาณมากเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวันจะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม และเป็นตัวเร่งอันตราการสูญเสียแร่ธาตุจากกระดูกได้ แต่ปริมาณดังกล่าวคือ เกิน 2-3 แก้วต่อวัน |
| มะเร็งเต้านม |
ผู้หญิงมักรู้สึกไม่ดีกับกาแฟมากกว่าผู้ชาย เพราะส่งผลเสียมากกว่า และยังมีความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมาว่า กาแฟอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้ | นักวิจัยมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ของสถาบันคาโรลินสกา ประเทศสวีเดนได้ศึกษาผู้หญิงชาวสวีเดนจำนวนถึง 60,000 คน ด้วยเวลายาวนานถึง 13 ปี พบว่า กาแฟไม่ได้เป็นความเสี่ยงหนึ่งของโรคร้ายนี้แต่อย่างใด |
| โรคหอบ |
เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมาว่ากาแฟมีผลต่อโรคหอบเช่นกัน | คาเฟอีนในกาแฟจะระงับการตึงเครียดของประสาทสำรอง อันเป็นส่วนที่ทำให้เกิดโรคหอบหากถูกกระตุ้น |
| ละลายไขมัน |
ยังไม่มีข้อกล่าวหา ว่ากาแฟทำให้อ้วนขึ้น |
การดื่มกาแฟเล็กน้อยหลังอาหารช่วยให้ไขมันแตกตัว ทำให้น้ำย่อยในกระเพาะและตับอ่อนหลั่งดีขึ้น ช่วยในการเผาผลาญไขมัน |
| ความต้องการทางเพศ |
คาเฟอีนทำให้ความต้องการทางเพศลดลง |
ไม่สามารถหาข้อมูลมายืนยันได้ว่า ข้อกล่าวหานี้จริงหรือไม่จริง แต่การมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง การเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือการใช้ยาบางชนิดก็มีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลงได้เช่นกัน |
</dd><dd>
|
|
กาแฟ …แค่ไหน กับใครดี |
</dd><dd>ถ้าจะถามว่า ควรดื่มกาแฟวันละมากน้อยแค่ไหน คงหามาตรฐานมาตอบไม่ได้ แต่ทางองค์การอาหาร และยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ออกมาชี้แจงว่า หากคุณดื่มกาแฟในปริมาณปานกลางหรือไม่มากนัก คาเฟอีนจะไม่มีผลต่อสุขภาพ คือไม่เกิน 300 ม.ต่อวัน หรือเท่ากับปริมาณกาแฟ 2-3 ถ้วนต่อวัน รวมทั้งควรสังเกตลักษณะอื่นๆ ของตัวเองด้วย เช่น ดื่มกาแฟตอนเย็นทำให้นอนหลับยากในตอนกลางคืนหรือไม่ เพราะกาแฟมีผลต่อร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน โดยมีคำแนะนำการดื่มกาแฟดังนี้ <blockquote><ul>
</ul></blockquote>
</dd><dd>
|
|
วาทะปิดท้าย |
</dd><dd>การดื่มกาแฟเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วโลก มีขายอยู่แทบทุกหนแห่ง แซงหน้า 7-eleven ได้อย่างสบาย ร้านขายกาแฟเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยาก และกลายเป็นที่พักผ่อนยามว่างของหลายๆ คน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกาแฟที่มีในชีวิตประจำวัน ข้อดีของกาแฟจึงไม่ใช่แค่แก้ง่วง ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า หรือลดโคเลสเตอรอลได้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องทางสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละแห่งอีกด้วย <p> </p> </dd><dd>วิวาทะครั้งนี้ บทสรุปจะเป็นอย่างไร บางที…คุณผู้อ่านเท่านั้นที่ตอบได้ <p> </p>
อะไรมีคาเฟอีนมากกว่ากัน
|
กาแฟ VS โคเลสเตอรอล |
(update 4 กุมภาพันธ์ 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2545 ]
</dd><dd><div align="left"><p>ที่มา : http://elib-online.com/doctors46/food_coffee001.html</p></div></dd>