เราทั้งหลายนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งของโลก : We are a manifestration


ชีวิตเราทั้งหลายนั้นก็เป็นดังเปลวไฟจากไม้ขีดไฟ เมื่อหมดเหตุและปัจจัยมันก็ดับลง

  ในหนังสือที่เขียนเล่าเกี่ยวกับเรื่องการปฎิบัติธรรมในแนวทางของหลวงปู่ติช นั้น หนังสือที่ชื่อว่า เริ่มต้นใหม่  ของคุณหมอนไม้ น่าอ่านมาก เพราะบอกเล่าถึงบรรยากาศการปฎิบัติธรรมที่หมู่บ้านพลัมใน ประเทศฝรั่งเศส   ตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้เขียนถึงลูกศิษย์ของหลวงปู่ และมีบทสัมภาษณ์ ของท่าน  ส.ศิวลักษณ์ ด้วย เกี่ยวกับหลวงปู่ติช  ในหนังสือบอกเล่าว่าหลวงปู่ติช ได้มอบอักษรภาพให้ท่าน ส.ศิวลักษณ์ด้วย  โดยตัวอักษรภาพนั้นเขียนว่า  You  are  not a creation  .  You  are a  manifestration  เป็นข้อความที่น่าสนใจมาก  ประโยคแรกนั้นข้าพเจ้าไม่ติดใจสงสัย แต่ประโยคหลังที่ว่า  You are a manifestration นั้น  มันหมายความว่าอย่างไร ??   ข้าพเจ้าอดนึกสงสัยในใจไม่ได้    แต่หลังจากที่ได้รับฟังธรรมบรรยายของหลวงปู่ติช ในเวลาต่อมาข้าพเจ้าจึงเข้าใจ

   ในวันสุดท้ายของงานภาวนาสู่ศานติสมานฉันท์ หลวงปู่ติช ได้กล่าวถึงเรื่อง การเกิด และการตาย   ในเรื่องของการเกิดนั้น ท่านให้เราถามตัวเอง ว่า ก่อนที่จะออกมาจากท้องแม่นั้น มีเราอยู่แล้วหรือไม่? และเมื่อเราพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็จะพบว่า มีเราอยู่แล้วในท้องแม่   วันที่เราออกมาจากท้องแม่จึงไม่ใช่วันเกิดจริงๆ ของเรา  มันเป็นเรื่องของความสืบเนื่อง  ดังนั้นการที่ทุกวันนี้เราพูดว่า สุขสันต์วันเกิดอาจจะไม่ถูกต้องนัก ท่านบอก เราน่าจะกล่าวว่า สุขสันต์วันสืบเนื่องมากกว่า  

  และเมื่อเรามองย้อนกลับไป ก็น่าจะลองตั้งคำถามว่า  ก่อนที่จะมีเราในท้องแม่นั้น  มีตัวเราอยู่แล้วหรือไม่? 

   ท่านกล่าวว่า ก่อนที่จะมีเราในท้องแม่  มีเราอยู่แล้วในแบบฟอร์มอื่น  เราคือครึ่งหนึ่งจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งจากแม่  แน่นอนว่าท่านไม่ได้ลงลึกถึงการมีปฎิสนธิจิต  แต่การกล่าวเพียงแค่นี้ บรรดาเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต่างต้องยอมรับว่าเราคือความสืบเนื่องมาจากพ่อและแม่ของเราอย่างไม่ต้องสงสัย   เมื่อพูดถึงการตายท่านก็บอกว่า  ถ้าเราพิจารณนาอย่างลึกซึ้ง เราจะพบว่าคนที่เรารักไม่ได้จากไปไหน เพียงแต่เขาเปลี่ยนรูปไปเป็นอย่างอื่น  แล้วท่านก็ยกตัวอย่างเรื่องก้อนเมฆ   เมื่อเราเห็นก้อนเมฆ เราก็จะรู้ว่า สักวันหนึ่งมันจะแปรเปลี่ยนเป็นฝนตกลงมา  เราจะพูดว่าก้อนเมฆได้จากไปแล้วก็ไม่ได้ เพราะก้อนเมฆแค่เปลี่ยนรูปร่างไปเท่านั้น  และในที่สุดมันก็กลายเป็นน้ำชาแก้วนี้  และอีกสักครู่มันก็จะกลายเป็นธรรมบรรยาย  จากนั้นท่านก็ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ 

  หลวงปู่ติช  กล่าวอีกว่า  ก็เหมือนเรื่องการปรากฏของเปลวไฟ   ท่านทั้งหลายขณะนี้ท่านจะยังไม่เห็นเปลวไฟ แต่อีกสักครู่จะมีเปลวไฟปรากฎขึ้น  แต่อย่าได้พูดว่าเปลวไฟนั้นเกิดจากความไม่มีอะไร  ท่านหยิบกล่องไม้ขีดไฟขึ้นมาแล้วบอกเราว่า  ขณะนี้มีไม้ขีดไฟ  และรอบๆนี้ก็มี Oxygen และมีมือของท่านที่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้   นี่คือ การปรากฏขึ้นของเปลวไฟ  จากนั้นท่านก็จุดไม้ขีดไฟขึ้น เปลวไฟปรากฏออกมาให้เราเห็นตรงนั้น และท่านก็ถือไม้ขีดไฟที่ลุกโชนนั้นไว้ จนในที่สุดมันก็หมอดดับไป ในมือของท่าน   ท่านบอกว่าการปรากฏขึ้นมาของเปลวไฟนั้นก็ด้วยเหตุและปัจจัยที่พร้อม  และเมื่อหมดเหตุและปัจจัย ไฟก็ต้องจากไป  แต่ไม่ได้จากไปจริงๆ  มันเพียงแต่กลายไปเป็นอย่างอื่น และเมื่อมีเหตุและปัจจัยที่เหมาะสมมันก็ปรากฏขึ้นมาอีก    ท่านใช้คำว่า   Manifestration of  flame

 ในห้วงเวลานั้น ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า  การกำเนิดเกิดมาของเราทั้งหลายนั้น  เมื่อมีเหตุและปัจจัยที่เหมาะสมเราก็ปรากฏขึ้นมาในโลก  เมื่อพ่อกับแม่อยู่ด้วยกัน และเมื่อมีปฎิสนธิจิตมาอยู่ด้วย  ก็เกิดเป็นเราขึ้นมา  แล้วก็เป็นเราที่เจริญเติบโตสืบเนื่องไป  เมื่อถึงเวลาเราก็ออกมาจากท้องแม่ ได้ชื่อได้สูติบัติ  ได้สมมุติบัญญัติต่างๆในทางโลก  แล้ววันหนึ่งเราก็จากไป 

 พอหมดเหตุและปัจจัยที่จะอยู่ต่อไปได้ กายก็ลงสู่ดิน จิตสุดท้ายก็กลายเป็นจุติจิต  ไปหาที่อยู่ใหม่   ก็คงเหมือนเปลวไฟจากไม้ขีดไฟที่ต้องดับลง 

  หลวงปู่ติชบอกว่า อาจจะเป็นเรื่องที่ตื้นเขินไปหน่อยถ้าเราจะคิดว่า  เราเกิดจากความไม่มีอะไร ไปสู่ความไม่มีอะไร เพราะทุกอย่างคือความสืบเนื่อง  การตายนั้นจึงไม่ใช่การตายที่แท้จริง แต่เป็นการแปรเปลี่ยนรูปไป  ท่านใช้คำว่า Transforming

  ที่แท้แล้วเราก็คือ manifestration หนึ่งในโลกเท่านั้น  เราไม่ได้มาจากความไม่มีอะไร ไปสู่ความไม่มีอะไร เมื่อเหตุและปัจจัยพร้อมเราก็ปรากฏออกมา  และเมื่อเหตุและปัจจัยหมด  สิ้นอายุขัย กายดำรงอยู่ไม่ได้เราก็ต้องจากไปในที่สุด  แล้วใยเราจึงต้องยึดมั่นถือมั่นกันมากมายนักเล่า  เพราะเราทั้งหลาย ก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งของโลก เท่านั้น  และเพราะเหตุนี้ หลวงปู่ติชจึงว่า ไม่มีการเกิดและการตายที่แท้จริง

 

 

คำสำคัญ (Tags): #ปรากฏการณ์
หมายเลขบันทึก: 160927เขียนเมื่อ 23 มกราคม 2008 13:59 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 18:43 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (7)

สวัสดีครับ ขออนุญาต ลปรร ด้วยครับ

       ในลักษณะของ "เราทั้งหลายเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งของโลก"

          ผมมีความคิดเห็นว่า คงจะมองในลักษณะที่ว่า  ชีวิตมีลักษณะเป็นกระแส   มีการเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปตามเหตุปัจจัย  ซึ่งเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ

      ดังนั้นชีวิต จึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่เราจะต้องมองปรากฏการณ์ของชีวิตดังกล่าวให้เข้าใจ  ให้สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ   

      แล้วก็จะเห็นความเป็น "เช่นนั้นเอง" ของชีวิต

                                      ขอบคุณครับ

  • น้ำมันนิ่ง และตลิ่งไหล
  • หรือนำไหล แล้วตลิ่งมันนิ่ง
  • ตาเราเห็นเหมือนหรือต่าง ๆ กัน

เคยมีผู้รู้บอกว่าทุกสิ่งในโลกนี้เกิดจาก เหตุ ที่มีคำว่ากรรมสัมพันธ์เป็นตัวกำหนด จึงทำให้เกิดผลที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ และหนทางที่เราจะไม่ทุกข์ใจกับสิ่งที่เราเห็นมากนักก็ต้องให้ อุเบกขา มาช่วยเรา และสิ่งที่ดีที่สุดคือสร้างกรรมดี ณ เวลาปัจจุบันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าทุกคนบนโลกนี้ทำได้เช่นนี้ทุกคน สันติภาพก็จะอยู่คู่โลกตลอดไปไม่ต้องไปรณรงค์กันให้เหนื่อยแรง แต่พี่คิดว่าที่เราทำอยู่ตอนนี้ก็เป็นการรณรงค์กันอยู่นะ ที่เราทำกันอยู่นี้ถ้าครูบาอาจารย์ทราบท่านก็จะปลื้มปิติแน่นอน มีครูบาอาจารย์มากมายรอคอยให้เราทำกิจกรรมเช่นนี้ให้กับโลกนี้อยู่ ขอให้กิจกรรมดีๆเช่นนี้อยู่คู่โลกนี้ตลอดไปนะ

เตือนความทรงจำได้ดีนะ และทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เคยได้ฟังได้อ่านและกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น

 ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ  

สำหรับข้าพเจ้าแล้วคำว่า "manifestrasion" นั้นมีความหมายที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งเกินกว่าปัญญาของข้าพเจ้าจะบรรยายความหมายมันออกมาได้ นี่ล่ะคือความสามารถของท่านติชนัทฮันท์ ที่ข้าพเจ้าทึ่ง ข้าพเจ้าทึ่งท่านติชมานาน เนื่องมาจากคำบอกเล่าของท่าน สศษ. และจากการได้อ่านหนังสือที่ท่านติชเขียน เนื่องจากเหตุนี้เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านBlogนี้ ข้าพเจ้าจึงติดตามอ่านอยู่เสมอเมื่อมีเวลา เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้ามีเพื่อน หรืออีกคำที่ข้าพเจ้าชอบคือคำว่ากัลยาณมิตร

  คุณ jkrr หลวงปู่ติช ท่านเป็นพระที่มีเมตตามากด้วยค่ะ แถมท่านมีความอ่อนน้อมมาก  ตอนท่านมาถึงที่เชียงใหม่ ก็ได้มีโอกาสไปรับท่านและคณะนักบวชที่สนามบิน    ท่านคำนับเราทั้งหลายที่ไปรอรับด้วย  ทำเอางงๆไปเลย    

ในช่วงถาม -ตอบ   ซึ่งเป็นช่วงที่เปิดโอกาสให้ผู้มาปฎิบัติธรรมซักถาม  ท่านตั้งใจฟังคำถามมาก แม้จะเป็นคำถามของเด็กเล็กๆ  และไม่ว่าใครจะถามอะไร ท่านก็จะตั้งอกตั้งใจฟังมาก  สิ่งที่ท่านปฎิบัติทำให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า  การฟังอย่างลึกซึ้ง  คืออะไร และทำอย่างไร 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี