<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">หากเราถามท่านที่ไปหลวงพระบางก็ย่อมที่จะมีเรื่องราวในตัวเมืองมากมายมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งน่าดูน่าชื่นชมมาก ความเป็นเมืองมรดกโลกก็รับประกันอยู่แล้วแม้ว่าอนาคตจะน่าห่วงอยู่ก็ตาม ผมและ paleeyon นำเสนออีกมุมหนึ่งของพื้นที่ของเมืองหลวงพระบางและใกล้เคียงคือ เมืองไชยบุรี เมืองนาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p>   </p><p></p><p>พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวมีแต่ภูเขา โดยเฉพาะส่วนเหนือของประเทศ อันได้แก่หลวงน้ำทา พงสาลี อุดมไชย บ่อแก้ว หัวพัน รวมทั้งหลวงพระบาง ไชยบุรี  เป็นต้น รูปที่ท่านเห็นด้านบนนี้เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างเมืองไชยบุรี และเมืองนานของหลวงพระบาง โดยมีแม่น้ำโขงแบ่ง ซึ่งไหลไประหว่างเทือกเขาตลอดเส้นทางเดิน สำหรับผมคิดว่าน่าสนใจในฐานะคนทำงานพัฒนาชนบท อยากทราบว่าประชาชนที่อาศัยบริเวณนี้เป็นอยู่กันอย่างไร </p><p>ผู้บันทึก คุณ paleeyon และคณะได้ลงเรือตระเวนล่องขึ้นแม่น้ำโขงส่วนนี้ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยแบ่งแยกกันไปตามหน้าที่ มิได้ลงเรือลำเดียวกัน จึงขอนำเอาเรื่องราวในลำน้ำโขงและสิ่งที่เห็นมาบอกกล่าวเพื่อนๆที่รัก นอกเหนือจากการทำงามตามหน้าที่</p><p>   </p><p></p><p>โดยภาระ เราต้องลงเรือไปตามหมู่บ้านต่างๆริมฝั่งโขง โดยมีทีมงานเป็นข้าราชการของเมืองไชยบุรีไปร่วมทำงานด้วย จำนวน 10 คนต่อทีม ครั้งแรกเพื่อนผู้จัดการทุกอย่างได้ติดต่อเรือที่เราเคยใช้บริการมา แต่เป็นเรือเล็ก ที่นั่งได้พอดี แต่ข้าราชการเห็นแล้วบอกว่าไม่เอาขอเปลี่ยนเป็นเรือลำใหญ่ เพราะเขาบอกว่าอันตรายสำหรับคน 10 คนนั่งในเรือขนาดเล็กล่องแม่น้ำโขง เหตุผลที่สำคัญ คือ กระแสน้ำแรงมาก และมีปริมาณมากหากการเดินเรือผิดพลาดก็จะเกิดอุบัติเหตุได้ จึงป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ค่าจ้างเรือนั้นขึ้นกับระยะทางที่เราจะไป ก็สามารถต่อรองราคาได้ บังเอิญคนขับรถที่เราใช้ประจำนั้นเคยมีอาชีพเดินเรือมาก่อนจึงทราบระยะทางและราคาที่เหมาะสมจึงช่วยต่อรองราคาให้เรา  เราลงเรือที่หมู่ บ้านท่าเดื่อฝั่งไชยบุรี ส่วนฝั่งเมืองนานเป็น บ้านโคกขอนเป็นท่าเรือเฟอร์รี่บันทึกรถข้ามแม่น้ำโขงไปมา และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำในพื้นที่นี้ เมื่อเราลงเก็บข้อมูลหมู่บ้านแล้วจึงทราบว่า มีความสำคัญมากๆ และเกี่ยวข้องกับเมืองไทยในเชิงธุรกิจมากมายด้วย แต่ละวันเงินสะพัดที่นี่จำนวนหลายล้านกีบ ทั้งชาวบ้านเองและนักธุรกิจท้องถิ่นและระดับชาติเกี่ยวข้องที่นี่ </p><p>  </p><p></p><p>เมื่อเราพร้อมลงเรือกันทั้งหมดแล้ว พ่อลูกที่เป็นเจ้าของเรือต่างทำหน้าที่สอดคล้องกันคือ หากใครเป็นคนบังคับเรือซึ่งเป็นเรือเหล็กที่ติดเครื่องยนต์ตรงกลางลำค่อนไปทางหางเรืออีกคนก็จะไปนั่งหัวเรือคอยช่วยดูด้านหน้าเรือว่าเรือกำลังแล่นไปร่องน้ำที่ถูกต้องหรือเปล่า เพราะน้ำที่เราเห็นโล่งๆนั้นด้านใต้มีภูเขาหิน ก้อนหินซ่อนอยู่มากมายอย่างที่เราเห็นโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำนั่นแหละ หากเดินผิดร่องน้ำก็อาจจะไปชนกับหินเหล่านั้นได้ นี่แหละการใช้เรือที่มีขนาดใหญ่จึงปลอดภัยมากกว่า แม้ว่าราคาค่าเช่าจะแพงมากขึ้นไปอีกก็ตาม  </p><p> </p><p></p><p>เกาะแก่ง ก้อนหินมหึมา : ลองดูภาพวาดที่คณะของอองรี มูโอต์ ที่มาสำรวจเมื่อร้อยกว่าปีนั่นสิ สมัยนั้นเทคโนโลยี่ก็ไม่ดี โครงสร้างของเรือก็เป็นไม้ ความเสี่ยงมีมากมาย และอุปสรรคนี้เองที่เขารายงานสู่ประเทศฝรั่งเศสและยกเลิกความคิดใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางสู่ประเทศจีนในที่สุด  ผมพบก้อนหินทีมีหินเป็นสีดำสนิท และเป็นมันวาว รู้ด้วยสามัญสำนึกว่า หินเหล่านี้โดนกระแสน้ำที่มีทราย ตะกอนต่างๆพัดพามา ขัดก้อนหินทั้งก้อนให้มันวาว ลบเหลี่ยมคูต่างๆลงไป ก้อนหินที่โผล่เหนือน้ำใต้น้ำเหล่านี้ คืออุปสรรคสำคัญยิ่งในการเดินเรือของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน  ผมยังแปลกใจเมื่อวันที่ 18 เพื่อนร่วมงานลงเรือไปดูหมู่บ้านด้วยจำนวนคน 10 คนและพยายามเก็บข้อมูลให้มากที่สุดจนค่ำมืด ใครต่อใครก็เป็นห่วงว่าจะเดินทางกลับมาอย่างไร กลางวันยังอันตรายมาก กลางคืนก็ทวีคูณ ผมไปถามเจ้าของเรือเป็นเฒ่าแก่เนี้ย นั่งขายของที่กระต๊อบ เขาบอกว่าไม่เป็นไร คนขับเรือเขาเก่ง เดินทางบ่อยๆกลางคืน ซึ่งผมก็พอนึกออกว่า เขาคงมีไฟสปอร์ทไลท์ส่อง  เมื่อถามดูเข้าบอกว่า ไม่มีหรอกใช้ความชำนาญ..????? (ผมนึกในใจ นี่เอาชีวิตมาแขวนไว้กับความชำนาญนะเนี่ยะ..) บังเอิญเป็นคืนข้างขึ้นจึงมีแสงจันทร์พอสมควร....เฮ่อ..ลุ้นทีมเพื่อนอยู่...</p><p>
     </p>
<p></p><p>กระแสน้ำ : เพราะสภาพก้อนหินมหึมาตามลำโขงที่มีอยู่ทั่วไปจึงเป็นสภาพที่บังคับทิศทางการไหลของน้ำตลอด เกิดน้ำเปลี่ยนทิศการไหล น้ำวน น้ำถูกบังคับให้ไหลแรงและผันผวน หากคนที่ไม่คุ้นเคยก็คงลำบากในการบังคับเรือให้ไปในทิศทางที่เหมาะสม ถูกต้อง  หลายครั้งที่คนบังคับเรือถามเราว่าช่วงนี้เป็นแก่งหลวงจะลงเดินไปตามชายตลิ่งก่อนไหม แล้วจะไปรับเมื่อเรือผ่านไปแล้ว  เป็นความหวังดีของเขาที่เรือกำลังเผชิญความเสี่ยงก็สอบถามผู้โดยสาร  โดยเฉพาะช่วงน้ำเปลี่ยนทิศการไหล ผมเองมีบ้านริมน้ำ และอยู่กับน้ำมาตลอดยังรู้สึกว่าอันตรายมากจริงๆ  </p><p> </p><p></p><p>ทราย: สองฝั่งโขงตามตลิ่งจะมีกองทรายมากบ้างน้อยบ้าง ตลอดเส้นทาง เป็นทรายขนาดเล็กสะอาดพร้อมที่จะเอาไปใช้งานก่อสร้างบางอย่างได้เลย ผมคำนวณไม่ถูกว่าธรรมชาติพัดพาเอาทรายนี่มาให้มนุษย์เอาไปใช้มีปริมาณมากเท่าใด  ทรายสวยงามเหล่านี้กลายเป็นทรัพย์ที่ชาวบ้านสามารถมารับจ้างขนทรายไปขาย ทำให้เกิดรายได้มากมายต่อเดือนต่อปีทีเดียว นอกจากการทำนาทำไร่พืชต่างๆแล้ว โดยเฉพาะตรงบ้านท่าเดื่อเป็นจุดรับซื้อทรายไปส่งยังเมืองไชยบุรี เมืองนานและบริเวณใกล้เคียงทั้งหมด paleeyon คงเขียนเรื่องนี้บ้างแล้วนะครับ ชาวบ้านทั่วไปก็สามารถเอาทรายเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้ตามความต้องการ เป็นสนามเล่นของเด็กๆ เป็นที่เพาะปลูกถั่วดิน หรือถั่วลิสงนั่นแหละ สิ่งสำคัญที่ผมประสบคือ ทรายเหล่านี้มีอันตรายต่อผู้โดยสารเรืออย่างเราที่ไม่รู้จักการเดินทางตามลำน้ำโขงคือ ระหว่างที่เรือวิ่งไป หากมีลมกระโชกมาก็จะพาทรายเม็ดเล็กๆปลิวมาเข้าตาเราได้ จึงขอเตือนท่านที่สนใจจะล่องแม่โขงควรที่จะใส่แว่นตากันแดดซะด้วยเพื่อป้องกันทั้งแดดและทรายที่จะปลิวมาครับ เพื่อนคนหนึ่งถึงกับต้องไปหาหมอเพราะทรายเม็ดเล็กๆเข้าตาครับ</p><p>   </p><p></p><p>ลองดูภาพบนนี่ซิครับ กองทรายธรรมชาติท่วมหัว แค่มีปัญญาตักเอาไปขายให้พ่อค้าเท่านั้น  ธรรมชาติเอามาประเคนให้ถึงหน้าบ้านว่างั้นเถอะ นี่คือปัญหาใหญ่ที่ชาวบ้านจะสูญเสียอาชีพเสริมนี้ไปหากน้ำท่วม   </p><p> </p><p></p><p>ภาพแรกสุดนั้นท่านก็เห็นว่าแม่น้ำโขงไหลผ่านเทือกเขา ตลอดเส้นทางและมีความแรงของกระแสน้ำมาก ซึ่งก่อเกิดอันตรายดังกล่าว ภูเขาเหล่านี้เป็นที่ทำกินของประชาชนลาวลุ่มและลาวเทิงทั้งหลาย บางลูกก็สูงมาก แต่ประชาชนก็ยังขึ้นไปทำกินบนยอดนั้น  เรื่องนี้เป็นวิถีการผลิตเฉพาะของประชาชนลาวในเขตระบบนิเวศภูเขา หากเราศึกษาพัฒนาการวิถีชีวิตก็จะเข้าใจเขา ธรรมชาติต่างๆดังกล่าวคิดว่าผู้ที่รักผจญภัยนั้นชอบนักแล....แต่ถามว่าความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นอย่างไร มีความแตกต่างจากวิถีที่เรารู้จักกันมากทีเดียวครับ....แล้วจะทะยอยชวนไปรู้จักครับ..</p>