ชัยชนะของ "หลักการ" ในคดีคลิตี้ รายงาน โดย มณีจันทร์ ลิว
เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์มติชน 22 สิงหาคม 2549 หน้า 10
"คดีคลิตี้" หรือคดีการลักลอบปล่อยสารตะกั่วจากโรงแต่งแร่ลงสู่ลำห้วยคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนไทย-กะเหรี่ยง "คลิตี้ล่าง" มาร่วม 10 ปี (คดีแพ่ง) เพิ่งได้รับชัยชนะ หลังจากใช้เวลาในกระบวนการยุติธรรมเป็นเวลาร่วม 3 ปี (ฟ้องปี 2546)
ในเนื้อหาของคำพิพากษาของศาลจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากจะชี้ชัดว่าเอกชนผู้ประกอบการแต่งแร่มีความผิดและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว คำพิพากษาฉบับดังกล่าวยังได้สร้างอาการชื่นชมและความประทับใจต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวาง
เพราะกล่าวได้ว่าสถาบันตุลาการได้วาง "หลักการใหม่ๆ" หรือบรรทัดฐานใหม่ๆ ในการคุ้มครองสิทธิในการมีสุขภาพอนามัยที่ดีและการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพอนามัย โดยมีสาเหตุจาก "มลพิษ" ให้กับสังคมไทย
ประการแรก-เนื่องจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 นั้น ไม่ได้มีการกำหนดถึงอายุความการฟ้องร้องคดีเอาไว้ ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงอายุความการฟ้องร้องในคดีสิ่งแวดล้อมที่เป็นการละเมิดหรือสร้างความเสียหายต่อสิทธิในชีวิต ร่างกาย การมีสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายที่เกิดแก่สุขภาพอันเนื่องมาจาก "มลพิษ"
ซึ่งคำพิพากษาในคดีนี้ ชี้ชัดว่า อายุความในการฟ้องร้องคดีตามตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ควรเป็น "10 ปี นับแต่วันทำละเมิด" มิใช่ 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ก่อมลพิษตามที่เอกชนผู้ก่อมลพิษกล่าวอ้าง เพราะต่อให้รู้เห็นว่าผู้ก่อมลพิษต่อท่อทิ้งน้ำเสียจากโรงแต่งแร่ลงลำห้วยคลิตี้ หรือรู้มานานนับหลายปีว่ามีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ในลำห้วย
สำหรับชาวบ้านแล้ว ย่อมคิดไม่ถึงว่ากิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการกินน้ำในห้วยและการจับปลาปูกุ้งหอยในห้วยขึ้นมากินนั้น จะเป็นการเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารของการสะสมสารตะกั่วในสิ่งมีชีวิต กล่าวคือ สารตะกั่วสะสมในดินตะกอน ซึ่งมีแพลงตอน > ลูกกุ้งหอยปูปลากินแพลงตอนที่มีสารตะกั่ว > ชาวบ้านกินกุ้งหอยปูปลาที่มีแพลงตอนที่มีสารตะกั่วอยู่ในท้อง > สารตะกั่วเข้าไปสะสมในเลือด กระดูก และ/หรือถ่ายทอดให้ลูกในท้อง โดยปริมาณการสะสมของสารตะกั่วในเลือดนี้สูงกว่าคนทั่วไป และผู้เสียหายในคดีนี้บางคนรวมถึงชาวบ้านคนอื่นในชุมชนคลิตี้ล่างมีปริมาณการสะสมของสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐาน
ยิ่งไปกว่านั้น อาการผลกระทบทางสุขภาพจากมลพิษนั้น มักไม่ปรากฏให้เห็นในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงเป็นเรื่องยากที่จะหยั่งรู้และเข้าใจได้ว่าอาการที่ใครต่อใครก็อาจเป็นได้อย่างปวดหัว ชาตามแขนขา รู้สึกไม่มีแรง ฯลฯ นั้น มันคืออาการของโรคพิษสารตะกั่ว
หรือที่ศาลได้ชี้เอาไว้ว่า "ผลกระทบต่ออนามัย และชีวิต (จากมลพิษ) นั้น ต้องการระยะเวลาในการพิสูจน์" เพื่อเป็นการคุ้มครองเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ที่มุ่งคุ้มครองผู้เสียหายที่ถูกละเมิดอย่างร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย
ดังนั้น แม้ชาวบ้านจะเห็นท่อที่ถูกต่อจากบ่อกักตะกอนเพื่อระบายน้ำเสียลงห้วยคลิตี้ตั้งแต่ปี 2537 และเริ่มมีอาการเจ็บป่วย รวมถึงวัวควายล้มตายในช่วงปี 2541-2542 จนนำไปสู่คำสั่งจากกรมทรัพยากรธรณีให้ปิดโรงแต่งแร่ในปี 2541 (ปีที่อายุความเริ่มต้นนับหนึ่ง) แต่ชาวบ้านเพิ่งตัดสินใจที่จะพึ่งอำนาจศาลในการบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ในปี 2546 นั้น "เป็นการใช้สิทธิในเวลาอันสมควร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน" จึงควรใช้อายุความตามหลักทั่วไปคือ 10 ปี ...จึงเป็นฟ้องที่ยังไม่ขาดอายุความ
ประการที่สอง-กำหนดให้มีการชดเชยความเสียหายที่ไม่มีใบเสร็จ
ภายใต้หลักการนำสืบที่ต้องพิสูจน์ได้ชัดเจนถึงความเสียหายเกิดขึ้น พยานเอกสารพื้นฐานที่ผู้เสียหายมักถูกเรียกร้องให้ต้องแสดง/ยืนยัน ก็คือ "ใบเสร็จรับเงิน"
แต่ถามว่าในชีวิตจริง-จะมีใครสักกี่คนที่เมื่อรู้สึกปวดหัว ปวดเมื่อยตัว ไม่มีแรง ฯลฯ แล้วจะเก็บใบเสร็จรับเงินทุกครั้งที่ซื้อยา หรือไปหาหมอ
คำพิพากษาในคดีนี้ เชื่อว่าผู้เสียหายย่อมต้องซื้อยา-หาหมอเพื่อเยียวยารักษาตามอาการ โดยไม่ได้เก็บใบเสร็จ "เพราะไม่คาดว่าจะต้องใช้เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดี" ...ประเด็นนี้ศาลกำหนดให้เอกชนผู้ก่อมลพิษชดเชยให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 20,000 บาทต่อคน
ประการที่สาม-การใช้สิทธิตามบัตรทอง 30 บาท เป็น "สิทธิ" หรือ "ทางเลือก" ของผู้เสียหาย
หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง 30 บาท ถูกผู้ก่อมลพิษหยิบขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ว่าหน่วยงานรัฐก็มีบริการสาธารณสุขพื้นฐานนี้ให้กับประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว ทำไมผู้เสียหายต้องไปหาหมอที่เรียกค่าตรวจ-วินิจฉัย-รักษาที่แพงกว่า 30 บาท
คำพิพากษาชี้ว่า การเลือกหมอเป็น "สิทธิของโจทก์"
นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังได้เอ่ยถึงหลักการที่น่าสนใจอีกเช่น...
- เห็นว่า ผู้เสียหายซึ่งต้องหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวด้วยการปลูกไร่ข้าว ข้าวโพด พริก ถั่ว ฯ ต้องขาดประโยชน์จากการทำงานจริง เพราะการทำไร่นั้นต้องอาศัยความแข็งแกร่งของร่างกาย เมื่อได้รับผลกระทบจากสารตะกั่ว ทำให้รายได้ของผู้เสียหายลดลงจากที่เคยมีประมาณปีละ 5,000 บาท
- เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะไม่มีอาการทุกขเวทนา และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างคนทั่วๆ ไป แต่ก็มีอาการเสื่อมถอยทางสุขภาพและจำเป็นจะต้องได้รับการบำบัด รวมถึงต้องการการติดตามอาการต่อไป ฯลฯ
ในตอนท้ายของคำพิพากษา ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงจำนวนเงินชดเชยความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย โดยกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษจ่ายเงินให้แก่ผู้เสียหายที่เป็นผู้ใหญ่คนละ 345,000 บาท ผู้เสียหายที่เป็นเด็กได้รับคนละ 620,000 บาท และผู้เสียหายที่เป็นเด็กเล็ก (ได้รับสารตะกั่วในขณะที่แม่อุ้มท้อง) ได้รับคนละ 820,000 บาท รวมผู้เสียหายทั้งหมด 8 คน เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 4,260,000 บาท (ยังไม่รวมดอกเบี้ย)
อย่างไรก็ดี ภายใต้หลักการใหม่ๆ ที่รับรองและประกันถึงสิทธิในการมีสุขภาพอนามัยที่ดี และเยียวยาความเสียหายจากมลพิษที่สร้างผลกระทบแก่สุขภาพอนามัย ยังมีประเด็นสำคัญที่ควรตั้งเป็นคำถาม เพื่อคลี่คลายและนำไปสู่ความชัดเจนของการชดเชยความเสียหายต่อสุขภาพในคดีสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก "มลพิษ" นั่นก็คือ การคิดคำนวณค่าเสียหายนั้นควรมีหลักเกณฑ์อย่างไร เพื่อให้ครอบคลุมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
แม้ใครหลายคนจะพูดคล้ายๆ กันว่า เงินค่าชดเชย 4 ล้านเศษในคดีคลิตี้นี้นับว่า "สูง" ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงกว่าเงินค่าชดเชยในคดีโคบอลต์-60 ที่ผู้เสียหายทั้งหมด 11 คน ได้รับเงินชดเชยทั้งสิ้นประมาณ 6 แสนบาท
อย่างไรก็ดี การที่ชาวบ้านธรรมดาๆ หรือคนชายขอบอย่างชาวบ้านชุมชนคลิตี้ล่าง ที่ต้องกลายมาเป็นคนป่วย ต้องรักษาตัวซึ่งการไปหาหมอแต่ละครั้งหมายถึงการต้องละทิ้งการทำไร่ ปลูกผัก ต้องเสียเงินค่ารถมากกว่า 2 ต่อ และใช้เวลามากกว่า 1 วัน ต้องทุกข์-กังวลใจต่อปัญหาสุขภาพของตัวเองไปอีกนานหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เสียหายที่เป็นเด็กไม่ถึง 10 ขวบสองคนนั้น ฯลฯ กล่าวได้ว่า เป็นเรื่องยากที่จะคิดคำนวณความเสียหายดังกล่าวนี้เป็นตัวเงิน
ในขณะที่ราคาของ "ชื่อเสียง" ของอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีบางคนที่ฟ้องร้องเอาจากหญิงสาวคนหนึ่งที่ออกมาให้ข่าวเผยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา มูลค่าของมันคือ 10 ล้านบาท