ความทุกข์ของคนบางคนเจ็บปวดแสนสาหัสมากแต่สำหรับเราความทุกข์เพียงนิดเดียวก็กลับให้เรามีความทุกข์กับมันมาก

บันทึกกระจกเงาวันที่
28 /11 / 50
…….เส้นทางและทางเลือก

ทุกวันผมจะหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านสองใบ กระเป๋าใบหนึ่งสีดำ ใส่งานที่จะต้องทำตั้งแต่วัยหนุ่มแต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำมันอยู่เพราะมันเป็นเหมือนท่อน้ำเลี้ยงในการยังชีพ อีกกระเป๋าหนึ่งสีฟ้าใส่งานที่ผมคิดถึงมันเสมอ เพราะความปราถนาที่แท้จริงอยู่ในนั้น
ตอนเช้า ขณะส่งลูกไปเรียน ได้ยินเธอเล่าถึงเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก เขาใกล้จะจบปริญญาโทด้านจิตวิทยาแล้ว ขณะนี้ไปสังเกตการณ์เกี่ยวกับปัญหาทางจิตใจของนักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่ง เขาสะท้อนว่า ความทุกข์ของคนบางคนเจ็บปวดแสนสาหัสมากแต่สำหรับเราความทุกข์เพียงนิดเดียวก็กลับให้เรามีความทุกข์กับมันมาก และแล้วเราก็พูดถึงเรื่องราววิปัสสนาในเรือนจำที่อินเดีย …………ผมพูดขึ้นมาว่า จิตวิทยาช่วยนักโทษได้ไม่มากหรอก ความเมตตา ความรัก และความเข้าใจต่างหาก และมันต้องไม่ใช่ทำเฉพาะกับใครบางคนเท่านั้น มันต้องเกี่ยวข้องกับคนทุกคน…..อย่างน้อยก็จะต้องเกี่ยวข้องกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับนักโทษในคุกแห่งนั้น การทำอะไรก็ตาม ได้ผลหรือไม่ได้ผลมันย่อมมีเหตุเสมอ วิปัสสนาในคุกที่อินเดียได้ผลในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักโทษ เพราะอะไรนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก
ว่างจากงานในกระเป๋าสีดำ ผมก็หยิบบทความที่เพื่อนฝากไว้ให้อ่าน เป็นบทความที่เก็บตกจากการเสวนาที่ ม. อุบล เรื่องคำถามถึงเศรษฐกิจพอเพียง เห็นด้วยว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องที่ดี คล้ายกลับว่าเห็นว่าระบบประชาธิปไตยดีนั่นแหละครับ แต่ก็ยังหวังอะไรในขณะนี้ไม่ได้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมของเราครับ….แต่เราขาดการพัฒนาแลบูรณาการให้สอดคล้องกับยุคสมัย.. จริงจัง..และต่อเนื่อง เป็นเช่นนี้มานานแล้ว
ความพอเพียงนั้นควรเป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิตสำหรับคนทุกคน ทุกฐานะ เศรษฐกิจพอเพียง จึงต้องทำให้เกิดขึ้นในทุกๆระดับ แต่สังคมของเราจะเป็นเช่นไรในปัจจุบันนั้นก็ได้สะท้อนเข้ามาในความคิดของเราแล้ว และความคิดของเราใน ปัจจุบันนั้นนอกจากจะสะท้อนถึงความเป็นไปของปัจจุบันแล้ว ยังได้สะท้อนความเป็นไปของอนาคตที่จะเกิดขึ้นด้วย ผมสะดุดใจกับประโยคหนึ่งในบทความ ที่ว่า….พึ่งตนเองตามยถากรรมในแนวพุทธ…..พึ่งตนเองนั้นคือแนวพุทธแน่ ๆและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็สอดคล้องกับแนวพุทธ แต่ตามยถากรรมที่ว่าดูจะแปลกปลอมเข้าเพราะมันไม่ใช่แนวพุทธอย่างแน่นอน ไม่ทราบว่าจะเป็นการถอดเทปผิดหรือเปล่า ครับ
อีกประโยคหนึ่ง ก็คือ…….ที่เลวร้ายก็คือ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่สามารถปลดปล่อยตนเองได้จากโลกาภิวัฒน์……ผมคิดว่า..ขอให้แน่ใจว่าคนส่วนใหญ่คิดนะครับ ถ้าคนสว่นใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงสามารถปลดปล่อยตัวเองได้จากโลกาภิวัฒน์ จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะทำให้ความฝันของเรามีโอกาสที่จะเป็นจริงได้
คิดถึงเมื่อสองสามวันก่อนที่ได้ไปร่วมงานเปิดตัว โครงการแบ่งปันเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ผมเห็นภาพขององค์กรธุรกิจและองค์กรวิสาหกิจจับมือกับองค์กรอาสาสมัครที่ทำงานด้านสังคม เป็นคู่ๆเห็นแล้วก็รู้สึกดีใจ…………ออกจากงานนั้นมา ขณะอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดิน เหลือบเห็นป้ายโฆษณาของสถาบันการเงิน แห่งหนึ่งว่า ความฝันของท่าน คือ วิสัยทัศน์ของเรา จึงคิดแว๊บขึ้นมาทันทีว่า โลกด้าหนึ่งกำลังแบ่งปัน แต่โลกอีกด้านหนึ่งกำลังล่อลวง แล้วคนส่วนใหญ่เขาได้สัมผัสกับโลกด้านไหนมากกว่ากัน….ความเห็นแก่ตัวหรือการแบ่งปัน…..กำไรสูงสูดหรือกำไรแบบพอเพียง ……..ไม่ทราบว่าถ้าผมฝันถึงความพอเพียง ท่านจะให้ผมได้ไหม ครับ


เศรษฐกิจพอเพียงสามารถทำได้ ถ้าเราตั้งใจที่จะทำ และสามารถทำให้เป็นจริงได้หากเรทำให้มันอยู่ในวิถีของการดำเนินชีวิตของเราแต่ละคน ความจำเป็นที่เราจะต้องฟื้นฟูและบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียงให้เหมาะสม มีมากยิ่งขึ้น เพราะในด้านการแข่งขันในหนทางหลักของโลกาภิวัฒน์ เราก็แทบจะหมดสิทธิที่จะแข่งกับผู้อื่นอยู่แล้ว……หากเราไม่เลือกและกำหนดอนาคตด้วยตนเอง ไม่มีแนวทางของตนที่ชัดเจนและมั่นคง ก็ยากที่จะหวังอะไรได้ หากไม่มีแนวทางว่าจะทำอะไร ..หนึ่ง..สอง…สาม….เศรษฐกิจพอเพียงก็จะเป็นเศรษฐกิจก่อนทุนนิยม อย่างที่บทความว่าไว้ นั่นละครับ เพราะแพ้ต่อกระแสบริโภคนิยม
อย่างไรก็ตามไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตจะเป็นเช่นไร ……..เราและชุมชนของเราก็มีสิทธิที่จะดำเนินชีวิตในลักษณะที่เราต้องการได้…สำคัญที่ความคิดและจิตวิญญานของเรามากกว่า เห็นด้วยไหมครับ ?