ออกนอกระบบควรคิด คำนึง ประโยชน์จึงตกแก่ หมู่มาก เร่งออกไปไม่คิดให้ รอบครอบ เห็นคุณโทษจึ่งออกไป ไม่สาย

              มาคราวนี้หลักจากที่ผมมีภารกิจพอสมควรจึงไม่ได้สรุปปัญหาที่สำคัญไว้ให้อ่านอย่างต่อเนื่อง วันนี้พอมีเวลาว่างเลยได้มาเขียนให้ได้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง

            ครั้งหนึ่งกับการได้เรียนในมหาวิทยาลัยช่างเป็นโอกาสดีสำหรับคนชนบทอย่างตัวผมเองที่มีโอกาสติดโควต้ามาเรียนที่สถาบันแห่งนี้และเพราะสถาบันแห่งนี้คือบ้านหลังที่สองของผมเอง  ผมจึงต้องดูแลบ้านและช่วยกันซ่อมแซมและดูแลบ้านผมให้มันดีกว่าเก่าหรือไม่แย่

            สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นจากการพยามดึงมหาวิทยาลัยเข้าไปสู่กระบวนการกระจายอำนาจสู่ชุมชนสำหรับในมอนอเองนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 40 และด้วย 10 ปี ที่ผ่านมานี้เองเป็นเหตุใหญ่ๆที่สำคัญที่ต้องนำมาวิพากย์วิจารย์กันว่า วันนี้เรามีดีอะไรหรือเสียอะไร

          จากความพยายามที่จะผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของที่แห่งนี้ทำให้การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของผมแต่ละปีนั้นแทบจะมีความเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลาเลยก็เป็นได้นอกจากที่ว่าคณะของผมเองเป็นคณะที่ก่อตั้งใหม่และรุ่นผมเป็นรุ่นที่ 3

         10 ปีนี้เองเป็นเวลานานพอสมควรที่มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่ประสิทธิประสาทวิชาการต่างๆรวมทั้งองค์ความรู้เรื่องการออกนอกระบบได้เป็นอย่างดี  ที่ว่าการสร้างองค์ความรู้นี้หมายถึงการสร้างความรู้และมีการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบจากรุ่นสู่รุ่น

         จากการพยายามดึงมหาวิทยาลัยออกนอกระบบครั้งล่าสุดที่มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยออกนอกระบบนี้เองจึงทำให้ผมต้องเข้ามารับรู้ในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่หลังจากที่คอยติดตามดูอยู่ห่างๆเพราะภารกิจในด้านการเรียนกิจกรรมและงานที่ต้องรับผิดชอบรวมทั้งการแสวงหาความรู้ด้านอื่น  ในแง่ของการให้ความรู้กับนิสิตมหาวิทยาลัยจึงควรปรับปรุงเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะครั้งล่าสุดที่ผมเองได้พบท่านอธิการบดีในกรณีเข้าสอบถามกรณีนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องการจะให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวในเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ที่จะทำให้คนมีความรู้ในเรื่องออกนอกระบบ

        ก่อนหน้าที่จะไปถึงจุดนั้นทำไมจึงต้องสร้างองค์ความรู้เรื่องออกนอกระบบให้ดีก่อน  ก็ด้วยเหตุผลประการที่สำคัญ

1.ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ๆจะให้ความรู้กับบุคคลทั้งหลายหากเรื่องภายในบ้านของตนเองยังไม่สามารถจัดการให้ความรู้คนในบ้านของตนเองได้ อย่าไปหวังที่จะสร้างสังคมให้ดีขึ้นได้อย่างถูกต้องและอย่าหวังที่จะมีอิสระทางวิชาการ

2.ที่นี่เป็นแหล่งที่สร้างปัญญาชนให้มีความสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นและเข้าใจปัญหาสามรถแก้ไขปัญหาได้

3.ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยและคนที่จะต้องมีผลกระทบกับการออกนอกระบบมากที่สุดคือตัวนิสิตเอง เพราะนิสิตมีเยอะที่สุดและเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของนิสิตโดยตรงและเมื่อเขามีความรู้เขาจะสามรถรักษาสิทธิของเขาเองได้ไม่มีใครมาทำลายหรือหาผลประโยชน์กับเขาได้โดยง่าย  และการที่เขารู้ในรายละเอียดมากก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะคัดค้านทุกเรื่องที่มันไม่เป็นประโยชน์เพราะเป็นการดีที่มหาวิทยาลัยจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจ  เป็นการดีที่เขาจะออกมาแสดงความคิดเห็นทำให้ระบอบประชาธิปไตยเฟื่องฟูและไม่ต้องเกรงว่าจะถูกยุยงจากผู้อื่นเพราะนิสิตนักศึกษาอยู่อย่างมากก็ 4 -5 ปี ไม่เหมือนอาจารย์พนักงาน ข้าราชการ  อธิการหรือบุคคลอื่นที่อยู่หลายปีกว่านั้น 

      การให้ความรู้เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญและสิ่งที่สำคัญกว่ามันจะสืบทอดต่อไปได้อย่างไรในเมื่อแต่ละปีก็ต้องจบไป  นั่นเป็นเพราะการบริหารจัดการองค์ความรู้ยังไม่ดีพอในเรื่องนี้ในวันที่เข้าพบท่านอธิการท่านจึงแสดงความหนักใจในเรื่องดังกล่าวเพราะการที่ต้องมาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจนั้นเป็นการยากอย่างยิ่งเพราะอธิบายรุ่นนี้รุ่นนี้ก็จบไป  จึงต้องหาวิธีที่จะจัดองค์ความรู้ในส่วนนี้

    10 ปี ที่ผ่านมาหากวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนในการสร้างองค์ความรู้และให้องค์ความรู้ผ่านทางรุ่นต่อรุ่นองค์ความรู้เรื่องออกนอกระบบจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆและปัญหาที่ว่านิสิตไม่รู้ไม่เข้าใจและงบประมาณที่ต้องลงมาแต่ละปีคงไม่ต้องใช้มากมาย เกี่ยวกับการทำความเข้าใจเรื่องออกนอกระบบ

       สิ่งที่เป็นความผิดพลาดสำคัญคือไม่สามารถทำให้เรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของนิสิตได้และมุ่งไปใช้วิธีการแก้ปัญหาในส่วนตัวของโครงสร้างการทำงาน โดยไปดูในส่วนของพนักงานที่เพิ่มขึ้นที่ถูกภาครัฐบีบมาอีกทีให้ข้าราชการเหลือน้อยลงกลายเป็นพนักงานและทำความเข้าใจกับพนักงานส่วนนิสิตก็ได้บอกเพียงแต่ข้อดีและให้มาวิพากย์วิจารย์กันในกลุ่มของคนจำนวนหนึ่งในนิสิตนั้น 

     หากอ้างความไม่ใส่ใจของนิสิตต่อเรื่องดังกล่าวว่านิสิตไม่ค่อยสนใจ ซึ่งเป็นจริงดังมากเพราะนิสิตก็ต้องศึกษาเล่าเรียน และมีบริบทอื่นประกอบอีกเหมือนๆกับที่ อาจารย์พนักงาน และท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยต้องทำ

     10 ปีที่ผ่านมาเลยกลายเป็นว่าความรู้ไม่ถูกถ่ายทอดทั้งที่ผ่านมาก็มีการให้ความรู้ในเรื่องนี้ตลอดมา  การที่จะออกนอกระบบครั้งล่าสุด จึงมีนิสิตอยู่หลากหลายประเภท

     1 นิสิตที่รู้เรื่องนี้ดีเคยมีส่วนร่วมซึ่งอยู่ในชั้นสูง  แต่ไม่สามารถยับยั้งหรือเสนอทางออกที่ดี 

    2.นิสิตที่มีความรู้บ้างเนื่องจากสนใจข่าวสารบ้านเมือง

    3 นิสิตที่รู้บ้างประปรายเพราะบางกระแสที่สังคมตื่นตัวเรื่องดังกล่าว

    4. นิสิตที่ไม่รู้อะไรเลยเพราะต้องสนใจทำงานอื่น   ไม่ตื่นตัวเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้อง ไม่สนใจโลก และไม่อยากจะทำความเข้าใจเรื่องอะไรที่ซับซ้อน และเบื่อหน่ายกับการที่จะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

    และเหตุนี้เองจึงเป็นการดีอย่างยิ่งที่มีนิสิตออกมาเรียกร้องในเรื่องดังกล่าวเพราะทำให้คนสนใจเรื่องดังกล่าวมากขึ้น  

    10 ปีก็นานแล้วนะที่จะสร้างคนหนึ่งคนให้เติบโต  มหาวิทยาลัยหาก 10 ปียังไม่สามารถจะจัดสรรค์ปันส่วนองค์ความรู้ตรงนี้ได้อย่างที่เห็นผมจะชี้ช่องทางหนึ่งที่อาจะเป็นไปได้นั่นคือการสร้างให้อยู่ในรูปของประเพณี   สิ่งต่างๆที่ระบบการทำห้องเชียร์หรือการทำกิจกรรมในมอนอได้มีการสอนรุ่นต่อรุ่นทำไมถึงทำได้และถ่ายทอดกันมาโดยเฉพาะบทเพลงในการสันทนาการหรือท่าเต้นต่างๆ  สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นองค์ความรู้ทั้งสิ้นทำไมนิสิตถึงถ่ายทอดมาได้นับ 10 ๆ ปี หรือหลายๆปี ก็ด้วยเพราะอาศัยการทำตามอย่างที่เป็นแบบแผนนั่นเอง  สิ่งเหล่านี้จึงไม่เคยเสื่อมสูญไป

      ความรู้ที่อยู่ในรูปกิจกรรมสามารถทำให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น  ปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมโดยขอความร่วมมือในเรื่องนี้กับทางองค์การนิสิตหรือให้เขาคิดรูปแบบกิจกรรมที่เวลารับน้องจะแทรกสอดองค์ความรู้ตรงนี้ไปได้อย่างไร สำหรับ 10 ปีที่เสียไปแล้วโดยสูญเปล่าได้มาเพียงสิ่งเล็กน้อยก็ต้องจำใจโยนทิ้ง  มีกิจกรรมหนึ่งที่สมารถใส่เข้าไปได้นั่นคือกิจกรรมมหาวิทยาลัยในฝันในการรับน้องบิกินนิ่งแค้ม ซึ่งจะมีการอบรมสต๊าฟก่อนรอบแรกท่านก็ให้ความรู้พี่ๆไปก่อนวาระหนึ่ง ส่วน พอถึงบิกินนิ่งแค้มจริงๆมันจะถูกถ่ายทอดไปทางความคิดและผ่านออกมาทางการเขียนและการพรีเซ้นรวมทั้งออกมาในการวิพากย์วิจารย์ในการทำกิจกรรมที่ได้สองแง่มุมและได้กับทุกคนที่เข้าใหม่ เพียงเท่านี้ ในปีดังกล่าวท่านจะมีผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางถึง 2 ในสามส่วน เพราะ 1 ส่วนที่อยู่หลายปีพอมีความรู้บ้างอยู่แล้วส่วนอีก 1 ส่วนที่ยังไม่มีความณุ้อะไรก็จะหมดไปภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี เพราะในปีนั้นต้องมีคนจบคนที่ไม่รู้ก็จะต้องจบไปด้วย ส่วนอีกที่เหลือ ต้นกล้าที่ท่านได้เพาะไว้ในวันที่ทำค่ายบิกินนิ่งแค้มจะเป็นตัวสานองค์ความรู้ให้กับอีกส่วนที่เหลือเองทีละเล็กละน้อยจนเต็มทั้งมหาลัย  และช่วงนี้เองมหาลัยก็ควรจะจัดการสัมนา เสวนา หรือเวทีนิสิตให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวแล้วจึงร่างกฎระเบียบออกมาเป็นพระราชบัญญัติ รวมทั้งมีการทำกฎหมายลูกคร่าวๆออกมาเพื่อให้เห็นแนวทางในการบริหารจัดการในมหาวิทยาลัยภายหลังจากการที่จะต้องออกนอกระบบไปกำกับของรัฐ  แล้วทำประชามติเรื่องนี้ก็จะดียิ่งขึ้นในส่วนของนิสิตส่วนประชาคมอื่นก็สร้างความรู้แบบอื่นต่อไป

สิ่งที่จะได้แน่ๆคือ

1.การตระหนักถึงสิทธิในการที่จะต้องได้รับจากการที่มหาวิทยาลัยจะต้องออกนอกระบบไป

2.การบริหารจัการองค์ความรู้ค่อนข้างก่อตัวและสามารถมีคนถ่ายทอดออกไปได้

3.มหาลิทยาลัยไม่ต้องใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์มาก

4.นิสิตได้ความรู้เพิ่มเติมที่ไม่ต้องมีในหลักสูตรและตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเองที่จะต้องหวงแหนสิทธิหรือสวัสดิการที่ตนควรจะได้รับ

5.การแสดงความคิดเห็นทำให้องค์ความรู้เพิ่มพูนและเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียนที่มหาวิทยาลัย

6.จิตสำนึกที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้นจะอยู่ในใจของนิสิตเสมอเพราะนิสิตมีส่วนร่วมในการสร้างมหาวิทยาลัยของเขาเอง

สำหรับการเขียนครั้งนี้ผมได้เจาะลงมาในระดับมหาวิทยาลัยของผมเองซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะระยะเวลาในการที่จะสร้างองค์ความรู้ให้เกิดมีและการค่อนข้างไม่ใส่ใจในการสร้างองค์ความรู้

ครั้งต่อไปผมจะชี้ให้เห็นต่อไปอีกว่าการที่เราไม่สร้างองค์ความรู้ และความรีบร้อนที่จะพยายามออกนอกระบบตลอดจนนโยบายรัฐบาลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้มันกระทบกับการเรียนนิสิตเช่นไร เป็นต้นว่า คุณภาพการศึกษาแย่เพราะจำนวนนิสิตเพิ่มสูงขึ้นโดยผลกระทบจากการทดลองออกนอกระบบ พบกันครั้งหน้าครับ