เรารักในหลวงของเรา

 เป็นเรื่องจริง
> > เหตุการณ์เกิดที่จังหวัดตาก
> > เมื่อพระเทพทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฏรตามที่ต่างๆ
> > และได้ทรงเสด็จไปเยี่ยมประชาชนในตลาดสด
> > และถามความเป็นอยู่กับบรรดาแม่ค้าในตลาด
> > แต่ก็มาถึงแม่ค้าปลา
> > ซึ่งพระองค์ทรงตรัสถามว่า
> > “ปลาพวกนี้ขายอย่างไงจ๊ะ”
> > แม่ค้าตอบว่า “ที่สวรรคตแล้ว กิโลละ 40 บาท
> > และที่เสด็จไปเสด็จมากิโลละ 80 บาทจ๊ะ”
> > เหตุการณ์นี้ ทำให้ข้าราชบริพาลที่ตามเสด็จหัวเราะกันทุกคน
> >
> > ———————————————————-
> > อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสานเมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง
> > ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่วและใช้
> > ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน
> > เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้
> > จึงมีคำกราบทูลว่า”ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า
> > บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวนพระพุทธเจ้าข้า..”
> > มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน
> > ก็ทรงตรัสถามว่า เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว..
> > พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า
> > “มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไป
> > ทิ้งพระโอรสไว้สองตัว
> > ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย
> > และทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว”
> >
> > เรื่องนี้ ดร.สุเมธ เล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง
> > —————————————
> >
> > เมื่อครั้งท่านพระชนม์มายุ 72 พรรษา
> > มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น
> >
> > เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่งได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำพระบรมฉายาลักษณ์ของท่าน
> > มาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ
> > ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า
> > “ไปบอกเค้านะเราไม่ใช่มิกกี้เมาส์”
> > —————————————
> >
> > เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวง
> > ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน
> > และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้า
> > ทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน
> > ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนมีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงาน
> > ว่า”ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม
> > ข้าพระพุทธเจ้าพลตรีภูมิพลอดุลยเดชขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคม
> > ทูลรายงาน ฯลฯ”
> > เมื่อสิ้นคำกราบบังคมทูลชื่อในหลวงทรงแย้มพระสรวล
> > อย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า
> > “เออ ดี เราชื่อเดียวกัน…”
> > ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย
> > เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้
> > —————————————
> > มีอยู่ครั้งหนึ่ง
> > ทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
> > ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนในครุย ทรงโปรดสูบมวนพระโอสถ
> > แต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้
> > ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า
> > “ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า”
> > ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลน้อยๆกับอธิการบดีว่า
> > “เรายังไม่ตายถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก”
> > —————————————
> > เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า
> > ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร
> > มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว
> > แต่ราษฎรผู้หนึ่งกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า
> > “ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์”
> > ในหลวงทรงตรัสว่า “ขอเดชะ พระหมดแล้ว”
> > —————————————
> >
> > วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด
> > ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย
> > พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท
> > ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท
> > แล้วก็เอามือของแกมาจับ พระหัตถ์ของในหลวง
> > แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง
> > แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้
> > อีกตั้งมากมายแต่ในหลวงก็ทรงเฉยๆ
> > มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร
> > แต่พวกข้าราชบริภารก็มองหน้ากันใหญ่
> > กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัย หรือไม่
> > แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิงชราคนนั้น
> > ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะพระองค์ทรงตรัสว่า
> > “เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ
> > ต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก”
> > ————————————————–
> >
> > ครั้งหนึ่งหลายๆ ปีมาแล้ว
> > พระเจ้าอยู่หัวทรงประชวรนิดหน่อยเกี่ยวกับพระฉวีมีพระอาการคัน
> > มีรคผิวหนังคณะหนึ่งไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายการรักษา
> > คุณหมอเป็นผู้วชาญทางโรคผิวหนังแต่ไม่ได้วชาญทางราชาศัพท์
> > ก็กราบบังคมทูลว่า
> > “เอ้อ - ทรง… อ้า-ทรงพระคัน> มานานแล้วหรือยังพะยะค่ะ”
> > พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระสรวล ตรัสว่า
> > “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่จะท้องได้ยังไง”
> > แล้วคงจะทรงพระกรุณาว่าหมอคงจะไม่รู้ราชาศัพท์ทางด้านอวัยวะร่างกายจริงๆ
> > ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า
> > เอ้าพูดภาษาอังกฤษกันเถอะ
> > เป็นอันว่าก็กราบบังคมทูลซักพระอาการกันเป็นภาษาอังกฤษไป
> > —————————————
> >
> > เช้าวันหนึ่ง เวลาประมาณ 7 โมงเช้า
> > นางสนองพระโอษฐ์
> > ของฟ้าหญิงองค์เล็ก ได้รับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้ชาย
> > ขอพูดสายกับฟ้าหญิง
> > ทางนางสนองพระโอษฐ์ก็สอบถามว่าใครจะพูดสายด้วย
> > ก้อมีเสียงตอบกลับมาว่า คนที่แบงค์ นางสนองพระโอฐก้อ งง …งง
> > ว่าคนที่แบงค์ทำไมโทรมาแต่เช้า
> > แบงค์ก้อยังไม่เปิดนี่หว่าพอฟ้าหญิงรับโทรศัพท์แล้วถึงได้รู้ว่า
> > คนที่แบงค์น่ะ ก็ที่แบงค์จริงๆนะ ไม่เชื่อเปิด
> > กระเป๋าตังค์ แล้วหยิบแบงค์มาดูสิ อิ อิ ขนลุกเลย
> > —————————————
> >
> > เรื่องนี้รุ่นพี่ที่จุฬาฯเล่าให้ฟังว่า
> > มีอยู่ปีนึงที่ในหลวงทรงเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร
> > อธิการบดีอ่านรายชื่อบัณฑิตแล้วบังเอิญว่ามีเหตุขัดข้องบางประการ
> > ทำให้อ่านขาดตอน
> > ก็ต้องรีบหาว่าอ่านรายชื่อไปถึงไหนแล้ว
> > ปรากฏว่าในหลวงท่านทรงจำได้
> > ท่านเลยตรัสกับอธิการไปว่า
> > “เมื่อกี้นี้ (ชื่อ….) เค้ารับไปแล้ว”
> > และมีอีกปีนึงขณะที่พระราชทานปริญญาบัตรอยู่ดีๆ ไฟดับไปชั่วขณะ
> > ทำให้บัณฑิตคนหนึ่งพลาดโอกาสครั้งสำคัญในการถ่ายรูป
> > พอในหลวงทรงพระราชทานปริญญาบัตรเรียบร้อยแล้ว
> > ก่อนที่จะให้พระบรมราโชวาท
> > ท่านทรงให้อธิการบดีเรียกบัณฑิตคนนั้นมารับพระราชทานอีกครั้ง
> > เพื่อจะได้มีรูปไว้เป็นที่ระลึก
> > ตื้นตันกันถ้วนทั่วทั้งหอประชุม
> > ====================================================