การตัดต่อวิดีโอ 1

การตัดต่อวิดีโอ

หลังจากที่ใช้ Capture Card จับภาพวิดีโอจากวิดีโอเทป หรือจากทีวีเข้ามาไว้ที่คอมพิวเตอร์แล้วหรืออาจจะมีไฟล์วิดีโอที่มาจากแหล่งอื่น ๆ เช่น จากแผ่นซีดี ดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต หรือจากอื่นๆ สรุปว่าตอนนี้มีไฟล์วิดีโออยู่ในเครื่องแล้ว ขั้นตอนต่อมา อาจจะเรียกว่าเป็นทางเลือกคือ จะทำหรือไม่ทำก็ได้ นั่นก็คือ การตัดต่อ ตกแต่งวิดีโอ โดยใช้โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ เช่น Adobe Premiere 6 หรือ Ulead Media Studio Pro 6 หรืออาจจะเป็นโปรแกรมที่แถมมากับ Capture Card ก็ได้เหมือนกันเพื่อให้ได้ตกแต่งวิดีโอตามความต้องการ เช่น ใส่หัวเรื่อง ทำ Transition ตัดบางส่วนออก นำส่วนที่เหลือมารวมกัน
บทที่แล้วมา จะได้งานวิดีโออยู่ 2 ลักษณะคือ
1. เป็นไฟล์แบบ MPEG1
2. เป็นไฟล์ประเภทอื่นๆ เช่น ใช้ CODEC ของ MJPEG หรือ Huffyuv ไฟล์หลังการจับภาพก็จะอยู่ในรูปไฟล์ AVI ไม่ว่าจะใช้ CODEC ก็ตามถ้าต้องการจะจับไฟล์วิดีโอเข้ามา เพื่อนำไปตัดต่อ ตกแต่ง ควรที่จะจับภาพวิดีโอเป็นไฟล์ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ไฟล์ MPEG1 เช่น ใช้ CODEC ของ MJPEG หรือ Huffyuv เนื่องจากเป็น CODEC ที่เหมาะกับการจับภาพวิดีโอมาตัดต่อ เพราะมีลักษณะที่เหมาะกับ
การตัดต่อและมีการบีบอัดเข้ามาไม่มากนักโปรแกรมตัดต่อวิดีโอส่วนมากจะทำงานกับไฟล์ประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี
จึงสามารถนำไฟล์แบบนี้ไปตัดต่อ ตกแต่ง ได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ในทางตรงกันข้าม สำหรับการจับวิดีโอโดยตรงแบบ MPEG1 นั้นเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการตัดต่อตกแต่งวิดีโอเลย เช่น ต้องการแปลงหนังจากวิดีโอเทปมาเป็น MPEG1 โดยตรงไฟล์ MPEG1 เป็นไฟล์ที่ไม่เหมาะที่จะนำมาตัดต่อตกแต่ง (ถึงแม้ว่าจะสามารถทำได้ก็ตาม) เนื่องจาก MPEG1 มีการบีบอัดสูงมากและลักษณะเฉพาะตัวของมันไม่เหมาะต่อการตัดต่อ เพราะจะทำให้คุณภาพที่น้อยอยู่แล้วน้อยลงไปอีก จริงๆ แล้ว
MPEG1 เหมาะสำหรับเอาไว้แปลงไฟล์เท่านั้น คือ เมื่อได้ทำการตัดต่อตกแต่งวิดีโอจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงค่อยแปลงไฟล์เป็น MPEG1 อีกครั้งแต่ถ้าความต้องการคือ ตัด MPEG แค่บางช่วงและนำมาต่อกันใหม่ เช่น ต้องการตัวบางตอนออกแล้วต่อส่วนที่เหลือเข้าด้วยกันอย่างนี้ MPEG1 พอทำได้ ไม่มีผลต่อคุณภาพเท่าไร

การตัดและต่อไฟล์ MPEG
ในกรณีที่นำไฟล์ MPEG1 ที่ได้จากบทที่แล้ว หรือในกรณีที่อาจมีไฟล์แบบ MPEG อยู่แล้ว เช่น อาจจะดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตมา
ก็สามารถนำไฟล์เหล่านี้ มาตัด มาต่อกันได้เลย แต่ถ้าต้องการตัดและต่อไฟล์ MPEG จาก VCD จะต้องแปลงไฟล์จาก VCD ให้เป็น MPEG เสียก่อนเนื่องจากไฟล์ที่อยู่ใน VCD ไม่ใช้ไฟล์ MPEG แต่เป็นไฟล์ DAT การแปลง VCD เป็นไฟล์ MPEG เป็นกรณีที่มี VCD อยู่ ต้องการนำไฟล์วิดีโอจากแผ่น VCD มาตัดต่อเฉพาะส่วนที่ต้องการและเรียบเรียงเรื่องราวของวิดีโอขึ้นมาใหม่นั่นเองถ้าต้องการนำ
ไฟล์จากหนัง VCD มาตัดต่อ ก็ต้องนำ
ไฟล์จากแผ่น VCD มาใช้ โดยปกติไฟล์ MPEG ที่อยู่ในแผ่น VCD จะไม่อยู่ในรูปแบบไฟล์ MPEG แต่จะอยู่ในรูปแบบไฟล์ DAT เช่น
Music01.dat, Avseq01.dat เป็นต้น ซึ่งจะอยู่ในโฟลเดอร์ Mpegav ของ VCD เราก็จะคัดลอกไฟล์นี้มาเก็บในฮาร์ดดิสก์เพื่อนำมาตัดต่อ
การที่จะตัดต่อไฟล์ DAT นี้ไม่ใช่เพียงแค่คัดลอก XXX.dat มาแล้วเปลี่ยนให้เป็น xxx.mpg แค่นั้น จะต้องทำการแปลงไฟล์ DAT ให้
เป็น MPEG เสียก่อน เพื่อความถูกต้องในการตัดต่อวิดีโอ โดยใช้โปรแกรม Convert File เข้าช่วย ( ถึงแม้ว่าจะมีโปรแกรมตัดต่อ MPEG บาง
โปรแกรมสามารถตัดต่อไฟล์แบบ DAT ได้เลย แต่ก็ยังคงแนะนำให้แปลง DAT เป็น MPEG เสียก่อนแล้วค่อยตัดต่อ) ตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้แปลงไฟล์จาก DAT TO MPG เช่น VCD Gear,My Filx , DAT2MPG เป็นต้น

การตัดต่อไฟล์ MPEG เพื่อสร้างวิดีโอใหม่
ในส่วนนี้เป็นส่วนของการตัดต่อ MPEG ไม่ว่าจะมีไฟล์ MPEG อยู่แล้วหรือแปลงไฟล์มาจากไฟล์ DAT ก็ตาม แต่มีความต้องการจะ
ตัดทอนบางส่วนออกหรือรวมไฟล์ MPEG แต่ละส่วนเข้าด้วยกัน โปรแกรมที่ทำหน้าที่ เช่น VCD Cutter , Myfilx , TMPGEnc เป็นต้น
VCD Cutter เป็นโปรแกรมที่มีคนพูดถึงกันมาก ใช้ง่าย ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.vcdcutter.yeah.net แต่เป็นรุ่นทดลองใช้ มีข้อจำกัดคือ
สามารถนำ คลิปวิดีโอมาต่อกันได้แค่ 2 คลิป คลิปละไม่เกิน 7 วินาที เท่านั้น Myfilx เป็นโปรแกรมที่น่าใช้มาก แต่ต้องเสียเงิน TMPGEnc เป็น
โปรแกรมฟรีที่น่าใช้ เป็นทั้งโปรแกรมในการตัดต่อไฟล์ MPEG และยังเป็นโปรแกรมในการแปลงวิดีโอให้เป็นไฟล์ MPEG อีกด้วย
ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.tmpgenc.com

การตัดต่อไฟล์ MPEG ด้วยโปรแกรม VCDCutter
1. เปิดโปรแกรมขึ้นมาเลือกไปที่ File > Open Movies เลือกวิดีโอที่คุณต้องการจะตัดต่อ เอาเฉพาะส่วนที่ต้องการ
2. เลื่อนปุ่มสไลด์ ( หมายเลข 1) ไปยังจุดเริ่มต้นของวิดีโอที่เราต้องการ จากนั้นคลิดที่ปุ่มหมายเลข 2 เพื่อกำหนดจุดเริ่มต้น และให้เลื่อนที่ปุ่ม
สไลด์อีกครั้ง เพื่อกำหนดจุดปลายของวิดีโอ แล้วคลิกที่ปุ่มหมายเลข 3 สังเกตว่าจะเห็นเส้นสีน้ำเงินเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เราเลือก
3. จากนั้นก็ให้คลิกที่ปุ่มหมายเลข 4 เพื่อนำวิดีโอในช่วงที่เรากำหนดไว้ไปใส่ในแท็บ Clip List
4. ให้ทำตามขั้นตอนที่ 2 และ 3 อีกครั้ง เฉพาะส่วนที่เราต้องการเพื่อนำ 2 ช่วงนั้นมาต่อเข้าด้วยกัน หรือในกรณีที่ต้องการนำวิดีโออื่นเข้ามาใช้ ทำตามขั้นตอน 1 , 2 , 3 อีกครั้ง โดยเปิดวิดีโอเรื่องใหม่ขึ้นมาตัดต่อเฉพาะส่วนที่ต้องการ
5. จากนั้นคลิกไปที่แท็บ Clip List สังเกตว่าจะมีวิดีโอในช่วงต่าง ๆ ที่เราได้ตัดเอาเฉพาะส่วนที่ต้องการไว้แล้ว จากนั้นจึงคลิกที่ปุ่มหมาย
เลข 5 เพื่อทำการรวมวิดีโอคลิปทั้งสองเข้าด้วยกัน
6. ให้ตั้งชื่อวิดีโอและตำแหน่งที่ต้องการจะจัดเก็บ ก็เป็นอันเรียบร้อย

 

บทที่ 5
การแปลงวิดีโอ VCD MPEG-1

หลังจากที่ได้ตัดต่อ ตกแต่งวิดีโอเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนในการแปลงไฟล์เหล่านี้ให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์ MPEG1
ซึ่งการแปลงไฟล์จะต้องมีการบีบอัดไฟล์เข้ารหัสเพื่อลดขนาดของวิดีโอที่มีขนาดใหญ่มากให้เล็กลงมา และยังคงให้คุณภาพอยู่ในระดับ
ที่ยอมรับได้ในการทำ VCD ต้องใช้ไฟล์ประเภท MPEG1 ก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าจะกำหนดรูปแบบการบีบไฟล์แบบ MPEG1 ยังไงก็ได้ จะ
ต้องมีมาตรฐานในการบีบอัดที่เป็นบรรทัดฐาน เพื่อให้เครื่องเล่น VCD ทุกเครื่องสารมารถเล่นไฟล์วิดีโออย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้าวางแผน
ที่จะเล่นไฟล์วิดีโอนี้บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น ก็สามารถกำหนดรูปแบบการบีบอัดที่คุณต้องการได้ คือให้แตกต่างไปจากมาตรฐานได้ดังนั้น
จะต้องกำหนดค่ามาตรฐานนี้ให้กับโปรแกรมในการแปลงไฟล์ MPEG หรือบางโปรแกรมก็ได้เตรียมค่ามาตรฐานนี้ หรือเรียกว่า Profile
หรือ Template สำหรับการสร้าง VCD ให้เราเลือกใช้อยู่แล้ว

ค่ามาตรฐานของ VCD
ขนาดหรือ Resolution
PAL 352 x 288
NTSC 352 x 240
อัตราค่า Bit Rate
Video 1150Kbps / Audio 224Kbps
สำหรับคุณภาพของวิดีโอหลังการแปลงเป็น MPEG นั้น อย่าคาดหวังว่า จะให้คุณภาพที่ดีเท่ากับ VCD ที่มีขายกันอยู่ทั่วไป
เนื่องจากอุปกรณ์ที่เขาใช้ มีราคาสูงคุณภาพจึงออกมาดี และคุณภาพของต้นฉบับก็เป็นตัวสำคัญ ถ้าต้นฉบับมีคุณภาพสูง คุณภาพวิดีโอ
หลังจากแปลงไฟล์ก็มีคุณภาพเช่นกัน แต่ถ้าใช้วิดีโอที่ถ่ายแบบชัดบ้างไม่ชัดบ้าง สั่นไปมา มีสัญญาณรบกวนมาก เช่น มีจุดไข่ปลา
เต็มไปหมด อย่างนี้ VCD มีคุณภาพดีก็เป็นไปได้ยาก อีกเรื่องที่มีปัญหาคือ เมื่อมีการแปลงไฟล์ MPEG นั่นคือเวลาในการทำงานของมัน
นานมาก โดยเฉพาะการใช้ซอฟต์แวร์แปลงไฟล์นั้นจะนานมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับ CPU ที่เราใช้ว่ามีความเร็วขนาดไหน นอกจากนี้
เรายังสามารถกำหนดระยะเวลาและคุณภาพในโปรแกรมได้ว่า ต้องการให้โปรแกรมทำงานเร็วขึ้น แต่คุณภาพลดลง หรือต้องการ
แบบมีคุณภาพสูงแต่ต้องใช้เวลานานขึ้น ค่าต่าง ๆ เหล่านี้สามารถปรับแต่งตามความต้องการของคุณได้แต่ถ้าลงทุนใช้ฮาร์ดแวร์ในการ
แปลงไฟล์ ก็จะทำงานได้เร็วขึ้น อาจจะเป็นแบบ Real Time หรือเร็วกว่า Real Time เสียอีกในการเลือกใช้โปรแกรมแปลงไฟล์
MPEG นั้น ปัจจัย 2 อย่างที่ควรคำนึงถึงคือ คุณภาพกับระยะเวลาในการแปลงไฟล์อย่างสมเหตุสมผล โปรแกรมที่ได้รับการยอมรับว่า
ให้คุณภาพของวิดีโอ MPEG1 ที่ดีสุดอาจจะใช้เวลานานมากก็ได้ ในขณะที่บางโปรแกรมทำงานเร็วมาก เกือบ ๆ เหมือนแบบ Real Time
( ต้นฉบับยาวกี่นาที ก็ใช้เวลาเข้ารหัสเวลาเท่านั้น) แต่อาจจะให้คุณภาพไม่ดีได้ต้องทดลองด้วยตัวเอง โดยใช้วิดีโอต้นฉบับยาวหนึ่งนาที
ก็พอทดลองหลาย ๆ โปรแกรมดูว่าคุณภาพและเวลาที่ใช้เป็นอย่างไร

โปรแกรมที่ใช้ในการแปลงไฟล์แบบ MPEG

Panasonic MPEG1
ดาวน์โหลดที่ http://www.networkserve.co.jp/mpeg/registration_e.html
เป็นตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้ในหนังสือการตัดต่อวิดีโอเบื้องต้น ซึ่งเป็นโปรแกรมที่คนทั่วไปอาจจะรู้จักดี เรียกได้ว่า
แพร่หลายมากที่สุดสำหรับคนไทย คุณภาพที่ได้อยู่ในระดับที่ดี แต่หลายคนที่ใช้โปรแกรมนี้ยังไม่ถูกใจนัก ดังนั้นผู้คนในอินเตอร์เน็ต
จึงโหวตให้โปรแกรมนี้อยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 แต่มันก็มีข้อดีคือ มีโปรแกรมอยู่ 2 รุ่น คือ เป็นโปรแกรมเดี่ยว และเป็น Plug-in ของ
โปรแกรมตัดต่อ เช่น Adobe Premiere ด้วย ทำให้สะดวกในการใช้งาน แต่หลัง ๆ ไม่ค่อย Update โปรแกรมเท่าไรนัก

Ligos'LSX_MPEG
ดาวน์โหลดที่ http://www.ligos.com/ เลือกที่ Product Demo เป็นโปรแกรมที่ทำงานได้เร็วมากและได้คุณภาพที่ดี ทำได้ทั้ง MPEG1,2 มีทั้งเป็นโปรแกรมเดี่ยว ๆ คือ LSX-MPEG Encoder และ Plug-in for Adobe Premiere คือ LSX-MPEG for Adobe Premiere

Xing MPEG Encoder
ดาวน์โหลดที่ http://www.Xingtech.com > Home > MPEG > MPEG Encoder เป็นอีกโปรแกรมที่มีชื่อเสียงแบบแพร่หลายเหมือนกัน ในยุคที่ VCD เริ่มฮิตใหม่ๆ เราจะรู้จักกันดีในรูปแบบของโปรแกรมสำหรับเล่น VCD แต่ตัวนี้เป็นโปรแกรมแปลงไฟล์แบบ MPEG

Cinema Craft Encoder
ดาวน์โหลดที่ http://www.cinemacraft.com/eng/download.html#demo เป็นโปรแกรมที่มีราคาแพงมากๆ เหมาะสำหรับมืออาชีพและกึ่งมืออาชีพสามารถแปลงไฟล์เป็นได้ทั้งแบบ MPEG1,2
มีอยู่ 3 รุ่น แตกต่างกัน คุณสมบัติที่ทำได้คือ Cinema Craft Encoder Lite/Cinema Craft Encoder SP/Cinema Craft Encoder ProTMPGEnc
ดาวน์โหลดที่ http://www.tmpgenc.com
เป็นโปรแกรมที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ให้คุณภาพที่ดีมาก อาจจะดีที่สุดด้วยซ้ำ และใช้เวลา
ไม่มากจนเกินไป ที่สำคัญคือ เป็นโปรแกรมให้ใช้ฟรี นอกจากจะสามารถแปลงไฟล์แบบ MPEG ตามมาตรฐาน VCD แล้ว ยังสามารถ
แปลงไฟล์ MPEG ให้เป็นมาตรฐานอื่น ๆ เช่น SVCD , DVD ได้ด้วย แต่มันมีข้อเสียคือไม่มีรุ่นที่เป็น Plug-in ของโปรแกรมตัดต่อ เช่น
Adobe Premiere

การเข้ารหัสแปลงไฟล์
ในการเข้ารหัสหรือแปลงไฟล์ MPEG นั้น สามารถทำได้ 2 ทาง คือ
1. ใช้โปรแกรมแปลงไฟล์จากวิดีโอที่เราสร้างไว้
2.Export ให้เป็นไฟล์ MPEG โดยตรงจากโปรแกรมตัดต่อ

แบบที่ 1 โปรแกรมเดี่ยว ๆ
เป็นลักษณะของวิดีโอที่ตัดต่อตกแต่งตามความต้องการแล้ว หลังจากนั้นได้ Export ออกมาให้อยู่ในรูปของไฟล์วิดีโอ ( AVI) เช่น
Video1.avi จากนั้นจึงใช้โปรแกรมแปลงไฟล์นี้ให้เป็น MPEG อีกครั้ง ซึ่งมีข้อเสียที่ว่า เมื่อตัดต่อวิดีโอและ Export ไฟล์ออกมา จะต้องเสีย
เนื้อที่ในการจัดเก็บวิดีโอที่ตัดต่อแล้วนี้ด้วย อย่างที่รู้กันว่าไฟล์วิดีโอใช้เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์มาก ทั้งนี้คุณอาจจะมีเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ไม่พอ
ตัวอย่างเช่น มีฮาร์ดดิสก์ 2 GB มีไฟล์วิดีโอ 3 ไฟล์ ขนาด 500 , 700 , 250 MB ตามลำดับ เรานำวิดีโอทั้ง 3 ไฟล์มาตัดต่อ ตกแต่งและรวม
วิดีโอทั้ง 3 เข้าด้วยกัน จากนั้น Export ออกมา แต่เราจะไม่มีเนื้อที่เก็บวิดีโอใหม่นี้ เนื่องจากเหลือแค่ 550 MB เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ใช้
วิธีการแบบที่ 2 จะเหมาะสมกว่า แต่โปรแกรมในการแปลงไฟล์ MPEG บางตัวที่เราต้องการใช้นี้มีแต่ลักษณะนี้เท่านั้น เราก็ไม่มีทางเลือก
ก็ต้องใช้วิธีนี้ เช่น TMPGEnc ในกรณีที่มีไฟล์ MPEG อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้มาตรฐาน VCD ต้องแปลงไฟล์อีกครั้งก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน

แบบที่ 2 จากโปรแกรมตัดต่อ (เป็นแบบ Plug-in)
เป็นลักษณะของวิดีโอที่เราตกแต่ง ตัดต่อเรียบร้อยแล้ว Export เป็น MPEG ได้ทันที วิธีนี้เป็นการ Export ไฟล์ MPEG โดยตรง เนื่องจาก
ไฟล์ MPEG มีขนาดเล็กมาก ทำให้ใช้เนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ไม่มาก และเป็นการสะดวก ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน เหมือนวิธีแรกที่ต้อง
Export > AVI > Convert > MPEG แต่วิธีนี้เป็น Export > MPEG แต่โปรแกรมตัดต่อบางโปรแกรมไม่สามารถ Export ไฟล์ MPEG
ได้โดยตรง เนื่องจากไม่มีคำสั่งที่ว่านี้ เราจึงตัดต่อบางโปรแกรมพิเศษที่เรียกว่า Plug-in เข้าไปในโปรแกรมตัดต่อนั้นก่อน เช่น
Adobe Premiere แต่โปรแกรมตัดต่อบางตัวมีคำสั่งแบบนี้ ก็สามารถ Export เป็นไฟล์ MPEG ได้ทันที เช่น Ulead MediaStudio Pro แต่
เราก็สามารถใช้โปรแกรมแบบเดี่ยว ( Stand Alone Version) * โปรแกรมแบบ Plug-in นั้นไม่สามารถทำงานแบบเดี่ยวๆ ได้ จะต้องมี
โปรแกรมตัดต่ออยู่แล้วด้วย *
การใช้งานแบบที่ 1 โปรแกรมเดี่ยวๆ
ในเรื่องการเข้ารหัสไฟล์วิดีโอให้เป็น MPEG1 นั้น เป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและมีการบีบอัดไฟล์มาก ทำให้ไฟล์วิดีโอที่มี
ขนาดใหญ่ลดลงมาเหลือนิดเดียว ดังนั้นคุณภาพของมันจะต้องลดลงไปจากต้นฉบับมาก คุณภาพอยู่ในระดับแค่ยอมรับได้เท่านั้น ดังนั้น
เมื่อรู้อยู่แล้วว่าการเข้ารหัสแปลงไฟล์ทำให้คุณภาพลดลง ในการเลือกใช้โปรแกรมการเข้ารหัสไฟล์แบบ MPEG1 จึงต้องพิถีพิถัน
ซอฟต์แวร์ที่ขอแนะนำก็คือ TMPGEncTMPGEnc เป็นซอฟต์แวร์ในการแปลงไฟล์วิดีโอ เช่น AVI ( ไฟล์แบบ DV MJPEG ก็จะอยู่ใน
รูปของ AVI) หรือแม้กระทั่ง MPEG เองไปเป็นไฟล์แบบ MPEG 1 , 2 ,VCD , SVCD และ DVD และยังเป็น Freeware คือให้ใช้ฟรีด้วย
ฮาร์ดแวร์ที่แนะนำให้ใช้คือ
Pentium III 500 MHz หรือสูงกว่า
RAM : 64 MB หรือสูงกว่า
พื้นที่ว่าบนฮาร์ดดิสก์มากกว่า 100 MB
ระบบปฏิบัติการ Windows 98 , Windows NT 4.0 หรือ Windows 2000
DirectX รุ่นใหม่สุด
แต่เนื่องจากโปรแกรมนี้ ไม่มีรุ่น Plug-in เราจึงต้องทำการตัดต่อวิดีโอให้เรียบร้อยแล้ว Export AVI ออกมาก่อน จึงจะสามารถนำมา
ใช้กับโปรแกรมนี้ได้

 

บทที่ 6
ขั้นตอนการเขียน VCD

หลังจากที่ทำการแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปแบบ MPEG1 ที่ถูกต้องตามมาตรฐานของ VCD แล้ว ก็มาถึงในขั้นตอนที่จะนำ
ไฟล์แบบ MPEG1 เข้าไปบันทึกไว้ในแผ่น CD เพื่อที่จะสามารถไปเล่นกับเครื่องเล่น VCD หรือ DVD ใด ๆ ก็ได้ ซึ่งการานำ
ข้อมูลไปบันทึกในแผ่น CD ไม่ใช่แค่คัดลอกไฟล์ MPEG1 เข้าไปใส่ในแผ่น CD แค่นั้น แล้วสามารถใช้กับเครื่องเล่นได้มันจะ
ต้องมีวิธีการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องด้วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องมีก็คือ
1. เครื่องบันทึก CD
2. แผ่น CD เปล่า
3. โปรแกรมบันทึก CD
สำหรับโปรแกรมในการเขียนหรือบันทึก CD นั้นที่เป็นที่นิยมมีอยู่หลายโปรแกรม เช่น

Easy CD Creator เป็นโปรแกรมที่มีเครื่องมือในการเขียนข้อมูลประเภทต่าง ๆ ลงใน
CD อยู่หลายประเภท และสามารถเขียนแผ่นแบบ VCD ได้ด้วย มีหน้าตาในการทำงาน น่าใช้กว่าโปรแกรมอื่น ๆ มีตัวช่วยบอก
การทำงานเป็นระยะ ๆ
Nero Burning เป็นโปรแกรมในการเขียน CD ที่มีผู้นิยมมากที่สุดในโลก สามารถเขียนได้ทั้ง VCD และ SVCD
ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก และยังสามารถสร้างเมนูของ VCD ได้ เป็นโปรแกรมที่มีหน้าตาไม่สวยนัก เหมือนไม่น่าใช้ แต่
ประสิทธิภาพในเรื่องของการเขียน VCD ดีมาก
Winon CD มีความสามารถโดยทั่ว ๆ ไป เหมือนกับโปรแกรมอื่น ๆ แต่มีการใช้งานที่ซับซ้อนขึ้น และมีความ
สามารถพิเศษอื่น ๆ ที่โปรแกรมอื่นไม่มี เช่น การเขียนเมนูของ VCD ที่มีความซับซ้อนโดยทางผู้จัดทำรายงานได้นำเสนอ
โปรแกรม Nero 5.5
ตัวอย่างขั้นตอนการเขียน VCD ด้วย Nero 5.5
ขั้นตอนการทำงาน
1. วิธีการคือ ติดตั้งโปรแกรมและเปิดโปรแกรมขึ้นมา โปรแกรมจะแสดงหน้าต่างแรก เพื่อให้เลือกว่า ต้องการจะเขียนข้อมูล
ประเภทใด ให้เลือกที่ Video-CD จากนั้นเลือกระบบทีวีที่เราต้องการว่าเป็น PAL หรือ NTSC
2. คลิกที่แท็บ Menu เลือก Enable menu ถ้าคุณต้องการสร้างเมนูให้กับ VCD ด้วย ส่วนค่าอื่นกำหนดทีหลัง
3. คลิกปุ่ม New ก็จะเข้าสู่หน้าจอหลักซึ่งแบ่งหน้าจอเป็น 2 ส่วน ทางด้านซ้ายมือจะเป็นส่วนของไฟล์ประเภทต่างๆ ที่จำเป็นใน
การเขียนแผ่นมาตรฐานของ VCD ที่โปรแกรมจัดเตรียมให้เราไว้แล้ว ส่วนด้านขวามือจะมีลักษณะคล้ายกับ Explorer ให้เลือก
หาตำแหน่งไฟล์ MPEG1 ที่เราแปลงเอาไว้ในบทก่อนหน้านี้ ส่วนวิธีการคือ ลากเอาไฟล์นั้นมาใส่ในหน้าต่างซ้ายมือด้านล่าง
จะกี่ไฟล์ก็ได้ แต่ห้ามให้เวลารวมทั้งหมดเกิน 74 นาที ( CD 1 แผ่น ความจุ 650 MB) ดูจากเส้นสีน้ำเงินด้านล่างจะ
เป็นตัวบอกเวลารวมทั้งหมดตรงจุดนี้โปรแกรม Nero จะมีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่า Easy CD Creator คือ เมื่อเรานำ
ไปไฟล์แบบ MPEG มาใส่ไว้ในกรอบหน้าต่างด้านซ้าย ถ้าไฟล์ MPEG นั้นไม่ได้มาตรฐานของ VCD โปรแกรมจะขึ้นมา
เตือนว่า MPEG ของเราใช้มาตรฐานที่ผิด จะมีคำสั่งให้เราเลือกคือจะเอาอย่างนั้นใครจะทำไมถ้าเลือกอย่างนี้เป็นเรื่อง
แน่นอน เพราะเครื่องเล่น VCD จะไม่เล่นด้วยโปรแกรมจะแปลงไฟล์นั้นอีกครั้ง เพื่อให้ได้มาตรฐาน VCD (Easy CD
Creator ทำไม่ได้)ไม่เอาไฟล์นั้นที่โปรแกรมสามารถแปลงไฟล์ใหม่เพื่อให้ไฟล์ได้มาตรฐานนั้น เนื่องจากโปรแกรม Nero
มีโปรแกรมแปลงไฟล์ให้เป็นแบบ MPEG1 ตามมาตรฐานของ VCD รวมอยู่ด้วย ดังนั้นคุณสามารถนำไฟล์วิดีโอประเภทอื่น
เช่น AVI มาใส่กรอบหน้าต่างซ้ายล่างก็ยังได้ เพราะโปรแกรมจะจัดการแปลงไฟล์ให้อัตโนมัติ แต่ไม่รู้ว่าคุณภาพาจะออกมา
เป็นอย่างไร ที่แน่นอนใช้วิธีแปลงไฟล์ด้วยโปรแกรมแปลงไฟล์ MPEG1 โดยเฉพาะจะดีกว่า เพราะเราสามารถควบคุม
คุณภาพเองได้
4. โดยปกติ เมื่อ VCD ถูกเล่น มันจะเล่นเรียงไปตามลำดับจากแทร็ก 1, 2, 3, 4 ไปเรื่อย เราสามารถเรียงลำดับของไฟล์ได้
โดยการเลือกที่ไฟล์ใดไฟล์หนึ่งเลื่อนขึ้นลงตามความพอใจ (เราจะไม่เห็น Track 1/1 ถ้าไม่ได้เลือก Menu)
5. ถึงตอนนี้ถ้าไม่ต้องการทำ Menu ก็สามารถเริ่มเขียน CD ได้ทันที โดยเลือกคำสั่ง File > Write CD > คลิกที่แท็บ BURN
มีค่าต่าง ๆ ที่น่าสนใจคือ
Determine Maximum Speed - ทดสอบความเร็วของไดร์ฟ
Stimulation – ยังไม่เขียน เป็นการจำลองว่าจะเขียนสำเร็จหรือไม่
Write Speed – เลือกความเร็ว
ถ้าไม่แน่ใจในเครื่องเขียนของคุณก็ให้เลือกที่ Determine Maximum Speed และ Stimulation ด้วย และถ้าไฟล์ MPEG1
ของคุณยังไม่ได้มาตรฐานโปรแกรมจะแปลงไฟล์ก่อน จึงจะเริ่มเขียน VCD
6. แต่ถ้าเราต้องการจะสร้างเมนูด้วย ให้คลิกขวาที่ New เลือก Properties
7. จากนั้นเลือกไปที่แท็บ Menu จะมีคำสั่งให้เลือกมากมายคือ
Layout เป็นการเลือกว่าจะให้เมนูมีหน้าต่างเป็นอย่างไร คลิกปุ่ม Preview เพื่อดู ตัวอย่าง เช่นรูปแรกคือ 9 items , left ก็คือ
ชื่อไฟล์ของเราจะเรียงกันลงมาโดยชิดขอบทางด้านซ้ายรูปที่ 2 คือ items , center ชื่อไฟล์ของเราจะเรียงกันตรงกลาง
รูปที่ 3 คือ items , diagonally ชื่อไฟล์ของเราจะเรียงกันแบบเยื้องลงมาเรื่อย ๆแต่ถ้าเราเลือกคำสั่งที่มี Thumbnail ก็จะ
เป็นการแสดงตัวอย่างของภาพวิดีโอด้วย ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือเท่านั้น ยิ่งเลือกให้แสดง Thumbnail มาก รูปตัวอย่างก็จะเล็กลง
Background picture สามารถเลือกได้ว่า ต้องการพื้นเป็นภาพคลิก Browser หรือเป็นแค่สีพื้นธรรมดา
Background mode เป็นการกำหนดลักษณะของภาพ
Header text และ Footer text ใส่ข้อความในส่วนหัวและส่วนท้ายของเมนูได้ตามต้องการ และสามารถเปลี่ยนฟอนต์และ
สี ใส่เงาได้ด้วย
Item text คือสามารถเปลี่ยนฟอนต์และสีใส่เงาของชื่อไฟล์ได้
มาถึงตอนนี้ กลับมาในเรื่องของการใช้ Thumbnail อีกครั้ง ซึ่งโดยปกติภาพใน
Thumbnail จะเป็นการแสดงภาพในไฟล์วิดีโอ แต่มันจะใช้ภาพแรกของไฟล์นั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นภาพมืด ๆ จึงเหมือนไม่ได้
แสดงภาพอะไรออกมา แต่เราก็สามารถกำหนดให้มันใช้ภาพในช่วงอื่น ๆ ของวิดีโอได้ด้วยคลิก OK กลับมาที่หน้าจอหลัก
คลิกขวาที่ไฟล์ที่ต้องการจะเปลี่ยนตัวอย่างภาพ เลือก Properties ในหน้าต่าง MPEG Track Info ใช้ปุ่มเลื่อนไปยังภาพใน
ตำแหน่งที่ต้องการ และนอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนชื่อของไฟล์ที่จะไปปรากฏบนเมนูได้ด้วย ชื่อไฟล์อันนี้ก็คือ Item text
สามารถทำได้กับทุกไฟล์ที่ต้องการ ลอกทำแล้วเอามาดู แล้ว Preview เมนูอีกครั้ง
8. เมื่อกำหนดค่าต่าง ๆ ตามต้องการแล้ว ก็เริ่มเขียน VCD ได้เลย โดยไปที่ File > Write CD > Write ก็เป็นอันเรียบร้อย แต่เนื่องจากเขียน VCD เป็นการเขียนแบบถาวร ถ้าทำอะไรผิดพลาด เช่น เรียง
ลำดับของแทร็กผิด วิธีการแก้ไขก็คือ ต้องกลับไปแก้ไขลำดับแล้วเขียน VCD ใหม่อีกครั้ง ยิ่งถ้าทำผิดบ่อย ๆ หรือเปลี่ยนใจ บ่อย ๆ จะทำให้เปลืองแผ่น CD ไปโดยเปล่าประโยชน์ดังนั้นโปรแกรม Nero ได้เพิ่มความสามารถพิเศษ ในการสร้างหรือ
จำลองการเขียน CD หลอก ๆ เพื่อลองให้ใช้งานกันก่อน เพื่อที่จะได้ไม่เสียแผ่น CD โดยเปล่าประโยชน์