วันอาทิตย์ที่ ๖ ม.ค. ๕๑ มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพูนพลัง (http://geocities.com/poonpalang)     วาระสำคัญคือตัดสินการให้ทุนช่วยเหลือระดับปริญญาตรี     มีเด็กขอทุนมาจากภาคอีสาน ๓ คน  จากนราธิวาส ๓ คน    เอกสารแนะนำจากครูของภาคอีสานกับของนราธิวาสแตกต่างกันอย่างฟ้ากับดิน    คือของอีสานครูรู้จักเด็กอย่างดี     เขียนแนะนำมูลนิธิได้อย่างชัดเจนว่าเด็กเป็นอย่างไร    แต่ของนราธิวาสครูเขียนแบบราชการ     คือมีเพียง ๒ – ๓ บรรทัด  บอกว่าสมควรให้ทุนเพราะเด็กยากจน

         เราเห็นชัดจากใบสมัคร ว่าเด็ก ๓ คนจากนราธิวาส ซึ่งกำลังเรียนชั้น ม. ๖ ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร    ตัวเองมีความสามารถระดับไหน    ดูจากเกรดก็รู้ว่าเรียนอ่อน    เด็กเห็นโอกาสขอทุน เพราะตนยากจนและกำพร้า ก็ขอมา     โดยที่ไม่มีความชัดเจนว่าจะเรียนอะไร   

         ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปเมื่อ ๑๕ ปีก่อน เมื่อผมได้อ่านวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ รศ. ดร. อุดม – แห่งนิด้า     ว่าคนจนนั้นไม่ได้จนแค่เงิน  แต่ยังจนโอกาส     ไม่รู้จักโอกาสเข้าถึงบริการหรือทรัพยากรต่างๆ ในสังคม    ในเด็ก ๓ คนนี้ ผมคิดว่าเธอยังจนความเอาใจใส่จากผู้ใหญ่อีกด้วย    ทั้งผู้ใหญ่ในครอบครัว (ซึ่งเขามีแบบขาดๆ วิ่นๆ)     รวมทั้งขาดความเอาใจใส่จากครู     ครูแค่เขียนรับรองว่าเด็กจน    แต่ไม่เคยแนะนำว่าเด็กเหมาะที่จะเรียนอะไรต่อ  จะเรียนจบได้หรือไม่    ครูคงจะคิดว่าตนมีหน้าที่สอน  แต่ไม่ได้สนใจอนาคตของเด็กเป็นคนๆ     ผมอ่านใบรับรองของครูแล้วผมก็อ่านพฤติกรรมครูอย่างนี้ ไม่ทราบว่าผิดหรือถูก   

         ผมบอกกรรมการมูลนิธิฯ ว่า มูลนิธิพูนพลังไม่ได้ให้แก่เด็กเพียงแค่เงิน    ยิ่งกว่านั้นคือเราให้ความรัก ความเอาใจใส่ คำแนะนำปรึกษา แก่เด็ก     บุญจากคำแนะนำและความรัก มีมากกว่าบุญจากการบริจาคเงิน     เพราะการให้ความรักทำให้ผู้ให้เกิดจิตกุศล เป็นบุญกิริยา      ดังนั้น เด็กที่ได้รับทุน นอกจากให้ทุนแล้ว คนที่เราสงสัยว่าจะมีปัญหาด้านการเลือกสาขาและสถานที่เรียน หรือมีปัญหาการเรียน ควรหาคนเป็น mentor ให้ด้วย     คนที่ดีที่สุดคือครูเก่าของเด็ก    ซึ่งที่นราธิวาสเคยมีครูที่เอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างดีมาก     แต่คนดีเหล่านี้ต้องย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ เพื่อเอาซี และปูทางไปสู่ตำแหน่ง

         ลูกสาวเล่าเรื่องครูผู้ชายในภาคอีสาน ที่ควักกระเป๋าตัวเองให้ทุนเด็กที่ยากลำบาก    พร้อมทั้งให้ความรักความเอาใจใส่     เมื่อมาพบมูลนิธิพูนพลังก็ร่วมมือกันอย่างดี    โดยที่เมื่อเด็กขาดเหลือเป็นครั้งคราวครูจะช่วยเหลือ    คนที่ควรได้ทุนช่วยทั้งปีก็ส่งมาให้มูลนิธิฯ     ผมได้ยินเรื่องราวของครูแบบนี้ก็มีความสุข

วิจารณ์ พานิช
๖ ม.ค. ๕๑