KM ธรรมชาติ มุมมองจากคุณเอื้อแห่ง มอดินแดง

กรณีศึกษา KM สร้างกัลยาณมิตร

 คุณเอื้อแห่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.รังสรรค์ เนียมสนิท รองอธิการบดีฝ่ายแผนและพัฒนาให้สัมภาษณ์ลงในประชาชาติธุรกิจ วันที่ ๓ มกราคม ๔๕๕๑

 ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ มั่งมีศรี อดีตรองอธิการบดี และ อดีตรอง ผอ.ศูนย์บริการวิชาการ ส่ง Mail มาให้เรียนรู้ครับ

 เป็นกรณีศึกษา KM สร้างกัลยาณมิตร มุมมองจากคุณเอื้อแห่งมอดินแดง

P

 ทำไมต้องการจัดการความรู้ ?

จากคำถามเล็กๆ แต่มีเหตุผลมากมายเป็นคำตอบที่ทำให้หลายองค์กรต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องนี้ สำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่น "รศ.รังสรรค์" มองถึงความจำเป็นในการจัดการความรู้ว่ามีเหตุปัจจัยมาจากหลายเรื่อง

1.ภาวะของการแข่งขันทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่มีการแข่งกันมากขึ้นทุกวัน 2.กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเศรษฐกิจยุคใหม่ 3.ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี 4.ความรู้ที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก 2-3 ปีการเรียนรู้ที่เร็วกว่าจะทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงสภาพแวดล้อมภายในองค์กรก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เช่น ความผิดพลาดซ้ำๆของผู้ปฏิบัติงาน ความรู้ที่ติดอยู่กับผู้เชี่ยวชาญ เมื่อลาออกทำให้องค์กรก็ขาดองค์ความรู้นั้นไปทันที หรือแม้กระทั่งองค์กรมี best practice แต่ไม่เคยใช้ เพราะบางครั้งก็ไม่รู้ว่า best practice ของตนคืออะไร

ที่สำคัญกว่านั้นอีกประการหนึ่ง คือ องค์กรมีความคิดริเริ่มซ้ำซ้อนหรือเรื่องเดียวกันตลอดเวลา

การนำเอา "ตัวชี้วัด" เข้ามาใช้ในหน่วยงานราชการดูเหมือนเป็นทางออกที่ดี แต่ในทางปฏิบัติแทนที่จะทำให้ประสิทธิภาพในทำงานดีขึ้นแต่กลับทำให้ดัชนีความสุขของข้าราชการลดลง เพราะทุกคนทำงานหนักมากขึ้น จึงไม่แน่ใจว่างานเป็นผลหรือเปล่า แต่สิ่งที่เห็นชัดๆ คือคนเป็นทุกข์ มีการส่งเอกสารจำนวนมาก ท่องอย่างเดียวคือกรอกให้ครบ เติมให้เต็ม โดยไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่ม สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้อีกด้านหนึ่งของการทำงานที่ขาดกระบวนการเรียนที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงกัน

การจัดการความรู้ KM (knowledge management) คืออะไร ?

ในนิยามของ "รศ.รังสรรค์" เห็นว่าการจัดการความรู้ คือการดึงความรู้ที่มีอยู่ภายในออกมาใช้ ด้วยระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ที่เรียกว่า show and share ประสบการณ์ เพื่อให้ความรู้จากภายในออกสู่ภายนอก ใช้ระบบเปิด ระบบกัลยาณมิตร ระบบการปรึกษาหารือ

"การจัดการความรู้ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่มีวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ นั่นคือองค์กรต้องจัดกระบวนการให้ผู้ปฏิบัติงานได้เล่าเรื่อง ปรับทุกข์ปรับสุข เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ 2 คนขึ้นไป"

ในระบบราชการไทยมีมิติที่เหมาะสำหรับการจัดการความรู้ เพราะมีการทำงานซ้ำในเรื่องเดียวกัน ดังนั้นจึงน่าจะมีกระบวนการในการนำแบบอย่างที่ดีมาแชร์กับเพื่อน ให้เพื่อนได้ดูแล้ว นำไปปรับให้เหมาะกับตัวเอง เพื่อที่จะไม่ต้องทำผิดซ้ำ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน แล้วกระบวนการความรู้ก็จะไหลเวียนจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่ง

"การเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการได้ติดต่อประสานกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี"

"รศ.รังสรรค์" ย้ำว่า ความรู้เพื่อการพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวองค์กร ความรู้บางเรื่องอยู่ที่ เจ้าหน้าที่ อยู่ที่หัวหน้า อยู่ที่หน้างาน สรุปง่ายๆ ความรู้เพื่อการพัฒนาอยู่ที่ "บุคลากร" ดังนั้นจึงต้อง show and share จึงจะเกิดประโยชน์

ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นในช่วงแรกยอมรับว่าถูกบังคับให้ทำ หลังจากทดลองทำไป 1 ปีเต็ม ผลที่ออกมาเป็นลักษณะการทำงานในระบบสั่งการ ทำครบตามเอกสารทุกขั้นตอน แต่พอถามกลับไปว่าทุกคนได้ความรู้อะไรจากการทำงานบ้าง ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ

ปีต่อมา อาจารย์จิตเจริญ ไชยาคำ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ จึงเสนอให้นำ KM มาใช้กับองค์กร เพราะเห็นว่าเป็นวิธีธรรมชาติใช้งบประมาณไม่มาก ใช้จิตใจที่เป็นสาธารณะในการทำงาน

เมื่อตั้งวัตถุประสงค์ว่าจะพัฒนาคนให้มีขีดความสามารถ ทุกคนต้องพัฒนาตัวเอง ทำงานแล้วเห็นผล เป็นสุข สร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน คนที่ไม่เคยคุยกันได้โอกาสคุย ผ่านกระบวนการเล่าเรื่อง การปรับทุกข์ปรับสุข โดยเอางานที่ทำเป็นเป้าหมายหลัก

เครื่องมือหลักในใช้ในการพัฒนาคนคือ "การพูด" และ "การฟัง"

เทคนิคง่ายๆ ในการจัดการองค์ความรู้ คือ การจัดงาน show and share นำเอาสิ่งที่ทุกคนทำมานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนเพื่อให้ทุกหน่วยงานได้ประโยชน์จากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ให้ผู้น้อยเป็นฝ่ายเล่าเรื่องก่อน หัวหน้ามีหน้าที่ฟังอย่างเดียว

เมื่อผู้พูด พูดอย่างมิตร พูดด้วยความหวังดี พูดจากใจ ผู้ฟัง ย่อมฟังอย่างลึกซึ้งเข้าใจ ฟังด้วยความชื่นชมยินดี มีการจัดเก็บเป็นเอกสาร สร้าง Blog สร้างการเข้าถึง สร้างการตีความ การเรียนรู้ ให้วงจร show and share หมุนตลอดเวลา

หลังจากจัดการความรู้ภายในมหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จ ก็เริ่มขยายวงสู่ภายนอก โดยมีมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เข้าร่วมเป็นเครือข่าย

"เราแลกเปลี่ยนตามบริบทจุดเด่นของตัวเอง ใช้วิธีการเล่าเรื่อง มีระบบบันทึก มี blog ที่เข้าไป show and share จัดกันมา 12 ครั้งคุยกันทุกเรื่องที่มาจากหน้างาน งานนี้ทำผิดพลาดเพราะอะไร ควรจะปรับปรุงอะไร หรืองานที่ทำดีอยู่แล้วอยากจะพัฒนาอะไรเพิ่มขึ้นไปอีก"

การจัดการความรู้เป็นระบบเปิด เป็นเรื่องที่ไม่ยาก เพียงแต่ไม่หวงความรู้ซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ เราก็เรียนรู้จากเพื่อน เพื่อนช่วยเพื่อน เราไม่คิดว่าเราทำดีที่สุด แต่เราจะหาสิ่งที่มาปรับปรุงตนเองอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเราก็พร้อมที่จะแชร์ความรู้กับเพื่อน สิ่งสำคัญผู้บริหารต้องให้กำลังใจลูกน้อง ต้องชื่นชมยินดี ผู้ปฏิบัติงานจึงจะมีพลัง

JJ2008